บทที่ 7 ตอนที่ 7 กลิ่นกะเพรา
ตอนที่ 7 กลิ่นกะเพรา
บรรยากาศภายในร้านอาหารตามสั่งเล็ก ๆ ใต้กันสาดสีเขียวในซอยข้างบริษัทช่วงค่ำคืนค่อนข้างเงียบสงบ ต่างจากความวุ่นวายของย่านธุรกิจโดยสิ้นเชิง เสียงพัดลมเพดานเก่า ๆ หมุนเอื่อย ๆ พร้อมกับกลิ่นหอมฉุยของใบกะเพราและพริกตำที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทำให้ความตึงเครียดจากเรื่องงานและข้อความกวนใจของธันวาเมื่อครู่มลายหายไปเกือบหมด
ขิมนั่งเท้าคางมองชายหนุ่มในชุดเชิ้ตพับแขนที่กำลังพยายามใช้ช้อนส้อมตักไข่ดาวในจานอย่างระมัดระวัง ภาพของประธานบริหารบริษัทมูลค่าหลายพันล้านกำลังนั่งกินข้าวแกงข้างทางอย่างเรียบง่าย โดยมีรอยแดงจาง ๆ ที่หางตาจากเหตุการณ์กินเผ็ดเมื่อวันก่อนหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ทำให้เธออดอมยิ้มออกมาไม่ได้
“มองอะไรครับ” ภาคินเงยหน้าขึ้นสบตาโดยที่ช้อนยังคาอยู่ที่มือ
“เปล่าค่ะ แค่คิดว่า... ถ้าบรรดากรรมการบริษัทหรือนักข่าวสายเศรษฐกิจมาเห็นภาพท่านประธานในตอนนี้ พวกเขาคงช็อกน่าดู” ขิมตอบพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ
“คนเราก็ต้องมีมุมส่วนตัวบ้าง” ภาคินวางช้อนลงแล้วเลื่อนแก้วน้ำชาเขียวให้เธอ “อีกอย่าง ร้านนี้ก็ไม่ได้แย่ ยกเว้นเรื่องพริก”
ขิมหลุดหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม
“คราวหน้าขิมจะสั่งแบบเผ็ดน้อยเป็นพิเศษให้ค่ะ”
ทั้งคู่ต่างก้มหน้าลงตักข้าวเข้าปากอย่างเงียบ ๆ แม้ว่าทั้งคู่จะตกลงเป็นแฟนปลอม ๆ ตามสัญญา แต่ความใกล้ชิดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการแสดงกับความรู้สึกจริงเริ่มพร่าเลือนจนเธอกลัวว่าตัวเองจะเผลอใจไปจริง ๆ
ภาคินมองท่าทีของเธอนิ่งนาน แววตาคมกริบฉายประกายความอ่อนโยนที่ยากจะคาดเดา เขายื่นมือหยิบทิชชูมาวางไว้ตรงหน้าเธอ
“กินเลอะเทอะเหมือนเด็ก ๆ”
“ขิมไม่ได้กินเลอะสักหน่อยค่ะ” เธอรีบเถียงพร้อมกับใช้มือเช็ดมุมปากตัวเองทันที
“ตรงนี้ต่างหาก” ภาคินโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาเล็กน้อย ปลายนิ้วอุ่นของเขาแตะเบา ๆ ที่มุมแก้มเพื่อปัดเศษข้าวหรือความเปื้อนจาง ๆ ออกให้ การกระทำนั้นรวดเร็วและเป็นธรรมชาติจนขิมแทบหยุดหายใจ หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวแรงยิ่งกว่าตอนยืนอยู่หน้าสื่อมวลชนเสียอีก
ความเงียบชั่วขณะปกคลุมโต๊ะอาหาร ทั้งสองคนสบตากันเนิ่นนานโดยไม่มีใครขยับตัวหนี จนกระทั่งเจ้าของร้านเดินถือจานผลไม้รวมมาเสิร์ฟพร้อมกับส่งเสียงแซว
“อ้าว แฟนคู่นี้หวานกันจริง ๆ นะเนี่ย ดูแลกันดีแบบนี้เมื่อไหร่จะมีข่าวดีล่ะจ๊ะ”
ขิมรีบผละตัวกลับมานั่งตัวตรง ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาไฟมาจ่อ
“เอ่อ... ยังอีกนานเลยค่ะป้า พวกเราเพิ่งคบกันเองค่ะ”
“นานไม่นานไม่รู้ แต่ผู้ชายหล่อ ๆ แบบนี้หายากนะหนู รักษาไว้ให้ดีล่ะ” ป้าเจ้าของร้านหัวเราะร่วนก่อนจะเดินกลับเข้าไปหลังร้าน
ภาคินยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับคำพูดของป้าเจ้าของร้าน เขาหยิบชิ้นผลไม้เข้าปากอย่างใจเย็น
“ป้าเขาพูดถูก”
“พูดอะไรคะ” ขิมแกล้งทำเป็นไขสด
“เรื่องที่ผู้ชายแบบผมหายาก”
ขิมค้อนใส่เขาหนึ่งวง
“คุณภาคินี่ยกหางตัวเองเก่งเหมือนกันนะคะเนี่ย สมกับเป็นประธานบริษัทจริง ๆ”
“ผมพูดความจริง” น้ำเสียงทุ้มเอฟเจือแววหยอกล้อเล็กน้อย ซึ่งเป็นมุมมองใหม่ที่ขิมเพิ่งเคยเห็นจากผู้ชายที่เคยคิดว่าเคร่งขรึมและเข้าถึงยากที่สุดในสามโลก
หลังมื้อค่ำอันเงียบสงบ ภาคินอาสาขับรถมาส่งขิมที่อพาร์ตเมนต์ย่านใจกลางเมือง รถซีดานสีดำคันหรูแล่นมาจอดเทียบฟุตปาธหน้าอาคารที่พัก ขิมปลดเข็มขัดนิรภัยและหยิบกระเป๋าเตรียมลงจากรถ แต่ภาคินกลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนครับ ขิม”
ขิมชะงัก หันไปมองเขา
“คะ?”
“เรื่องที่ธันวาติดต่อมาเมื่อเย็น...” ภาคินเว้นจังหวะเล็กน้อย แววตาจริงจังขึ้น “ถ้าเขายังมารบกวนหรือทำอะไรให้คุณไม่สบายใจ บอกผม”
ความห่วงใยที่แสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมาทำให้ขิมรู้สึกอุ่นวาบในอก เธอส่ายหัวเบา ๆ
“ขิมจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ บล็อกเบอร์ไปเรียบร้อยแล้วด้วย เขาไม่มีทางเข้ามาวุ่นวายได้อีกแน่นอนค่ะ อีกอย่าง ขิมไม่ใช่คนเดิมที่จะยอมให้ใครมาทำร้ายความรู้สึกซ้ำ ๆ หรอกนะคะ”
ภาคินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ดีมากครับ ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เช้าผมมารับไปบริษัทพร้อมกัน”
“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ขิมนั่งรถไฟฟ้าไปเองก็ได้ เกรงใจคุณเปล่า ๆ”
“ไม่ใช่ความลำบาก” ภาคินตอบเสียงเรียบแต่มั่นคง “ตามสัญญา เราต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนในฐานะคู่รัก การเดินทางด้วยกันคือหนึ่งในหน้าที่ตามแผนประชาสัมพันธ์”
ขิมแอบถอนหายใจเบา ๆ กับข้ออ้างเรื่องสัญญาที่เขายกมาอ้างได้ตลอดเวลา
“ก็ได้ค่ะ เจอกันพรุ่งนี้เช้าค่ะ ท่านประธาน”
เธอก้าวลงจากรถ ปิดประตูแล้วโบกมือลาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าอพาร์ตเมนต์ไป ภาคินนั่งมองตามแผ่นหลังเล็กจนกระทั่งเธอเดินหายลับเข้าไปในตัวอาคาร รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนที่เขาจะขับรถเคลื่อนตัวออกไปในความมืด
#เช้าวันถัดมา
ข่าวลือเรื่องการทุจริตในโครงการตลาดชุมชนที่กลุ่มของกฤษณ์แอบปล่อยออกมาเริ่มส่งผลกระทบระลอกเล็ก ๆ ในบอร์ดบริหาร แม้ว่าภาคินจะจัดการควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ แต่การประชุมคณะกรรมการบริหารในเช้าวันนี้จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างตึงเครียด
ขิมในฐานะหัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ภาคสนามถูกเรียกตัวให้เข้าร่วมชี้แจงตัวเลขการตอบรับของชุมชนและแผนการสื่อสารเพื่อความโปร่งใส เธอยืนอยู่หน้าห้องประชุมใหญ่ นำเสนอข้อมูลด้วยความมั่นใจ น้ำเสียงฉะฉาน และข้อมูลที่แน่นหนาจนผู้ถือหุ้นหลายคนพยักหน้ายอมรับ
กฤษณ์ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพยายามหาช่องโหว่เพื่อโจมตี
“ข้อมูลที่คุณนำเสนอมาดูสวยหรูเกินจริงนะคุณสายขิม ใครจะรู้ว่าตัวเลขพวกนี้ถูกตกแต่งขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนปัญหาการใช้งบประมาณในพื้นที่หรือเปล่า”
เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ ในห้องประชุม ขิมไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือลนลาน เธอเตรียมตัวรับมือกับคำถามเหล่านี้ไว้อย่างดีแล้ว เธอกดรีโมตเปลี่ยนสไลด์แสดงภาพถ่าย ใบเสร็จรับเงิน และบันทึกข้อตกลงร่วมกับชาวชุมชนอย่างโปร่งใส
“ทุกงบประมาณและตัวเลขทั้งหมดถูกตรวจสอบโดยฝ่ายตรวจสอบบัญชีอิสระเรียบร้อยแล้วค่ะท่านรองกรรมการ” ขิมตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่หนักแน่น “หากท่านรองกรรมการต้องการตรวจสอบรายละเอียดส่วนไหนเพิ่มเติม ดิฉันยินดีส่งมอบเอกสารฉบับเต็มให้ตรวจสอบได้ทันทีหลังการประชุมค่ะ”
กฤษณ์หน้าตึงขึ้นมาทันทีเมื่อเจอไม้นี้เข้าไป เขาไม่สามารถหาข้ออ้างมาหักล้างได้เพราะเอกสารทุกอย่างโปร่งใสไร้ที่ติ ภาคินซึ่งนั่งเป็นประธานในที่ประชุมมองขิมด้วยแววตาชื่นชม ก่อนจะสรุปปิดท้าย
“ถ้าไม่มีใครมีข้อสงสัยอื่น การประชุมเรื่องรายงานความคืบหน้าโครงการตลาดชุมชนถือเป็นอันสิ้นสุด เลิกประชุมได้ครับ”
เมื่อทุกคนทยอยเดินออกจากห้องประชุมจนเหลือเพียงไม่กี่คน ขิมเก็บเอกสารใส่แฟ้มด้วยมือที่ยังคงสั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้น ภาคินเดินเข้ามาหยุดยืนข้าง ๆ เมื่อเพื่อนร่วมงานคนอื่นออกไปหมดแล้ว
“ทำได้ดีมาก” เสียงทุ้มเอ่ยชม
ขิมเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง
“เกือบแย่เหมือนกันค่ะ ตอนที่คุณอาของคุณถาม ฉันเกือบเผลอเอาปากกาปาใส่หน้าเขาแล้ว”
“ถ้าคุณทำแบบนั้น ผมคงต้องรีบแต่งตั้งคุณเป็นประธานร่วมแทนจริง ๆ แล้วล่ะ” ภาคินหยอกล้อกลับด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
ทว่า ความสุขสงบก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกัน ขิมได้รับโทรศัพท์จากเมษาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ขิม! แกแย่แล้ว รีบเปิดดูเว็บไซต์ข่าวบันเทิงด่วนเลย มีคนปล่อยภาพแกกับธันวาตอนที่เคยคบกันเมื่อปีก่อน พร้อมกับเขียนข้อความใส่ร้ายว่าแกแอบคบซ้อนและหลอกใช้ประธานบริษัทเพื่อความก้าวหน้า!”
ขิมชะงัก มือที่ถือปากกาหล่นกระทบโต๊ะทำงานดังลั่น ความโกรธและคลื่นความอึดอัดพุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด เกมสกปรกของกฤษณ์และธันวากลับมาเล่นงานเธออีกครั้งอย่างรุนแรง และครั้งนี้มันพุ่งเป้าไปที่การทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของเธอในบริษัทโดยตรง
