บทที่ 2 อึดอัด (2)
อึดอัด
“ฉันรับทราบและยอมรับข้อตกลงทุกอย่างของคุณค่ะ คุณศิลา” สายขิมเอ่ยเสียงเรียบพลางยื่นถ้วยยาและแก้วน้ำอุ่นไปตรงหน้าชายหนุ่ม
“แต่ฉันเองก็มีข้อแม้และกฎเกณฑ์ส่วนตัวที่คุณต้องปฏิบัติตามเช่นกันค่ะ”
คำพูดที่สวนกลับมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ศิลาเลิกคิ้วหนาขึ้นด้วยความแปลกใจและขัดใจ ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นมาอีกระลอก
“อะไรนะ? เธอกล้าดีมาจากไหนมาตั้งข้อแม้กับฉัน! เธอเป็นแค่ลูกจ้างนะสายขิม!”
“ในสัญญาจ้างระบุไว้ชัดเจนค่ะว่าฉันมีหน้าที่ดูแลให้คุณกลับมาเดินได้อีกครั้ง และมีสิทธิ์ขาดในการจัดการตารางชีวิตประจำวันรวมถึงการรักษาของคุณ” หญิงสาวอธิบายด้วยเหตุผลท่าทางสุขุม
“ดังนั้น ข้อแม้ของฉันคือ ในระหว่างที่ฉันทำหน้าที่ดูแล คุณต้องให้ความร่วมมือในการทำกายภาพบำบัดตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด และต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกมื้อ ห้ามดื้อดึง ห้ามขว้างปาข้าวของหรือทำลายตัวเองอีก ถ้าคุณอยากจะหายดีและขับไล่ผู้หญิงหน้าเงินอย่างฉันออกไปจากชีวิตเร็ว ๆ คุณก็ต้องเลิกทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจ แล้วร่วมมือกับฉันค่ะ ทานยาซะนะคะ”
คำพูดที่แทงใจดำและตรงไปตรงมาของสายขิมเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ตบเข้าที่หน้าของศิลาอย่างจัง ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง แววตาเต็มไปด้วยกระแสคลื่นแห่งความพยศและขัดใจอย่างที่สุด
เขาแทบจะระเบิดอารมณ์ด่าทอออกมาอีกรอบ แต่ทว่าเมื่อได้สบประสานกับดวงตาคู่สวยที่เด็ดเดี่ยว จริงจัง และมั่นคงของเธอ มันกลับทำให้ถ้อยคำร้ายกาจเหล่านั้นจุกอยู่ที่ลำคอ
นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนที่มีคนกล้าพูดความจริงตรง ๆ ใส่หน้าเขา โดยไม่มีแววตาสงสารเวทนาหรือหวาดกลัวท่าทางอันธพาลของเขาเลยสักนิด
“นี่เธอสั่งฉันงั้นเหรอ!” เขากัดฟันถาม เสียงต่ำลึกในลำคอ
“ฉันแค่เสนอทางเลือกที่ฉลาดที่สุดให้คุณค่ะ” สายขิมยื่นแก้วน้ำเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด “คุณหมอเจ้าของไข้ระบุชัดเจนว่ากล้ามเนื้อขาของคุณยังมีสภาพสมบูรณ์ หากได้รับการกระตุ้นและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โอกาสกลับมาเดินได้มีสูงมาก แต่ถ้าคุณยังคงนั่งจมอยู่กับความโกรธแค้น ปฏิเสธการรักษา โอกาสนั้นก็จะเหลือศูนย์ เลือกเอาค่ะว่าจะทานยาเพื่อกลับไปเดินได้ หรือจะปล่อยให้ตัวเองนอนอยู่แบบนี้เพื่อให้ฉันอยู่รับเงินเดือนไปเรื่อย ๆ จนครบปี”
ศิลาจ้องหน้าสายขิมเขม็ง ลมหายใจเข้าออกแรงขึ้นด้วยความขัดใจขั้นสุด สุดท้ายเขาก็กระชากถ้วยยาไปจากมือเธอแล้วกรอกยาเข้าปาก ก่อนจะคว้าแก้วน้ำดื่มตามรวดเดียวหมดด้วยท่าทางกระแทกกระทั้น จากนั้นก็โยนแก้วเปล่ากลับคืนลงบนถาดสเตนเลสเสียงดังแล้วล้มตัวลงนอนเอนหลังพิงหมอน หันหน้าหนีไปทางบานหน้าต่างกระจกใหญ่ทันที
“ออกไปได้แล้ว ฉันทานยาแล้ว และอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีกจนกว่าจะถึงมื้อเย็น” เขาสั่งเสียงเฉียบขาดโดยไม่หันกลับมามอง
สายขิมยกถาดอุปกรณ์ขึ้นมาประคองไว้ เธอมองแผ่นหลังกว้างของสามีตามกฎหมายที่กำลังสั่นไหวเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าและอารมณ์ที่ยังคงตกค้าง มุมปากของหญิงสาวจุดประกายรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะสังเกตเห็น
“รับทราบค่ะ ตอนบ่ายสามโมงเรามีนัดนักกายภาพบำบัดนะคะ โปรดเตรียมตัวด้วยค่ะ คุณศิลา”
พูดจบร่างบางก็หมุนตัวเดินออกจากห้องนอนไปช้า ๆ ทิ้งความเงียบและความหงุดหงิดสายหนึ่งไว้เบื้องหลัง ศิลานอนนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปที่ทิวทัศน์สวนสีเขียวด้านนอกหน้าต่าง ทว่าในหัวกลับคิดถึงแต่ใบหน้าเรียบเฉยและแววตามั่นคงของผู้หญิงคนเมื่อครู่
เขารู้สึกขัดใจและพยศอย่างบอกไม่ถูก แต่ในขณะเดียวกัน ลึก ๆ ในจิตใจที่เคยเหน็บหนาวและมืดมิดของเขากลับมีความรู้สึกบางอย่างเริ่มสั่นคลอนความรู้สึกที่เหมือนโดนกระตุ้นให้กลับมามีไฟและอยากจะเอาชนะผู้หญิงนิ่งตายคนนี้ให้ได้ในสักวัน
หลังจากก้าวพ้นห้องนอนใหญ่ของศิลา สายขิมก็เดินลงบันไดวนมายังชั้นล่างของคฤหาสน์ ตัวตึกใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ แต่มันกลับเงียบเหงาและไร้ชีวิตชีวาอย่างประหลาด สมกับเป็นบ้านของคนรวยที่ขาดความอบอุ่น
“คุณขิมคะ เป็นอย่างไรบ้างคะ คุณศิลาอาละวาดใหญ่อีกไหม” ป้าอุ่น หัวหน้าแม่บ้านวัยกลางคนรีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาทันทีที่เห็นสายขิมเดินลงมา ในมือของป้าอุ่นยังถือผ้าเช็ดมืออยู่ ท่าทางเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“เรียบร้อยดีค่ะป้าอุ่น คุณศิลาทานยาเช้าแล้วค่ะ” สายขิมส่งยิ้มอ่อนโยนให้ป้าอุ่น แตกต่างจากใบหน้านิ่งเฉยยามอยู่ต่อหน้าศิลาอย่างสิ้นเชิง
“เศษแก้วที่แตกขิมเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ”
“โธ่!!! คุณขิม ป้าล่ะนับถือหัวใจคุณจริงๆ พยาบาลกับนักกายภาพสามคนก่อนหน้านี้เจอคุณศิลาปาข้าวของใส่ปังเดียวก็พากันเก็บกระเป๋าลาออกแทบไม่ทัน รายล่าสุดถึงขั้นร้องไห้โฮวิ่งลงบันไดไปเลยค่ะ คุณศิลาท่านเคยเป็นคนเก่ง ทำงานเก่งมาก พอต้องมาสภาพนี้ท่านเลยรับตัวเองไม่ได้น่ะค่ะ” ป้าอุ่นถอนหายใจยาว พลางมองสายขิมด้วยสายตาชื่นชมและเอ็นดู
“ขิมเข้าใจค่ะป้า คนที่เคยยืนได้ด้วยตัวเองมาตลอด พอวันหนึ่งทำไม่ได้ มันคงเจ็บปวดมาก ขิมไม่ได้ถือสาคำพูดของคุณศิลาหรอกค่ะ ป้าอุ่นไม่ต้องกังวลนะคะ”
“คุณหญิงท่านตาถึงจริง ๆ ที่เลือกคุณขิมมา ป้าเชื่อว่าคุณขิมจะช่วยให้คุณศิลากลับมาเป็นผู้เป็นคนได้อีกครั้งค่ะ” ป้าอุ่นตบมือลงบนแขนของสายขิมเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ
“อ้อ!!! จริงสิคะ คุณหญิงท่านสั่งไว้ว่า ถ้าคุณขิมจัดยามื้อเช้าเสร็จแล้ว ให้ป้าพาคุณขิมย้ายของขึ้นไปที่เรือนเล็กท้ายสวนได้เลยค่ะ”
“เรือนเล็กท้ายสวนเหรอคะ” สายขิมทวนคำ
“ใช่ค่ะคุณศิลาท่านสั่งคำขาดไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าไม่ยอมให้คุณขิมนอนบนตึกใหญ่เด็ดขาด ท่านบอกว่าเกะกะสายตา คุณหญิงท่านเลยต้องยอมตามใจเพื่อไม่ให้คุณศิลาเครียดไปมากกว่านี้ คุณขิมคงไม่โกรธใช่ไหมคะที่ต้องไปอยู่เรือนเล็ก” ป้าอุ่นเอ่ยด้วยสีหน้าเกรงอกเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่เลยค่ะป้า อยู่เรือนเล็กสิดี เงียบสงบและเป็นส่วนตัวดีค่ะ ขิมชอบ” สายขิมตอบด้วยความสัตย์จริง เธอไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยสักนิดที่ถูกสามีขับไล่ไสส่งไปอยู่เรือนหลังเล็ก แต่กลับรู้สึกโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่จะได้มีพื้นที่ส่วนตัวในการพักผ่อนหลังจากต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์แปรปรวนของคนป่วยมาทั้งวัน
กระเป๋าเดินทางใบใหญ่เพียงใบเดียวของสายขิมถูกย้ายมายังเรือนเล็กท้ายสวน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับสระว่ายน้ำและล้อมรอบด้วยต้นไม้ร่มรื่น
ตัวเรือนสร้างด้วยไม้สไตล์รีสอร์ต ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายทว่าครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีห้องนอน ห้องน้ำ และมุมนั่งเล่นขนาดกะทัดรัด ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับคนสมถะอย่างเธอ
