บทที่ 2 บทนำ2
ฉันหอบหิ้วเสื้อผ้าตามตูดเจ้าหล่อนเข้ามาในห้องลองขนาดใหญ่ และกำลังจะเดินออกไปเพื่อปล่อยให้เธอลองชุดสวยที่เลือกสรรมากองเท่าภูเขาเลากานั่นเสียให้พออกพอใจ หลังแขวนสารพัดชุดสวยไว้บนราวแขวนจนเสร็จเรียบร้อย
“ในที่สุดฉันก็ได้เจอคนที่จะมาสืบทอดคำสาปซะที”
แต่ยัยคุณนางกลับยืนขวางทางฉันไว้และพูดอะไรแปลกๆออกมา
“สืบทอดคำสาป? ละครทีวีช่องไหนเหรอคะ?”
ฉันทำหน้างุนงงกับคำพูดกำกวมของเจ้าหล่อน ขณะที่กำลังจดจ้องเธอเขม็ง
“ฉันสัมผัสได้ถึงสายตาดูแคลนที่เธอมองฉันกับสามี! และก็ได้กลิ่นสาปพรหมจารีย์ของเธอ! เธอคือสาวบริสุทธิผู้ไม่มีศรัทธาในความรักแท้ ฉันนี่แหละจะเป็นคนทำให้เธอเปลี่ยนความคิดนี้ในที่สุด!”
พูดจบคุณนางก็เดินมาประชิดตัวฉันทันที ฉันพยายามบังคับตัวเองให้หลบสายตาและเดินออกจากห้องลองเสื้อไปซะ แต่กลับขยับเขยื้อนตัวไม่ได้
“ฉันขอสาปเธอ! พัชราภา! ฉันขอ สาปให้เธอมีวิถีชีวิตอันทุกข์ทรมานเยี่ยงที่ฉันเป็น ร่างกายของเธอจะไม่มีวันดับสูญไปตามวัฏสงสาร ในยามราตรีกาลจงกระสันอยากเสน่หาราคะจนไม่อาจข่มตาหลับลงได้หากไม่ขับวารีในช่องสวาทออกมา! ยิ่งได้สมสู่กับชายหนุ่มวัยฉกรรจ์มากเท่าไหร่ เธอก็จะได้พลังแห่งความเยาว์วัยเพิ่มมากขึ้น เธอจะสาวขึ้นสวยขึ้นและไม่มีวันแก่ชรา รุ่งเช้าความเป็นสาวพรหมจรรย์จะกลับมาพร้อมแสงแห่งดวงอาทิตย์แต่ทว่าในทางกลับกันร่างกายของผู้ชายที่เธอเสพสมหรือครองคู่ด้วยนั้นจะเสื่อมสภาพเป็นไปตามสังขารกาลเวลา จนกว่าเธอได้พบกับเนื้อคู่ที่เป็นรักแท้จริงเท่านั้น ชายผู้สามารถทำให้เธอตั้งครรภ์ได้ เพื่อป้องกันคำสาปนี้ถ่ายทอดสู่บุตรในครรภ์ เธอต้องค้นหาหญิงพรหมจรรย์ผู้ไม่เชื่อมั่นในความรักแท้มาสืบทอดทายาท เช่นที่ฉันกำลังจะถ่ายทอดคำสาปแก่เธอ แล้วเมื่อนั้นเธอจะหลุดพ้นจากคำสาปอันแสนทรมานนี้และสามารถกลับไปมีวัฐจักรชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาสามัญ!!!”
สิ้นคำพูดของคุณนาง ฉันก็รู้สึกตาพร่าจนเป็นลมหน้ามืดและทรุดนั่งลงกับพื้น มึนหัวไปหมดเหมือนโลกหมุนตีลังกา
ฉันมองอะไรไม่เห็นเลย จึงตัดสินใจถอดแว่นอันหนาเตอะแล้วนวดที่หัวตาเบาๆ เผื่อจะอาการดีขึ้น ‘เออ...ได้ผลแฮะ!’ สายตาของฉัน!
“เอ๊ะ! ฉันไม่ได้ใส่แว่นนี่!แต่ทำไมมองเห็นชัดเจนเลย!” ฉันบ่นพึมพำกับตัวเองเสียงดัง
“ฮึ! มองดูที่กระจกสิพัชราภา!”
ฉันมองไปที่กระจกบานยาวด้านข้างก็ได้พบกับฉัน! ที่ไม่ใช่ฉัน! ฉันสวยขึ้น! ใช่แล้ว สวยขึ้นมากจริงๆ ดวงตาชั้นเดียวที่เป็นแบบเรียวยาวเพราะการใส่แว่นอันยาวนานนั้น มีแววหวานแหววและกลมโตขึ้น ปากแบนๆ ดูอิ่มย้อยเป็นกระจับ รับกับจมูกโด่งแหลมรั้นนิดๆของฉันอย่างลงตัว ผิวหน้าแห้งๆ มีกระตรงโหนกนิดๆ ตอนนี้ขาวใสไร้ริ้วรอยใดๆ แม้แต่รูขุมขนก็แทบมองไม่เห็นแถมยังมีสีชมพูระเรื่อ ราวเป็นแก้มของทารก
“เป็นไปไม่ได้! สายตาของฉันต้องมีปัญหาแน่ๆ”
ฉันรีบร้อนลนลานลุกขึ้นเผชิญหน้ากับคุณนาง สาวสวยแสนพิกลที่อยู่ตรงหน้าแบบบุปปับ เธอก็มองสำรวจฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพูดอะไรที่ฉันงงมากขึ้นไปอีก!
“เธอโดนคำสาปพิศวาสเต็มตัวแล้ว ขอบใจนะที่ทำให้ฉันเป็นอิสระ”
พูดจบเจ้าหล่อนก็สะบัดก้นเดินออกจากห้องลองเสื้อไป ไม่สนใจเสื้อผ้าเกือบยี่สิบชุดที่ฉันสู้อุตสาห์เดินแบกตามตูดเจ้าหล่อนต้อยๆ เกือบชั่วโมงสักนิด แถมยังสะบัดม่านกั้นห้องลองเสื้อใส่หน้าของฉันเสียอีก!
“นี่ เราฝันไปรึปล่าวนะ”
“โอ๊ย!” ฉันหยิกแขนตัวเองแรงๆ จนเนื้อแทบจะหลุดติดเล็บออกมา แต่ก็ต้องแปลกใจอีกแล้ว เมื่อฉันไม่ได้ฝันไปจริงๆ แถมร่างกายของฉันตอนนี้ เปลี่ยนไป!
ฉันรีบร้อนถอดชุดยูนิฟอร์มผู้จัดการออกจากตัวอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเหลือเพียงแค่ชุดชั้นใน เพื่อที่จะทำการสำรวจความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง เพราะรู้สึกแน่นอก! จนต้องถอดยกทรงคับติ้วออกซะให้รู้แล้วรู้รอด
โอวว์! แม่เจ้า! หน้าอกไข่ดาวไซส์ 65A ที่เคยแบนราวกับจอทีวี LCD ของฉัน ตอนนี้มันบิ๊กเบิ้มกลายเป็นอกคัพ 65D!
ผิวของฉันก็ขาวนวลเนียนนุ่มนิ่มสุดๆ จนอดเผลอลูบคลำตัวเองไม่ได้ อกเป็นอก เอวเป็นเอว สะโพกผายออกรับขาเรียวราวกับโดนเหลาโดยหมอเกาหลี ขอคาดเดาด้วยสายตาอันเฉียบแหลมของผู้จัดการฝ่ายเครื่องแต่งกายสุภาพสตรีว่านี่คือสัดส่วน 36-22-35 ชัดๆ
อีป้าโอลีฟ (ภรรยาป๊อปอาย) กลายร่างเป็นเคียวโกะ ฟูคาดะไปได้ชั่ววินาที ใครจะเชื่อ!ถ้าไม่ได้เจอกับตัว!
