บทที่ 5 ทะเลาะ
ณิชาภัทรนั่งแท็กซี่กลับมาจากทำธุระที่หน่วยงานราชการ บรรยากาศยามเย็นของกรุงเทพฯ แม้รถจะไม่ติดมากนัก แต่ความร้อนอบอ้าวก็ยังคงแผ่ซ่านไปทั่ว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตัวคฤหาสน์ ยังไม่ทันจะได้ถอดรองเท้าส้นสูง เสียงทะเลาะวิวาทอันดุเดือดก็ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องรับแขก กระแทกเข้าโสตประสาทอย่างจัง
"คุณอชิระ! คุณบ้าไปแล้วหรือไง! ของพวกนี้เป็นเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ที่ยัยนิชายังไม่ทันได้ใส่เลยนะ! คุณถือสิทธิ์อะไรเอาไปประเคนให้แม่คนเนรคุณคนนี้!"
เสียงตวาดแหลมสูงของนันท์ชวัล ผู้เป็นมารดา เต็มไปด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน
หัวใจของณิชาภัทรกระตุกวูบ เธอรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปในห้องรับแขกทันที
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ อริสา ลูกพี่ลูกน้องของเธอกำลังนั่งอยู่บนโซฟา ในอ้อมกอดมีกองเสื้อผ้าแบรนด์เนมและกระเป๋าหรูที่กวาดมาจากห้องแต่งตัวของเธอ ใบหน้าสวยหวานนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ โดยมีอชิระ บิดาของเธอยืนกางแขนปกป้องอยู่เบื้องหน้า เผชิญหน้ากับมารดาอย่างไม่ลดละ
"คุณเบาเสียงหน่อยได้ไหม! ยัยริสาเพิ่งจะขวัญเสียมา คุณอย่ามาขู่แกให้กลัวนะ!"
"ฉันเนี่ยนะขู่?" นันท์ชวัลโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม นิ้วชี้หน้าสามีอย่างเหลืออด "ลูกสาวคุณเพิ่งจะแท้งลูกแถมยังหย่าร้าง! คุณเป็นพ่อประสาอะไรไม่เคยไยดี แต่กลับพาตัวต้นเหตุที่ทำให้ลูกสาวฉันต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเข้ามาเสวยสุขในบ้าน! คุณอชิระ... จิตใจคุณทำด้วยอะไร!"
อชิระหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโกรธ แต่ยังคงเชิดหน้าเถียงคอเป็นเอ็น
"พูดจาเหลวไหล! ริสาเป็นลูกสาวคนเดียวของน้องสาวแท้ๆ ของคุณนะ! ที่ผมดูแลแกเป็นพิเศษก็เพราะเห็นแก่หน้าคุณนั่นแหละ!"
อริสาได้ยินดังนั้นก็ฉวยโอกาสทันที เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับจะขาดใจ เอ่ยเสียงเครือใส่นันท์ชวัลอย่างน่าสงสาร
"คุณป้าคะ... อย่าโกรธเลยนะคะ ทั้งหมดเป็นความผิดของหนูเอง"
"หลังจากโดนจับตัวไป หนูตกใจมาก ไม่เหลือญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว ก็เลยคิดจะมาพึ่งใบบุญคุณป้า อยากจะมาคอยดูแลรับใช้..."
"หนูไม่คิดเลยว่า... คุณป้าจะรังเกียจหนูขนาดนี้"
เธอสะอื้นฮัก พลางหอบหิ้วเสื้อผ้าเหล่านั้นลุกขึ้นยืน
"ถ้าเป็นอย่างนี้ หนูไปก็ได้ค่ะ ยังไงซะตอนนี้หนูก็ตัวคนเดียว ไม่เหลือใครแล้ว จะไปตายเอาดาบหน้าที่ไหนก็คงเหมือนกัน"
มารยาเล่มเกวียนของหลานสาว ยิ่งราดน้ำมันลงบนกองเพลิงโทสะของอชิระ
เขาหันขวับไปจ้องหน้านันท์ชวัลตาเขม็ง
"คุณดูสิ! โตจนป่านนี้แล้วยังจะไปถือสาหาความกับเด็ก! ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เลยสักนิด!"
"ที่คุณพ่อพูดมาไม่ถูกนะคะ ผู้หญิงคนนี้อายุเท่ากับหนู ไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาที่ไหนแล้ว"
น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังมาจากทางโถงทางเดิน
ณิชาภัทรก้าวเข้ามาอย่างมาดมั่น จังหวะเดียวกับที่เห็นมารดาโกรธจนหน้ามืดเซถลา เธอจึงรีบพุ่งตัวเข้าไปประคองนันท์ชวัลไว้ได้ทันท่วงที
"คุณแม่คะ เป็นอะไรไหมคะ?"
จากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบราวกับใบมีดตวัดมองไปที่อริสา
"วางของในมือเธอลงซะ"
"เสื้อผ้าพวกนั้น กระเป๋าพวกนั้น ต่อให้ฉันเอาไปตัดทิ้งหรือโยนให้หมากัดเล่น ฉันก็ไม่มีวันยกให้คนอย่างเธอ"
ภาพความทรงจำในอดีตไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของณิชาภัทร
นับตั้งแต่อริสาเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ แม่ของเธอก็เฝ้าพร่ำบอกว่านี่คือสายเลือดเพียงคนเดียวของน้าหญิง จึงรักและเอ็นดูประดุจลูกในไส้
อะไรที่ณิชาภัทรมี อริสาก็ไม่เคยขาด
เสื้อผ้าแบรนด์เนม กระเป๋ารุ่นลิมิเต็ด ขอเพียงแค่เอ่ยปาก แม่ไม่เคยปฏิเสธ
แต่สิ่งที่แม่ได้รับตอบแทนคืออะไร?
การลอบเป็นชู้กับสามีของลูกพี่ลูกน้อง และตอนนี้... ยังคิดจะมายั่วโมโหให้แม่ของเธอตรอมใจตายอีก!
แววตาของณิชาภัทรเย็นชาลงจนน่าขนลุก
เธอจะไม่มีวันยอมให้อริสาหยิบฉวยอะไรออกไปจากบ้านหลังนี้ได้อีกแม้แต่ชิ้นเดียว!
อชิระเห็นลูกสาวแสดงท่าทีก้าวร้าวเช่นนั้น ก็บันดาลโทสะจนลืมตัว
"ยัยนิชา! แกพูดจากับน้องแบบนี้ได้ยังไง! มันจะลามปามกันใหญ่โตแล้วนะ!"
เขาง้างมือขึ้น หมายจะตบสั่งสอนใบหน้าสวยเชิดนั้นให้หายแค้น
"เพียะ—!"
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่นลั่นห้องรับแขก
ทว่า... คนที่ถูกตบไม่ใช่ณิชาภัทร
แต่เป็นนันท์ชวัล! เธอรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ชิงลงมือฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของอชิระเต็มแรง!
"อชิระ! คุณกล้าแตะต้องลูกสาวฉันแม้แต่ปลายเล็บก็ลองดู!"
ดวงตาของนันท์ชวัลแดงก่ำ ราวกับแม่เสือที่พร้อมจะขย้ำศัตรูเพื่อปกป้องลูกน้อย
"ที่นี่บ้านของฉัน! ทรัพย์สินของฉัน! ตอนนี้... คุณพาแม่นกต่อตัวดีของคุณไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!"
อชิระยกมือขึ้นกุมแก้ม ตะลึงงันมองภรรยาที่เคยอ่อนหวานอย่างไม่เชื่อสายตา ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงกัดฟันกรอด จ้องมองนันท์ชวัลด้วยความอาฆาต
"ได้... ได้! เชิญพวกคุณแม่ลูกบ้าอำนาจกันไปเถอะ!"
พูดจบ เขาก็กระชากแขนอริสาที่ยังคงแสร้งบีบน้ำตา เดินกระแทกเท้าปึงปังออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามอง
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับแขกในที่สุด
ร่างของนันท์ชวัลทรุดฮวบลงราวกับคนหมดแรง
"คุณแม่!" ณิชาภัทรรีบประคองมารดาให้นั่งลงบนโซฟา
นันท์ชวัลบีบมือลูกสาวแน่น น้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจพรั่งพรูออกมา
"แม่ผิดเอง... ทั้งหมดเป็นความผิดของแม่"
"ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ แม่จะไม่สงสารมัน ไม่รับมันเข้ามาเลี้ยงดูจนกลายเป็นชาวนากับงูเห่าแบบนี้!"
เธอทุบอกตัวเองด้วยความคับแค้นใจ
"แล้วพ่อของลูกอีกคน แก่จนเลอะเลือนไปกันใหญ่แล้ว!"
แก่จนเลอะเลือน?
ณิชาภัทรแค่นหัวเราะในใจ
นักธุรกิจเขี้ยวลากดินที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากมือเปล่า จนนำพา 'บริษัทเขียวภักดี' เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ ไม่มีทางที่จะเลอะเลือนง่ายๆ
เรื่องนี้... มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง
แต่ภายนอก เธอเพียงแค่เอ่ยปลอบโยนเสียงนุ่ม
"คุณแม่คะ เราไปโรงพยาบาลกันดีไหมคะ หนูเป็นห่วง..."
"ไม่ต้องหรอกลูก แม่ไม่เป็นไร" นันท์ชวัลโบกมือปฏิเสธ "แม่แค่โมโห พักสักหน่อยก็คงดีขึ้น"
หลังจากประคองมารดาขึ้นไปพักผ่อนบนห้องนอนแล้ว ณิชาภัทรจึงกลับเข้ามาในห้องส่วนตัว
ทันทีที่ทิ้งตัวลงนั่ง โทรศัพท์มือถือก็สั่นเตือน
ข้อความไลน์จากอริสา
รูปภาพหนึ่งรูป พร้อมกับข้อความยั่วยวนกวนประสาท
【พี่นิชาคะ คุณลุงใจดีกับหนูที่สุดเลย เพิ่งซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหม่ให้หนู แถมยังให้ของขวัญอีกตั้งเยอะแยะ พี่นิชาอย่าโกรธนะคะ】
ภาพพื้นหลังคือห้องรับแขกของคฤหาสน์หรูที่ตกแต่งอย่างอลังการ บนโต๊ะกลางเต็มไปด้วยถุงช้อปปิ้งแบรนด์หรูวางเรียงราย
แต่สายตาของณิชาภัทรกลับโฟกัสไปที่จุดเดียว... สัญญาซื้อขายบ้านที่วางแผ่หราอยู่ด้านหลังอริสา
พ่อโดนพักงานเพราะถูกตรวจสอบเรื่องยักยอกเงินบริษัทไม่ใช่หรือ?
กระแสเงินสดของบริษัทแทบจะขาดมือ แล้วพ่อเอาเงินมหาศาลขนาดนี้มาจากไหนไปซื้อคฤหาสน์ให้อริสา?
แผนการเอาคืนอันแยบยล ก่อตัวขึ้นในสมองของเธออย่างรวดเร็ว
ณิชาภัทรสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกดโทรศัพท์หาอชิระ น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์
"คุณพ่อคะ เย็นนี้กลับมาทานข้าวที่บ้านนะคะ พี่ภากรก็จะกลับมาด้วยค่ะ"
......
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
ณิชาภัทรวางโทรศัพท์มือถือลงบนจานหมุนกลางโต๊ะ แล้วหมุนมันไปหยุดตรงหน้าอชิระ
ข้อความอวดร่ำอวดรวยของอริสา ปรากฏหราแก่สายตาของทุกคน
"คุณพ่อใจดีกับน้องริสาจังเลยนะคะ"
เธอเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงเจือแววเยาะหยัน
"แต่คุณพ่อจะลำเอียงไม่ได้นะคะ หนูตกลงกับพี่ภากรแล้วว่าเราสองคนพี่น้องก็อยากได้บ้านเดี่ยวเหมือนกัน ไม่ขออะไรมากหรอกค่ะ เอาแค่แพงกว่าหลังของน้องริสาสักยี่สิบสามสิบล้านก็พอ"
สีหน้าของอชิระเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"เหลวไหล! พ่อจะไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ!"
"อ้าว?" ณิชาภัทรเลิกคิ้วสูง
"แล้วเงินที่คุณพ่อเอาไปซื้อบ้านให้น้องริสามาจากไหนล่ะคะ? คุณพ่อคะ... คุณพ่อคงไม่อยากให้คนนอกเขานินทาหรอกใช่ไหมคะ ว่าคุณพ่อดูแลคนอื่นดีกว่าลูกในไส้ของตัวเอง"
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่เบาหวิวแต่หนักแน่น
"ใครไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง คงนึกว่าริสาเป็นลูกนอกสมรสของคุณพ่อไปแล้วนะคะเนี่ย"
"แกพูดบ้าอะไรของแก!" อชิระสะดุ้งโหยงราวกับแมวถูกเหยียบหาง รีบปฏิเสธทันควัน "ฉันก็แค่สงสารที่เด็กมันตัวคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ!"
"ในเมื่อเป็นความสงสาร งั้นพวกเราในฐานะลูก ก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อสิคะ"
ณิชาภัทรหยิบเอกสารสองฉบับออกมาจากไหนไม่ทราบ วางปังลงบนโต๊ะ
"หนูกับพี่ภากรดูบ้านไว้สองหลังแล้วค่ะ อยู่หมู่บ้านข้างๆ นี่เอง จะได้ไปมาหาสู่กันสะดวก"
"เซ็นสิคะคุณพ่อ"
"เซ็นเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เราจะได้รีบไปทำเรื่องโอนกันเลย"
นันท์ชวัลและภากร พี่ชายของเธอ รับลูกทันควัน ต่างช่วยกันพูดกดดันซ้ายขวา
"ใช่ค่ะ เซ็นเลย! จะให้คนอื่นเขาครหาได้ยังไงว่าลูกหลาน 'ตระกูลเขียวภักดี' มีความเป็นอยู่ด้อยกว่าคนนอก!"
"พ่อครับ น้องพูดถูก เรื่องนี้ถ้าหลุดออกไปถึงหูหุ้นส่วน ชื่อเสียงของตระกูลเราจะเสียหายนะครับ"
อชิระถูกสามแม่ลูกต้อนจนมุม หน้าเดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียว ปลายปากกาจ่ออยู่ที่หน้าสัญญาแต่ยังลังเลไม่ยอมจรดลงไป
ณิชาภัทรมองบิดาด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือกที่มุมปาก
"เซ็นเถอะค่ะคุณพ่อ อย่าให้คำครหาของชาวบ้านมาทำลายชื่อเสียงที่คุณพ่อสั่งสมมาเลยนะคะ"
