บทที่ 10 ตอนที่3 สหายใหม่ (ผู้น่ากลัว) 4
บ่าวชายตรงหน้าของสตรีทั้งสองถูกหักแขนหักขาและหักคอภายในเวลาชั่วอึดใจ
“เจ้า” หนิงเหมยเอ่ยเรียกสตรีผู้หักทุกส่วนของบ่าวชาย
ซูเจินยังคงทำตาใสซื่อ “สัจจะย่อมไม่มีในหมู่โจร” นางเอ่ยแค่นั้นพร้อมกะพริบตาปริบๆ แลดูน่ารักเหลือเกิน
หนิงเหมยกับหนี่ม่านกะพริบตาปริบๆ ตอบรับนิ่งอึ้ง
ซูเจินยกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินขึ้นไปในรถม้าคล้ายกับมิได้ทำอันใดทั้งนั้น
สองสตรีที่ยังยืนตะลึงได้แต่มองตามสตรีที่เคยบาดเจ็บนิ่งงันทำอันใดไม่ถูกทั้งสิ้น
“จะยืนรอทำศพเจ้าพวกนั้นรึ?” เสียงใสๆ ดังออกมาจากในรถม้า
หนิงเหมยและหนี่ม่านมองหน้ากันไปมาก่อนจะเบนสายตาไปมองศพชายตัวใหญ่ที่นอนตายอเนจอนาถเกลื่อนกลาดน่าเกลียดน่ากลัว กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งน่าสะอิดสะเอียด
ทั้งสองพยายามฝืนตัวเองมิให้อาเจียนออกมา ก่อนจะพากันรีบประคองกันและกันปีนขึ้นรถม้าอย่างเร็วเมื่อเริ่มตระหนักได้
ภายในรถม้าที่หนึ่งเจ้านายหนึ่งสาวใช้และหนึ่งสตรีบาดเจ็บนั่งอยู่ ทั้งสามนั่งมองหน้ากันไปมาอย่างไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาใด
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป
รถม้ายังคงจอดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อหนี่ม่านเปิดผ้าม่านรถม้าออกดูก็ยังคงเห็นศพชายฉกรรจ์นอนตายอยู่
“เหตุใดรถม้าไม่ขยับ?” สาวใช้หนึ่งเดียวถามออกไป
“แล้วใครบังคับรถม้า?” ซูเจินถามออกมาอีกคน
“เขาตายแล้วมิใช่หรือ?” หนิงเหมยตอบให้ทุกคน
สตรีทั้งสามเงียบงันอีกครา
อึดใจต่อมาเสียงถอนหายใจจึงบังเกิดอย่างพร้อมเพรียง
ทั้งสามมองหน้ากันอีกครั้ง
หนี่ม่านเริ่มหัวเราะพรืดออกมาก่อน หนิงเหมยเห็นอย่างนั้นจึงเริ่มยิ้มตาม ซูเจินเริ่มหัวเราะออกมาบ้าง
“เจ้าคงไม่ฆ่าเราใช่หรือไม่?” เสียงนี้เป็นเสียงของหนี่ม่าน นางแน่ใจว่าอย่างนั้นจึงถามออกไป เพราะสตรีน่ากลัวนางนี้ช่วยตนเอาไว้จากการถูกย่ำยี
“ข้าไม่ชอบฆ่าใครหรอก” ซูเจินกล่าวคำด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
หนิงเหมยกับหนี่ม่านมองหน้ากันก่อนจะส่งสายตามาทางซูเจินด้วยความหมายว่า ไม่เชื่อเด็ดขาด!
ซูเจินหัวเราะพรืด
ครานี้สตรีทั้งสามหัวเราะออกมาเสียงดัง
เสียงหัวเราะสดใสของเหล่าสตรีเกิดขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้จนพาให้บรรยากาศวังเวงท่ามกลางซากศพพลันเปลี่ยนไป
“ขอบใจนะ” หนิงเหมยเอ่ยออกมาก่อน
“ข้าด้วยนะ ข้าต้องขอบใจเจ้า” หนี่ม่านเอ่ยตาม
“ย่อมเป็นข้าที่ต้องขอบใจพวกเจ้าที่ช่วยข้าจากข้างถนนนั่น” ซูเจินเอ่ยออกมาบ้างพลางชี้นิ้วไปมาตามเนื้อตัวของตนแล้วไหวไหล่น้อยๆ
และอีกครั้งที่เสียงหัวเราะใสกังวานของสตรีทั้งสามพลันดัง
“เอาล่ะ” ซูเจินเริ่มเอ่ยคำขึ้นมาหลังจากหัวเราะจนพอใจ “เจ้าไปบังคับม้า” นางหันมาสั่งหนี่ม่าน
สาวใช้พยักหน้ารับคำแล้วรีบใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปนั่งยังตำแหน่งบังคับม้า
การเดินทางจึงเกิดขึ้นในอีกครา แต่ทว่าหนี่ม่านเป็นเพียงสาวใช้จิปาถะถนัดแต่ซักผ้าแบกฟืนและปัดกวาดเช็ดถู ไหนเลยจะเคยขี่ม้า
สตรีทั้งสามจึงพากันเดินทางต่ออย่างทุลักทุเลโดยหนี่ม่านบังคับม้าอย่างยากลำบากเนื่องจากนางขี่ม้าไม่เป็นไหนเลยจักบังคับม้าได้ เพราะเหตุนี้ม้าจึงพาคันรถเดินทางไปอย่างไร้ทิศทาง
หนิงเหมยดูแลป้อนยาและทายาให้ซูเจินอยู่ในรถม้าโดยมีหนี่ม่านบังคับม้าให้เดินทางไปตามถนนโดยมิรู้เสียแล้วว่าควรไปทางใด
ชายป่ารกทึบห่างจากจุดเกิดเหตุที่ชายฉกรรจ์ถูกฆ่าถึงหกคน…
ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งพิศมองเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่ตรงนั้น ภายใต้เรียวคิ้วพาดเฉียงงดงามมีสายตาคู่คมสามารถมองทะลุทะลวงฝ่าความมืดได้ไกลหลายจั้ง
เขาเดินผ่านมาทันได้เห็นจังหวะที่ชายฉกรรจ์กำลังถูกสตรีนางหนึ่งสังหารโหดและตายไปอย่างอนาถสภาพศพไม่น่ามอง
เขาถึงกับหรี่ตาคมเข้มจับจ้องที่สตรีตัวเล็กใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักดวงตากลมโตนางนั้นอยู่เป็นนาน
นางอยู่ในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มมีเอกลักษณ์ ท่วงท่าปาดคอศัตรูช่างงดงาม ลีลากระบวนท่าช่างจับใจ วรยุทธ์ที่นางใช้เขาจำได้ดี
พยัคฆ์เมฆาหงส์ฟ้าเหิน!
ราชาพยัคฆ์ผงาดเหนือเมฆา เคียงคู่ยาตราหงส์สง่าเหนือน่านฟ้าท่องปฐพี...
หากแต่ท่วงท่าที่นางใช้มีเพียงหงส์ฟ้าเหิน หาได้มีราชาพยัคฆ์พิทักษ์เคียงไม่
นางเป็นใคร? เหตุใดถึงได้ใช้วิชาสำนักของอาจารย์แห่งเขา!
ชายหนุ่มยังคงยืนจ้องมองไม่วางตา ถึงแม้ว่ารถม้าคันนั้นจะเคลื่อนตัวออกไปแล้ว
"มีอะไรรึ? อาจิน หยุดเดินทำไมกัน" เส้นเสียงทุ้มต่ำของบุรุษหนุ่มอีกคนหนึ่งดังขึ้นมาทางเบื้องหลังของชายหนุ่มคนแรกที่ยืนนิ่งมองภาพเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน เขาเดินตามบุรุษคนแรกมาทิ้งช่วงห่างอยู่มากจึงไม่เห็นอันใดทั้งสิ้น
ชายผู้ถูกเรียกขานว่าอาจินเพียงผินใบหน้าหล่อเหลาหันกลับมามองเจ้าของประโยคคำถาม แต่เขาหาได้ต่อความอันใดไม่
"มิใช่ว่าเจอสาวงามแล้วจ้องมองไม่วางตาหรอกกระมัง" เอ่ยเย้าพอหอมปากหอมคอจึงยกพัดขึ้นสะบัดเบาๆ ท่วงท่าช่างสง่างามเป็นเอกบุรุษ
