บทที่ 7 ตอนที่3 สหายใหม่ (ผู้น่ากลัว) 1

รถม้าคันหนึ่งแห่งคฤหาสน์คหบดีผู้มั่งคั่งกำลังจอดตรึงอยู่หน้าประตูใหญ่โดยมีธิดาของภรรยาเอกนั่งอย่างเงียบสงบอยู่ในนั้น

หนิงเหมยเปิดผ้าม่านของหน้าต่างรถม้าออกดูตรงหน้าเรือนผ่านบานประตูเข้าไปจึงได้เห็นบิดาผู้หล่อเหลาของตนยืนอย่างสง่างามอยู่กับภรรยารองผู้งดงามของเขาและมีน้องสาวต่างมารดาผู้น่ารักกำลังยืนทำหน้าอาลัยอาวรณ์ส่งมาให้นาง

ภาพนั้นเป็นภาพสามคนพ่อแม่ลูกที่ตรึงตาตรึงใจหนิงเหมยเสียเหลือเกิน ช่างเป็นภาพที่งดงามบนความน่าสังเวชของหนิงเหมย

หญิงสาวปิดผ้าม่านลงก่อนจะส่งสัญญาณให้สาวใช้สั่งการแก่บ่าวชายบังคับม้าให้ออกเดินทางในทันที หากนานกว่านี้เกรงว่าภาพความงดงามของครอบครัวนี้จะทำให้นัยน์ตาของนางเปียกชื้นจนแสบเคือง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวที่สวยงาม พวกเขาควรอยู่แบบสามคนพ่อแม่ลูก นางมันก็แค่คนนอก!

บุตรีของภรรยาเอกอย่างนางควรไปเสียให้ไกลๆ ปล่อยให้มือที่สามเจ้ามารยาอย่างภรรยารองได้ครองรักกับบิดาจิตใจเปราะบางพร้อมบุตรสาวผู้น่าชังของพวกเขาได้มีโอกาสเสพสังวาสกับคนรักของนาง

หนิงเหมยเพียงนั่งหลับตาแนบแผ่นหลังพิงกับผนังรถม้าปล่อยให้ล้อรถม้าหมุนไปตามทางผ่านตลาดในตัวเมือง เสียงอึกทึกคลาคล่ำของเหล่าผู้คนในตลาดมิได้นำพาจิตใจอันมืดมนของหนิงเหมยให้คึกคักตามบรรยากาศรอบรถม้าเลยสักเสี้ยว

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่มิรู้ได้ หนิงเหมยรู้สึกได้ถึงรถม้าที่กำลังค่อยๆ ชะลอตัวและหยุดลงในที่สุด

“บ่าวจะลงไปหาซื้อของกินมาให้คุณหนูนะเจ้าคะ” เสียงของสาวใช้เอ่ยบอกแก่หนิงเหมยเมื่อเปิดผ้าม่านรถม้าออก “คุณหนูรอบ่าวสักครู่นะเจ้าคะ”

หนิงเหมยพยักหน้ารับเบาๆ พร้อมคลี่ยิ้มส่งให้

สาวใช้นางนี้มีนามว่าหนี่ม่านเป็นหลานสาวของแม่นมซือเสียน หนี่ม่านเป็นเด็กกำพร้าไร้บิดามารดาให้พึ่งพิง แม่นมซือเสียนจึงรับมาอยู่เสียด้วยกัน เดิมทีหนี่ม่านเป็นเพียงสาวใช้ก้นครัว รับผิดชอบงานจิปาถะซักผ้าแบกฟืน แต่เมื่อแม่นมซือเสียนตายไปและหนิงเหมยต้องโทษทัณฑ์ให้ออกจากบ้าน หนี่ม่านจึงขันอาสาติดตามไปรับใช้หนิงเหมยยังถิ่นทุรกันดารอันห่างไกลโดยไม่สนใจใครที่ทักท้วงเรื่องความยากลำบากหากต้องติดตามรับใช้คุณหนูผู้ไร้ค่า

“คุณหนู...” หนี่ม่านเอ่ยเรียกหนิงเหมยอีกครา

“อันใด?” ผู้ถูกเรียกขานรับเสียงเบาตามวิสัย

“บ่าวมองเห็นสตรีผู้หนึ่งนอนบาดเจ็บอยู่ริมถนนเจ้าค่ะ ท่าทางน่าสงสารเหลือเกิน” หญิงสาวบอกกล่าวพลางชี้นิ้วไปทางนั้น

หนิงเหมยจึงมองตามการชี้ชวนของสาวใช้ นางจึงได้เห็นสตรีนางหนึ่งสภาพไม่ต่างจากสุนัขที่ถูกเจ้าของตีปางตายเลยสักนิด

สตรีนางนั้นอยู่ในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ทั้งลำตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินผสมกับรอยเลือดแห้งกรังตามมือและใบหน้า

เมื่อเพ่งพินิจดูดีๆ จะเห็นว่าสตรีนางนั้นกำลังนอนสลบไสลอยู่ท่ามกลางชาวบ้านที่เดินไปเดินมาคล้ายกับชินตาเสียแล้วกับสภาพของสตรีนางนั้น ไม่มีใครสักคนที่สนใจไยดีอีกหนึ่งชีวิตที่นอนรอความตาย

หนิงเหมยมองสตรีนางนั้นนิ่งงัน

สภาพที่นอนใกล้ตายอย่างเดียวดายไร้ใครเหลียวแลอย่างนั้นจักต่างอันใดกับคุณหนูไร้ค่าเยี่ยงนางกัน

“เราควรช่วยนาง” หนิงเหมยเอ่ยออกไปโดยไม่มีการยั้งคิด

หนี่ม่านรีบพยักหน้ารับคำโดยเร็วแทบจะทันทีที่หนิงเหมยกล่าวจบประโยค

เห็นได้ชัดว่าหนี่ม่านที่ไร้บิดามารดาไร้ใครสนใจมาแต่ไหนแต่ไรก็เห็นมิได้ต่างไปจากหนิงเหมย

หลังจากที่ทั้งสองพากันอุ้มสตรีบาดเจ็บที่นอนรอความตายอยู่ริมถนนขึ้นมาในรถม้าอย่างทุลักทุเลและให้นอนในรถม้าเรียบร้อยดีแล้วทั้งสองจึงพากันไปหาหมอที่ใกล้ที่สุด

ท่านหมอชราทำหน้ายู่ยี่ยับย่นกับอาการบาดเจ็บของสตรีนางนี้ ดวงตาเหี่ยวย่นฉายแวววิตกกับอาการบาดเจ็บที่แสนจะสาหัสหนักหนา แต่ทว่าเมื่อคนยังมีลมหายใจอยู่จะอย่างไรก็ควรรักษา ในที่สุดหนิงเหมยกับหนี่ม่านจึงได้ยาตามเทียบยาที่หมอสั่งมาหอบใหญ่

การเดินทางยังอีกยาวไกล ในรถม้าคันเดิมที่แรกเริ่มมีหนิงเหมยกับหนี่ม่านและคนขับรถม้า บัดนี้มีอีกหนึ่งชีวิตใกล้ตายนอนหลับสนิทติดมาด้วย

วัดฉือหนิงเป็นวัดที่อยู่ห่างไกลจากในตัวเมืองมากตรงกับความหมายที่ว่าสงบปรานี ต้องใช้เวลาเดินทางอยู่หลายวัน ระหว่างทางยามพลบค่ำต้องเข้าพักที่โรงเตี๊ยมไปตลอดทาง

ในวันนี้ก็เช่นกัน...หลังจากเดินทางมาจวบจนเข้าวันที่สามยามเมื่ออาทิตย์อัสดงแสงแดดร้อนแรงเริ่มเบาบาง หนิงเหมยจึงเอ่ยสั่งการให้คนบังคับม้าชะลอฝีเท้าของม้าลงเพื่อมองหาที่พักค้างแรม แต่ว่าเมื่อหญิงสาวเปิดผ้าม่านของรถม้าออกดูสองข้างทางกลับมีแต่ต้นไม้ใบหนา หาได้มีโรงเตี๊ยมสักหลังไม่ แม้แต่บ้านเรือนของชาวบ้านยังเห็นเป็นเพียงเงาตะคุ่มอยู่ไกลๆ

“เราคงต้องพักเสียกลางทางตรงนี้เลยเจ้าค่ะ คุณหนู” หนี่ม่านเริ่มออกความเห็น

“อืม...” หนิงเหมยเห็นด้วยก่อนออกคำสั่งไปทางบ่าวชายผู้บังคับม้า “เจ้าให้ม้าหยุดพักตรงชายป่าด้านนั้นก็พออย่าได้เข้าไปลึกนัก”

“ขอรับ” เส้นเสียงทุ้มห้าวกล่าวตอบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป