บทที่ 1 แล้วสักวัน…เราจะได้เจอกันอีกครั้ง!!

01 แล้วสักวัน…เราจะได้เจอกันอีกครั้ง!!

...หลายปีก่อน...

ณ.ร้านขายข้าวแกงริมทางหน้าบ้านที่ติดกับถนนสายรองของเมืองเล็กๆในแถบชนบท ตอนนี้มีลูกค้าทยอยมารอซื้อทั้งที่ยังตั้งร้านไม่เสร็จ ด้วยความที่มีรสชาติอร่อยถูกปากแถมราคาก็เป็นมิตร ทำให้ร้านข้าวแกงแห่งนี้กลายเป็นร้านประจำของคนวัยทำงาน

‘กัลยาณี’ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้สู้ชีวิต หลังสามีจากไปด้วยโรคประจำตัว ทำให้เธอต้องหอบลูกน้อยสองคนกลับบ้านนอกแล้วเปิดร้านข้าวแกงเล็กๆริมทางเพื่อหารายได้ประทังชีวิต แต่ชีวิตของเธอกับลูกๆก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก บางครั้งฝนตกหนักหลายวันติดต่อกันจนขายข้าวแกงไม่ได้ ทำให้ลูกๆของเธอแทบไม่มีเงินไปโรงเรียน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังสู้ไม่ถอย และเชื่อว่าสักวันลูกทั้งสองคนจะต้องสบาย ได้เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ มีหน้าที่การงานที่ดีในอนาคต

เธอเชื่ออย่างนั้น...

หลังเลิกเรียนเด็กชายอนาคินกับเด็กหญิงอนิชาเดินออกจากประตูโรงเรียนพร้อมกันเหมือนทุกวัน กระเป๋านักเรียนใบเก่ายังสะพายอยู่บนหลัง ทั้งสองรีบเดินไปที่แผงขายข้าวแกงเล็กๆริมถนนที่แม่ของพวกเขากำลังตั้งร้านรอ ดูเหมือนว่าวันนี้จะครึกครื้นเป็นพิเศษเพราะใกล้เทศกาลปีใหม่ 

เด็กกตัญญูทั้งสองคนหลังจากเลิกเรียนก็มาขายข้าวแกงช่วยแม่ทุกวัน บางวันขายไม่หมดก็ต้องไปเดินเร่ขายในตลาดต่อ บางวันกว่าจะขายเสร็จก็ปาไปเกือบเที่ยงคืน ทำให้เด็กๆทั้งสองคนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นกัลยาณีก็ภูมิใจในตัวลูกทั้งสองมาก พวกเขารู้ตัวว่าไม่ได้เกิดมาบนความเพียบพร้อม แต่พวกเขาก็ตั้งใจทำงานหาเงินช่วยแม่โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ

อนาคินในวัยเพียง 10 ขวบ มองเห็นความลำบากของครอบครัวแล้วเก็บเอาไปเป็นแรงผลักดันว่าสักวันแม่กับน้องต้องสบาย ถึงเขายังเด็ก แต่ความคิดของเขาโตกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันเสียอีก อาจเป็นเพราะเขากดดันตัวเองมากเกินไป อยากรีบโต รีบเรียนให้จบ แล้วรีบทำงานหาเงินมาเลี้ยงแม่กับน้องสาว

ความฝันของเขาก็คือ...สอบติดคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองไทย

ใช่...เขาอยากเป็นนายแพทย์

“ข้ามถนนระวังนะลูก” กัลยาณีที่กำลังสาละวนอยู่กับการยกหม้อแกงมาตั้งหน้าร้าน ตะโกนบอกลูกๆทั้งสองที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ไกลจากหน้าร้าน 

อนาคินกำมือของน้องสาวไว้แน่น มองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าถนนโล่งแล้ว ทั้งสองคนจึงเดินข้ามถนนมาโดยไม่มีใครรู้เลยว่าอีกไม่กี่วินาทีต่อจากนี้ ชีวิตของพวกเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

บรื้นนน!!!

ทันใดนั้นก็มีเสียงรถยนต์คันหนึ่งขับย้อนศรมาด้วยความเร็วสูง รถเบี่ยงซ้ายที ขวาที เหมือนคนขับควบคุมพวงมาลัยไม่ได้

“คิน…นิชาระวัง!!”

กัลยาณีตะโกนออกไปจนสุดเสียง แต่ทว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว เธอรีบวิ่งพุ่งเข้าไปกลางถนนหวังจะดึงลูกทั้งสองออกมาให้พ้นจากอันตราย มือของเธอคว้าแขนอนาคินไว้ได้ก่อนแล้วเหวี่ยงออกจากถนนได้ทัน

โคร่มมม!!!

แต่ในจังหวะนั้น รถคันนั้นก็เสียหลักพุ่งลงข้างทางอย่างแรง จนเสียงชนดังสนั่นไปทั่วถนน

แรงกระแทกกวาดเอาร่างของอนิชากับกัลยาณีกระเด็นไปกับตัวรถ ส่วนอนาคินถูกแรงเหวี่ยงของแม่ทำให้ล้มลงข้างทาง รอดพ้นจากการชนอย่างหวุดหวิด

วินาทีนั้นเหมือนโลกทั้งใบของอนาคินกำลังหยุดหมุน ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นแล้วเห็นร่างของแม่กับน้องสาวนอนนิ่งอยู่กลางถนน

“แม่!! นิชา!!”

อนาคินตะโกนสุดเสียง รีบคลานเข้าไปหาพวกทั้งสองในสภาพเลือดไหลอาบใบหน้า มือของเขาสั่นเทาจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้

ร่างของอนิชานอนแน่นิ่ง เลือดสีแดงสดไหลอาบพื้น เขาพยายามปลุกให้น้องสาวตื่น แต่ทำยังไงอนิชาก็ยังไม่ยอมลืมตาขึ้นมา

“นิชา!! ตื่นสิ พี่บอกให้ตื่น!” เขาใช้มือแตะไปที่จมูกของอนิชา ปรากฏว่าน้องสาวของเขาหมดลมหายใจไปเสียแล้ว “ไม่นะ!! ฮึก! นิชาอย่าจากพี่ไปนะ ตื่นมาคุยกับพี่สิ ฮื้อๆๆ"

ส่วนกัลยาณีนอนจมกองเลือด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลหลายจุด ลมหายใจของเธอเริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ

“คะ…คิน…นิชายังอยู่กับเรา อึก! ใช่มั้ย” เสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยินเอ่ยถามลูกชายที่กำลังร่ำไห้ปานใจจะขาด อนาคินกอดร่างไร้ลมหายใจของน้องสาวไว้แน่นแล้วตอบกลับเสียงขาดเป็นห้วงๆ

“นะ…นิชา ฮึก! นิชาไม่อยู่กับเราแล้วครับแม่ น้องจากเราไปแล้ว ฮื้อๆๆ”

“เฮ้ย…มีเด็กโดนชน!”

“รีบโทรเรียกรถพยาบาลเร็ว!”

เสียงผู้คนดังระงม หลายคนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรเรียกรถโรงพยาบาลทันที บางคนก็วิ่งเข้ามาดูอาการของผู้บาดเจ็บ

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งคุกเข่าลงข้างกัลยาณี ใช้นิ้วไปแตะที่ลำคอของเธอ

“คนนี้ยังมีชีพจรอยู่!” แล้วเขาก็หันไปหาร่างของอนิชาที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้างๆแล้วใช้นิ้วแตะไปที่จุดชีพจรเช่นกัน แล้วพูดออกมาเสียงแผ่ว “…แต่เด็กคนนี้ไม่มีชีพจรแล้ว”

หญิงอีกคนรีบถอดผ้าพันคอออกมากดแผลที่เลือดไหล เพื่อพยายามหยุดเลือดให้กัลยาณี

“อดทนไว้นะ รถพยาบาลกำลังมา!”

แต่เมื่อหลายคนหันไปมองที่ร่างเล็กของอนิชา บรรยากาศรอบตัวก็หดหู่ลงทันที เด็กหญิงนอนนิ่งอยู่บนถนน ดวงตาปิดสนิท เลือดสีแดงไหลซึมออกมาจากศีรษะ ไม่มีลมหายใจ ไม่มีชีพจร แต่ทุกคนก็หวังว่าเด็กคนนี้จะรอดแล้วกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวเหมือนเดิม

เสียงไซเรนของรถโรงพยาบาลดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง ประตูรถคันที่ชนก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดสูทราคาแพง ก้าวลงมาจากรถแล้วยืนพิงฝากระโปรงรถ ท่าทางโคลงเคลงเหมือนอยู่ในอาการมึนเมา

เขาคือ ‘กิตติภพ’ นักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงในย่านนี้ เขามีทั้งเงินทอง มีทั้งอำนาจและมีเส้นสายเพราะเคยอยู่ในแวดวงนักการเมืองระดับประเทศมาก่อน เขามองไปรอบๆเหตุการณ์ด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะยกมือขึ้นชี้ไปที่ผู้คนที่ยืนมุงอยู่

“พวกแกทุกคนฟังฉันให้ดี!” เสียงของเขาแข็งกร้าวแม้จะอยู่ในอาการมึนเมา “ถ้าตำรวจมา ห้ามใครให้ปากคำเด็ดขาด ถ้าไม่อยากเดือดร้อน”

คำขู่ของเขาได้ผล ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าเขาเมาแล้วขับรถย้อนศรจนเกิดอุบัติเหตุ แต่ทุกคนเชื่อว่าด้วยอำนาจและบารมีของกิตติภพ สามารถพลิกคดีให้ตัวเองไม่ผิดได้ 

กิตภพปรายตามองเด็กชายที่นั่งร้องห่มร้องไห้กอดร่างไร้ลมหายใจของน้องสาว อนาคินเงยหน้าขึ้นสบตากับกิตภพ ความพร่ามัวของหยาดน้ำตาไม่อาจบดบังภาพตรงหน้าได้ ดวงตาแข็งกร้าวเพ่งมองทะลุผ่านม่านน้ำตา จดจำรายละเอียดของผู้ชายคนนั้นไว้ทุกกระเบียนนิ้ว 

แต่กิตภพก็ยังไม่สำนึกกับสิ่งที่ทำลงไป เขายังชี้นิ้วด่าเด็กชายต่อ

“มองทำไมไอ้เด็กเมื่อวานซืน ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็เงียบๆไว้ซะ แล้วชีวิตของแกกับครอบครัวจะปลอดภัย!”

กิตภพทิ้งท้ายเอาไว้กับคำพูดข่มขู่เด็กวัยเพียง 10 ขวบ ก่อนจะเดินขึ้นรถคันเดิมแล้วขับออกไปโดยไม่ได้สนว่าใครจะเป็นตายร้ายดียังไง เพราะอำนาจเงินของเขาทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว เปลี่ยนให้ผิดเป็นถูกโดยไม่ต้องโดนคดีใดๆ 

อนาคินกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บปวดสุดหัวใจ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบใบหน้าแต่ก็ไม่สามารถลบล้างสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หัวใจแตกสลายลงตรงนั้น น้องสาวของเขาเสียชีวิตคาที่แต่กลับไม่ได้รับความยุติธรรม แถมคนขับยังไร้จิตสำนึกข่มขู่เด็กตาดำๆได้ลงคอ

สักวันมันต้องชดใช้!

“แล้วสักวัน…เราจะได้เจอกันอีกครั้ง!!”


บทถัดไป