บทที่ 7 ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
07 ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
@เช้าวันถัดมา
ปึ้ง!ปึ้ง!ปึ้ง!
“เร็วๆสินังทิวา อย่าให้เจ้าหนี้เขารอนาน!”
สโรชายืนเคาะประตูหน้าห้องของพันทิวาเสียงดังปึงปังจนประตูแทบพัง อีกครึ่งชั่วโมงรถก็จะมารับแล้ว แต่นังพันทิวายังไม่ออกมาเลย สงสัยคงอยากดึงเวลา
“นังทิวา ฉันรู้ว่าแกแต่งตัวเสร็จแล้ว ออกมาสิ!” ไม่นานพันทิวาก็เปิดประตูออกมา สโรชารีบกระชากร่างเล็กออกมาจากห้องทันที “ชักช้าอยู่ได้!”
“ทิวาขอโทษค่ะ เมื่อเช้ารู้สึกไม่สบายนิดหน่อย” หญิงสาวก้มหน้างุด ใบหน้าซีดขาวราวกับสีกระดาษ เมื่อเช้าตื่นขึ้นมาแล้วเกิดอาการจุกแน่นหน้าอกจนแทบลุกไม่ไหว แต่สุดท้ายก็ต้องฝืนร่างกายลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวทั้งๆที่เดินแทบไม่ไหว เป็นไปได้ว่าเมื่อคืนเกิดอาการเครียดจนนอนไม่หลับ เลยส่งผลต่อร่างกายในช่วงเช้า
“อย่ามาสำออย ฉันรู้ว่าแกไม่อยากไป เพราะแกอยากอยู่อ่อยพี่ภาคษ์”
“ไม่ใช่นะคะ ทิวาไม่เคยคิดแบบนั้นกับพี่ภาคษ์เลย”
“ทำไมฉันจะดูไม่ออก แกชอบพี่ภาคษ์ อยากได้เขาเป็นผัวจนตัวสั่น แต่เผอิญว่าแม่พี่ภาคษ์ไม่ได้อยากได้ลูกคนรับใช้ไปเป็นลูกสะใภ้ แกก็เลยผิดหวัง”
“เปล่านะคะ ทิวาไม่เคยชอบพี่ภาคษ์เลย แล้วทิวาก็รู้ตัวว่าไม่คู่ควร”
“งั้นแกก็จำใส่กะโหลกเอาไว้” สโรชาใช้นิ้วชี้จิ้มที่หน้าผากของพันทิวาหนักๆ “คนที่คู่ควรกับพี่ภาคษ์คือฉันเท่านั้น ส่วนแกก็เป็นได้แค่…หมาเห่าเครื่องบิน!”
พันทิวาไม่ได้โต้กลับ ทำได้เพียงก้มหน้างุดเก็บซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ สโรชาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต ไม่พอใจอะไรก็มักจะมาลงที่เธอเป็นประจำ เธอชินแล้วแหละกับความเจ็บปวด
ไม่นานรถตู้สีดำก็เคลื่อนเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ จอดรอได้สักพักร่างเล็กที่อยู่ในชุดสูทราคาแพงก็เดินออกมา เป็นครั้งแรกที่พันทิวาได้ใส่ชุดที่มีราคาแพงขนาดนี้ ปกติเสื้อผ้าที่ใส่ก็มักจะเป็นเสื้อผ้ามือสองที่สโรชาไม่ใส่แล้วหรือบางครั้งก็เป็นเสื้อผ้าของยุพิณ เธอไม่เคยได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลย เพราะตั้งใจจะเก็บเงินให้ได้สักก้อนแล้วออกไปจากที่นี่
“ทำงานให้สมกับราคาเสื้อผ้าของฉันล่ะ มีโอกาสได้ใส่ชุดสวยๆแล้วก็อย่าทำให้พ่อของฉันผิดหวัง เข้าใจไหม!”
“เข้าใจค่ะ”
“ออกไปได้แล้ว!” สโรชาผลักร่างของพันทิวาออกไปโดยที่ตัวเธอเองเลือกที่จะหลบอยู่ด้านหลังประตูเพราะไม่อยากให้ใครเห็น เธอยกมือกอดอก ยืนหลบมุมมองร่างเล็กของพันทิวาที่กำลังเดินไปยังรถตู้สีดำ “ขอให้ไอ้แก่อนาคินเอาแกไปเป็นเมียทีเถอะ ฉันจะได้หมดเสี้ยนหนามหัวใจสักที”
พันทิวาสูดหายใจลึกๆก่อนจะก้าวขึ้นรถ ถึงภายนอกจะดูพร้อมแค่ไหน แต่ในใจเต็มไปด้วยความกังวลและความหวาดกลัว...กลัวว่าจะทำให้คุณท่านผิดหวัง
“เราจะไปที่ไหนหรอคะ” เธอถามขึ้นทำลายความเงียยบ ขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์
ชายคนขับมองเธอผ่านกระจกมองหลังด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเลยด้วยซ้ำ
“ไปหาคุณอนาคิน”
“เอ่อ…คุณอนาคินเขาเป็นใครเหรอคะ”
คำถามนั้นทำให้คนขับรถเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสั้นๆ
“คนที่คุณไม่ควรทำให้ไม่พอใจ”
หัวใจของพันทิวากระตุกวูบ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น รู้สึกว่าคนขับรถมีท่าทีแปลกๆ เขาควรจะแนะนำตัวให้รู้จักมากกว่านี้ หรือบอกว่ากำลังจะไปไหน เธอจะได้รู้สึกไว้วางใจ
เธอตามสืบประวัติของผู้ชายที่ชื่ออนาคินทั้งคืน แต่ก็ไม่พบข้อมูล หากเขาเป็นเจ้าของบริษัทปล่อยเงินกู้จริงๆแล้วทำไมถึงหาข้อมูลไม่เจอล่ะ เขาเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงได้ดูลึกลับขนาดนี้
ถึงจะกลัว แต่ก็ยังใจดีสู้เสือเพราะอยากรีบทำงานให้เสร็จแล้วรีบกลับบ้าน
“เอ่อ…แล้วคุณอนาคินอยู่ที่ไหนหรอคะ ฉันจะบอกที่บ้านถูกว่าเรากำลังจะไปไหน”
“…” คนขับปลายตามองเหมือนกำลังหงุดหงิดที่เธอเอาแต่ถาม “ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง”
รถตู้สีดำแล่นออกห่างจากตัวเมืองไปเรื่อย ๆ พันทิวานั่งเงียบ มือกำกระเป๋าแน่นขึ้นเรื่อยๆเมื่อวิวสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นถนนโล่งและป่ารกทึบ
คุณอนาคินไม่ได้อยู่ในตัวเมืองหรอ?
“เอ่อ…ไม่ทราบว่าเราจะไปไหนกันหรอคะ ทำไมถึงพาฉันมาทางนี้” เธอถามขึ้นอีกครั้งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ดูเหมือนว่าคนขับรถจะรำคาญ เลยเอ่ยตอบออกมาด้วยน้ำเสียงค่อยไปทางหงุดหงิด
“ท่าเรือ”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เธอสบายใจขึ้นเลย ไปท่าเรือทำไม การเจรจาต่อรองหนี้ควรจะคุยกันที่บริษัทไม่ใช่หรอ
“แล้วทำไมถึงพาฉันไปท่าเรือหรอคะ ฉันมาเพื่อเจรจาขอพักหนี้นะคะ”
“วันนี้เป็นวันหยุด บริษัทปิด ผมจำเป็นต้องพาคุณไปที่นั่น”
ไม่นานรถก็ชะลอและเลี้ยวเข้าไปในพื้นที่เงียบสงบไร้ผู้คนสัญจรไปมา กลิ่นเค็มของทะเลลอยเข้ามาเตะจมูกเรียวเล็กของพันทิวาทันที
“ถึงแล้ว”
พันทิวาก้าวลงจากรถช้าๆ สายตามองไปรอบๆด้วยความสับสน ตรงหน้าเธอคือท่าเรือส่วนตัว ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีเสียงวุ่นวาย มีเพียงเรือสปีดโบ๊ตลำหนึ่งที่จอดรออยู่และมีผู้ชายใส่ชุดสูทสีดำยืนเฝ้าอยู่สามคน
“นี่มันอะไรกันคะ” เธอขมวดคิ้วเข้าหากันยุ่งด้วยความปะหลาดใจ “เราต้องข้ามไปไหนคะ”
“เกาะของคุณอนาคิน”
คำตอบนั้นทำให้เธอชะงัก แค่เจรจาต่อรองหนี้สิน จำเป็นต้องไปคุยบนเกาะเลยหรอ?
“ฉันคิดว่าแค่เจรจาต่อรองหนี้ ไม่จำเป็นต้องข้ามไปอีกฝั่ง งั้นฉันรออยู่ตรงนี้ได้ไหมคะ”
“คุณอนาคินไม่ค่อยออกมาข้างนอก ถ้าอยากเจอก็ต้องไปหาเขาถึงที่ อีกอย่าง…ลูกหนี้ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง” ประโยคนั้นฟังดูเหมือนกฎ ไม่ใช่ตัวเลือก
“ตะ…แต่ฉันคิดว่ามันแปลกๆ ทำไมพวกคุณดูไม่เหมือนบริษัทปล่อยเงินกู้เลย”
ประโยคนั้นทำให้ชายร่างสูงคนนั้นหันมามองเหมือนกำลังไม่พอใจเป็นอย่างมากที่เธอเอาแต่สงสัย ก็จะไม่ให้สงสัยได้ยังไงล่ะ จะพาเธอไปที่ไหนยังไม่รู้เลย แล้วที่นั่นปลอดภัยสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆหรือเปล่า
“ไม่แปลกหรอกครับ นี่คือเกาะของเจ้าพ่อปล่อยเงินกู้ ใครเขาก็มาขอเจรจาลดหนี้ที่นี่กันทั้งนั้น คุณไม่ได้มาคนแรก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพันทิวาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้มาที่นี่เป็นคนแรก คุณอนาคินเขาคงเป็นพวกไม่ชอบเข้าสังคม ถึงได้มาอยู่บนเกาะห่างไกลผู้คนขนาดนี้
ดวงตากลมโตทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าสีคราม ไกลออกไปมีเงาของเกาะหนึ่งตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว เขาคงรวยมหาศาลถึงสามารถซื้อเกาะแห่งนี้ได้
“ขึ้นเรือได้แล้ว” ชายคนนั้นหันมาบอก
พันทิวาไม่มีทางเลือก เธอไม่รู้หรอกว่าข้างหน้ามีอะไรรออยู่ แต่ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วคงหันหลังกลับไปไม่ได้ และเธอก็เชื่อว่าถ้าเราไม่ได้ทำร้ายใคร เขาคนนั้นก็คงไม่ทำร้ายเราเช่นกัน เธอมาเพื่อขอเจรจาเรื่องหนี้สิน ไม่ได้มาเพื่อทำเรื่องไม่ดี
คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง อย่าคิดมากเลย
คนตัวเล็กก้าวเข้าไปนั่งในเรือโดยคนขับรถคนเดิมเป็นคนขับเรือสปีดโบ๊ต ส่วนอีกสามคนที่เหลือไม่ได้ตามมาด้วย
เธอมองผืนแผ่นดินที่ห่างออกไปเรื่อยๆด้วยความวาบหวิวหัวใจแปลกๆ ราวกับว่าการข้ามเกาะมาในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตไปตลอดกาล
———----------------
