บทที่ 8 เอาปืนนี่ไป...แล้วจบชีวิตตัวเองซะ!
08 เอาปืนนี่ไป...แล้วจบชีวิตตัวเองซะ!
เมื่อเรือเทียบท่า ชายในชุดดำหลายคนยืนรออยู่แล้ว ไม่มีใครพูดอะไร แต่ทุกสายตาจับจ้องมาที่พันทิวา
“เชิญครับ” หนึ่งในนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าก็ยังคงไม่เป็นมิตรเช่นเดิม
พันทิวาก้าวลงจากเรือก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปยังตัวอาคารด้านบน และในวินาทีนั้นเอง เธอรู้สึกได้ว่าเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่จากที่สูง
“คุณอนาคินรอคุณอยู่ ตามผมมา” เสียงนั้นดังขึ้นข้างหลัง ก่อนที่ชายคนนั้นจะเดินนำหน้าไปโดยไม่ได้พูดอะไรมากความ
ทุกคนมีท่าทีแปลกๆ ดูไม่เป็นมิตรเอาซะเลย หรือเพราะเธอเป็นลูกหนี้ก็เลยไม่มีใครอยากผูกมิตรด้วย
คนตัวเล็กเดินตามพวกนั้นไปโดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังจะพาไปที่ไหน แต่เธอเชื่อว่าแค่มาเจรจาเรื่องหนี้สิน คงไม่มีอะไรหรอก คุยเสร็จก็กลับบ้าน
กระทั่งเดินมาถึงหน้าห้องซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นห้องทำงานของคุณอนาคิน ประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างช้าๆ ชายชุดดำผายมือเชิญให้เธอเข้าไปข้างในโดยที่เขาไม่ได้ตามเข้ามาด้วย
พันทิวาค่อยๆก้าวเข้าไปในห้องกว้างที่เปิดแอร์จนเย็นเฉียบ เท้าเล็กก้าวตามทางเดินของโถงห้องมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นร่างใหญ่ที่อยู่ในชุดสูทสีดำกำลังนั่งหันหลังให้
ถ้าจำไม่ผิด สโรชาบอกว่าคุณอนาคินแก่แล้ว แต่ผู้ชายร่างใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นดูไม่ได้แก่เลยสักนิด หรือเธอเข้ามาผิดห้อง?
“เอ่อ…ฉันมาขอพบคุณอนาคินค่ะ” เธอถามเสียงสั่นอย่างกล้าๆกลัวๆ รับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกจากร่างของผู้ชายคนนั้น
ไม่มีอะไรหรอกน่าทิวา...อย่าคิดมากสิ
พันทิวายืนนิ่ง บีบมือให้กำลังใจตัวเอง รู้สึกตื่นเต้นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลอง
ชายคนนั้นค่อยๆหมุนตัวกลับมา แสงแดดจากหน้าต่างด้านหลังทอดผ่านเข้ามากระทบโครงหน้าของเขาทีละนิด ราวกับตั้งใจเผยให้เห็นทีละส่วน
กรอบหน้าคมชัด สันกรามหนาได้รูปรับกับริมฝีปากหยักสีแดงระเรื่อ ผิวของเขาขาวเนียนละเอียดตัดกับเงาแสงอย่างลงตัว ดวงตาคมคู่นั้นลึกและนิ่งสงบแต่แฝงบางอย่างที่อ่านไม่ออก มันทั้งเย็นชาและดูอันตรายในเวลาเดียวกัน เขาเป็นผู้ชายที่ตัวสูงมากๆ จนเธอดูตัวเล็กไปเลย
พันทิวาเผลอกลั้นลมหายใจ เหมือนเพิ่งเห็นเขาชัดๆเป็นครั้งแรก ผู้ชายหล่อเหลาคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงอยู่ในห้องนี้ หรือว่าเขาเป็นลูกชายของคุณอนาคิน?
ตึกตัก...ตึกตัก...
หัวใจของเธอแทบเต้นผิดจังหวะ ทันทีที่เขาปรายตามอง
“มองพอหรือยัง” เสียงของเขาดังขึ้นเรียบๆ ทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งเล็กโหยงเพราะเผลอจ้องเขานานเกินไป
ก็เธอไม่เคยเห็นผู้ชายที่หล่อเหลาและดูดีขนาดนี้ ถ้าไม่ได้อยู่บนเกาะ เธอคงคิดว่าเขาเป็นนายแบบมารับงานถ่ายแบบเสียอีก
“ขะ…ขอโทษค่ะ” เธอรีบหลบสายตาหนี “เอ่อ…ฉันมาหาคุณอนาคิน ไม่ทราบว่าเขาอยู่ไหมคะ”
ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยน แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่รู้ว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ตัวจริง!
“อยู่ มีเรื่องอะไรหรอ” เสียงของเขายังคงเย็นชาและชวนขนลุก
“ฉันมาเพื่อขอเจรจาเรื่องหนี้สินค่ะ” พันทิวาตอบกลับเสียงสั่นนิดๆ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามอง เพราะกลัวจะเผลอจ้องหน้าเขาอีกรอบ
“เธอชื่ออะไรล่ะ”
“สะ…สโรชาค่ะ”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง รู้สึกเหมือนมีฝีเท้าหนักๆเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า แต่เธอก็ยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะเงยหน้าขึ้นสบตาอยู่ดี
“มีคนเคยบอกหรือเปล่าว่าเวลาคุยให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา”
พันทิวาสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตาพร้อมกับส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แต่ลมหายใจก็ต้องสะดุดเพราะสายตาคมกริบนั้นกำลังจ้องมองเหมือนไม่พอใจ
ทำไมลูกน้องของคุณอนาคินดูไม่เป็นมิตรเลยสักคน
“คะ…คือว่าฉันมาเพื่อขอเจรจาเรื่องหนี้สิน ตามที่คุณอนาคินระบุในสัญญา” พันทิวาส่งสัญญาฉบับนั้นให้เขา แล้วเขาก็รับมันไปอ่านด้วยสีหน้านิ่งเรียบ “พอดีว่าตอนนี้ที่บ้านของฉันกำลังประสบปัญหา เลยอยากขอพักหนี้ไว้สักห้าปี คุณพอจะคุยกับคุณอนาคินให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ”
“เหอะ” ริมฝีปากของเขายกยิ้มหลังจากอ่านสัญญาฉบับนั้นเสร็จ มีลายเซ็นของสโรชาเรียบร้อยแล้ว “ฉันไม่คิดว่าพวกเธอจะกล้ามาไม้นี้”
“มะ…หมายความว่ายังไงคะ อ้ะ!!”
แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อผู้ชายคนนั้นขยำกระดาษแล้วปาใส่หน้าเธออย่างแรง
“คิดหรอว่าฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร!”
“ฉะ…ฉันก็คือสโรชา อัครเดชไงคะ โอ้ย!!”
ร่างบางถูกกระชากเข้าไปใกล้ก่อนที่มือแข็งปานครีมเหล็กจะตะปบเข้าที่ปลายคางพร้อมกับออกแรงบีบ คนตัวเล็กนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดทันที
“คิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยใช่มั้ย!!” เขาตะคอกเสียงดังแล้วออกแรงบีบจนปลายคางของพันทิวาแดงเถือกเป็นรอยนิ้วมือ “เป็นแค่ลูกคนรับใช้กระจอกๆ ผู้หญิงชั้นต่ำอย่างเธอ กล้าดียังไงถึงมาเหยียบที่เกาะของฉัน!”
“ปะ…เปล่านะคะ ฉันคือสโรชาจริงๆ คุณกำลังเข้าใจผิด” พันทิวาปฎิเสธและนั่นทำให้เขาบันดาลโทสะด้วยการเหวี่ยงร่างของเธอลงบนพื้นจนนอนจุก ลุกไม่ขึ้น “โอ้ยย!!”
“เธอไม่ใช่สโชา เธอคือพันทิวา…ลูกคนรับใช้” แต่นั่นก็ยังไม่สาแก่ใจ เขาดึงร่างอ่อนปวกเปียกขึ้นมาและคราวนี้มือหนาคว้าหมับเข้าที่ลำคอ ก่อนจะออกแรงบีบ “ฉันคงประมาทพวกเธอมากเกินไป ถึงได้กล้าส่งผู้หญิงชั้นต่ำมา”
“อึก! ปะ…ปล่อยฉันนะ อื้อ!”
“ปล่อยหรอ” มือร้อนออกแรงบีบจนอากาศไม่สามารถผ่านลำคอเข้าไปถึงปอด ทำให้ร่างเล็กดิ้นรนด้วยความทรมานสุดชีวิต “ฉันให้เวลาเธอโทรหาสโรชาตัวจริง”
ฟึ้บ!!
เขาเหวี่ยงร่างเล็กลงบนพื้นอีกรอบ พันทิวาที่อยู่ในภาวะกลัวสุดขีด รีบควานหามือถือเครื่องเก่าในกระเป๋าเพื่อโทรหาสโรชาตัวจริง
แล้วเขารู้ได้ยังไงว่าเธอไม่ใช่สโรชา?
ร่างเล็กสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวกำลังรอปลายสายรับสาย ไม่นานสโรชาตัวจริงก็รับสาย
“คุณชาคะ! ช่วยทิวาด้วยเขาจะฆ่าทิวา เขารู้แล้วว่าทิวาไม่ใช่คุณชา คุณชามารับทิวาหน่อยได้ไหมคะ อ้ะ!! คุณชาคะ! คุณชา…อย่าเพิ่งตัดสายสิคะ”
สโรชาไม่ตอบแต่ชิงตัดสายทิ้ง พันทิวากดโทรหาอีกรอบ แต่รอบนี้โทรไม่ติดอีกเลย
“คุณชา…ฮึก! ชะ…ช่วยทิวาด้วย ทิวากลัว ฮื้อๆๆ” มือถือเครื่องเล็กหล่นลงบนพื้นไม้ปาเก้ ความหนาวยะเยือกคืบคลานเข้ามาในใจ หยาดน้ำตาไหลอาบใบหน้าด้วยความหวาดกลัว
สโรชาบล็อคเบอร์ของเธอไปแล้ว
“คะ…คุณสโรชาบล็อคเบอร์ฉันไปแล้วค่ะ” หญิงสาวก้มหน้างุด ค่อยๆกระเถิบกายหนีทีละคืบ รู้สึกหวาดหวั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้แล้วว่าเธอไม่ใช่สโรชา คุณอนาคินต้องเอาเธอตายแน่ๆ “ชะ…ช่วยไปส่งฉันที่ท่าเรือได้ไหมคะ ฉันอยากกลับบ้าน ฮื้อๆๆ”
“อยากกลับบ้านหรอ” เขาเดินเข้ามาใกล้ๆแล้วย่อเข่าลงตรงหน้า ก่อนจะใช้สองมือเชยคางเล็กขึ้น ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาปรากฎความอ้อนวอนร้องขอชีวิต “เธอจะออกไปจากที่นี่ได้ก็ต่อเมื่อ…สโรชาตัวจริงมาเท่านั้น”
“แต่คุณชาบล็อคเบอร์ฉันไปแล้ว ฮื้อๆๆ ได้โปรดเถอะค่ะ ในเมื่อฉันไม่ใช่สโรชาตัวจริง ได้โปรดปล่อยฉันไปได้ไหมคะ ฉันโดนพวกเขาหลอกมา ฮื้อๆๆ”
“ในเมื่อเธอโง่โดนพวกนั้นหลอกมา งั้นก็หาทางกลับเอาเองสิ ว่ายน้ำเป็นหรือเปล่าล่ะ”
“ไม่ค่ะ ฉันว่ายน้ำไม่เป็น” พันทิวาส่ายหน้าไปมาอย่าสิ้นหวัง น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงมาอาบใบหน้าจนเปียกแฉะ
ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตกลับไปหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นไปได้...เธอก็ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ
“ถ้างั้นฉันมีอีกหนึ่งวิธีให้เธอเลือก” เหงื่อเม็ดเย็นผุดขึ้นเต็มใบหน้าของพันทิวา ทันใดนั้นดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาก็เบิกโพลงไม่อยากเชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า “เอาปืนนี่ไป...แล้วจบชีวิตตัวเองซะ!”
———--------
