บทที่ 9 ชีวิตที่ไร้ค่า

09 ชีวิตที่ไร้ค่า

“มะ…หมายความว่ายังไง” แววตาของพันทิวาสั่นระริกเช่นเดียวกับริมฝีปาก 

“เลือกเอาว่าจะจบชีวิตแบบไหน” น้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้อารมณ์ “หรือจะให้ฉันเป็นคนตัดสินใจเอง”

มือของพันทิวาเริ่มสั่นระริก สีหน้าของเธอซีดเผือดราวกับคนตาย

“ไม่…ฉะ…ฉันยังไม่อยากตาย ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฉันยังไม่ได้ทำ ฮื้อๆๆ"

“ชีวิตเธอไม่มีความหมายตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบที่นี่แล้ว จะอยู่หรือไป…ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับฉัน”

คำพูดนั้นเหมือนผลักพันทิวาไปถึงขอบเหว ดวงตาของเธอสั่นไหว ภาพทุกอย่างในหัวแล่นผ่านอย่างรวดเร็ว หรือจริงๆแล้วชีวิตของเธอไม่มีค่าเลย แม่ก็ทิ้งแถมยังป่วยเป็นโรคร้ายที่ไม่รู้ว่าหลังผ่าตัดแล้วจะหายหรือเปล่า

หรือบางทีการมีชีวิตอยู่จะเป็นการทรมานตัวเองเปล่าๆ เธอไม่มีใคร ชีวิตไม่เหลืออะไรแล้ว ต่อให้มีแม่ แต่ท่านก็ไม่ได้ต้องการเธอ ชีวิตที่ไม่มีใครรออยู่ข้างหลังมันช่างว่างเปล่าเหลือเกิน

ชายหนุ่มค่อยๆวางปืนลงบนโต๊ะ เธอมองปืนกระบอกนั้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ ถอยก็ไม่ได้ หนีก็ไม่มีทาง

มือเล็กค่อยๆเอื้อมไปหยิบปืนกระบอกนั้นขึ้นมา ปลายนิ้วแตะโลหะเย็นเฉียบก่อนจะกำมันไว้แน่น บางทีการตายก็ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่เจออยู่ ถ้ามันคือทางเดียวที่จะทำให้เธอออกไปจากที่นี่ได้

…เธอก็จะทำ

“ทิวาขอโทษนะคะแม่ ให้อภัยทิวานะคะ” เธอพึมพำเบาๆ น้ำตาไหลพรั่งพรูลงมาไม่ขาดสาย ร่างเล็กสะอึกสะอื้นหนักขึ้นเรื่อยๆ

คนตัวสูงไม่พูดอะไร เขายืนกอดอกมองว่าเธอจะกล้าทำสิ่งนั้นหรือเปล่า

พันทิวายกปืนขึ้นจ่อขมับ เปลือกตาบางค่อยๆปิดลง ภาพสุดท้ายที่เธอนึกถึงก็คือหน้าแม่ ถ้าหากท่านยังมีชีวิตอยู่ เธอจะขอไปรออยู่ปลายทาง แต่ถ้าท่านไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว...นั่นแปลว่าเรากำลังจะได้เจอกัน

นิ้วเรียวกดลั่นไกทันที แต่...

แกร๊กก!!

ไม่มีเสียงกระสุน มีเพียงความเงียบ พันทิวาค่อยๆลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง มองมันอย่างไม่เข้าใจ ทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

ดวงหน้างามเต็มไปด้วยคราบน้ำตาเงยหน้าขึ้นไปมองเขา เขายืนอยู่เช่นนั้นโดยไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาว

“ใจกล้ากว่าที่คิด” เขาดึงปืนออกจากมือของเธอแล้วเก็บไว้ในลิ้นชักเหมือนเดิม “ปืนไม่มีลูก”

“มะ…หมายความว่ายังไง คุณต้องการอะไร อยากให้ฉันตายไม่ใช่หรอ”

“ฉันจะเก็บเธอไว้ก่อน หมดประโยชน์เมื่อไหร่ค่อยฆ่าทิ้ง” เขาเอื้อมมือมาตบที่แก้มของเธอเบาๆ “คนที่พร้อมจะจบชีวิตตัวเอง มักจะไม่มีอะไรเหลือให้เสียแล้ว”

สายตาของเขาจับจ้องเธอ ริมฝีปากหยักแสยะยิ้มร้าย ดวงตาคมคู่นั้นซ่อนบางอย่างเอาไว้ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

“ฉันไม่อยู่ที่นี่ ฉันจะกลับบ้าน ถ้าคุณไม่ไปส่งฉัน…” เธอจ้องเขาเขม่ง พยายามสูดลมหายใจเข้าปวดขณะที่หัวใจเต้นรัวเร็ว “ฉันจะโทรแจ้งตำรวจ!”

“ฉันจะบอกอะไรให้ฟังนะสาวน้อย” มือร้อนกระชากใบหน้าสวยให้หันมาสบตา “ตำรวจยังกลัวฉันเลย”

“ละ…แล้วคุณต้องการอะไรจากฉัน ในเมื่อฉันไม่ใช่สโรชา ก็ควรปล่อยฉันไปสิ”

“ฉันคิดว่าพวกนั้นไม่อยากให้เธอกลับหรอก อยู่ที่ไหนเธอก็ไร้ค่าเหมือนเดิม”

“ไม่! งั้นฉันขอคุยกับคุณอนาคิน ฉันเชื่อว่าเขาคงมีเหตุผลพอ คุณเป็นแค่ลูกน้อง ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินชีวิตใครทั้งนั้น”

“อยากเจอเขามากเลยหรอ” ชายหนุ่มใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม ก่อนจะตรึงสายตาเย็นชาไว้ที่เธอ 

“ใช่! ฉันเป็นลูกหนี้เขา คุณก็ควรพาฉันไปเจอเขาสิ”

“ได้...เดี๋ยวฉันพาไป” เขามองเธอด้วยสายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ก่อนจะหันไปทางประตูแล้วตะโกนเรียกใครบางคน “พาผู้หญิงคนนี้ออกไปซะ!”

ประตูเปิดออกทันที ชายชุดดำสองคนก้าวเข้ามาโดยไม่พูดอะไร พวกมันตรงเข้ามาล็อคร่างของพันทิวาเอาไว้

“จะพาฉันไปไหน ปล่อยนะ!” พันทิวาพยายามฝืน ดีดดิ้นสุดแรง แต่แรงของเธอเทียบไม่ได้เลย เธอถูกพาออกจากห้อง แต่ไม่รู้ว่าพวกมันกำลังจะพาไปไหน แต่ที่แน่ๆไม่ใช่ท่าเรือแน่นอน “ฉันไม่ไป ปล่อยนะ!”

พวกมันพาเธอออกจากตึกใหญ่แล้วเดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง...อากาศเริ่มเปลี่ยน มีทั้งกลิ่นไม้ กลิ่นของฝุ่นและกลิ่นความชื้น และตรงหน้าเธอคือโรงไม้เก่าที่ถูกปิดสนิท มันตั้งอยู่แยกออกจากตัวบ้านหลังใหญ่ ข้างในมืดและเงียบสนิท แม้ไม่ได้มีกองไม้กองอยู่ แต่มันก็ไม่ได้น่าเข้าไปเลยสักนิด

“ไม่…ฉะ…ฉันไม่เข้าไปนะ” 

พันทิวาเริ่มต่อต้าน แต่พวกมันไม่ฟัง กระชากประตูบานนั้นออกแล้วผลักเธอเข้าไปข้างในที่ทั้งมืดและอับ และก่อนที่เธอจะตั้งตัวได้ ประตูก็ปิดลงเสียแล้วพร้อมกับเสียงล็อคกลอนจากด้านนอก

คนตัวเล็กตั้งตัวได้ รีบหันกลับไป ใช้มือทุบประตูเสียงดังปึงปัง

“เปิดนะ! ได้ยินไหม! เปิด!” ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบสนิท พวกมันไปแล้ว

ร่างเล็กค่อยๆถอยหลังออกมาจากประตู ภายในโรงไม้มีเพียงแสงสลัวลอดผ่านช่องไม้เก่าๆเข้ามา ถัดไปไม่ไกลนักมีเตียงนอนเก่าๆวางอยู่ 

มันไม่ใช่โรงเก็บไม้ แต่มันคือสถานที่ไว้สำหรับขังมนุษย์!

“ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ฮื้อๆๆ” ร่างเล็กทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ความจริงค่อยๆชัดเจนขึ้น

เธอถูกสโรชาหลอกมา!

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังดังระงม ถ้าออกไปได้เมื่อไหร่ สัญญาว่าจะแจ้งตำรวจมาจับพวกมันทุกคนเลยคอยดู

และในจังหวะที่ร่างเล็กกำลังนั่งร่ำไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัว จู่ๆก็เกิดอาการจุกแน่นหน้าอกขึ้นมา มือเล็กยกขึ้นบีบหน้าอกด้านซ้ายทันที แต่ความโชคร้ายยังไม่จบอยู่แค่นี้ พวกมันดันเอากระเป๋าของเธอไปด้วยและยาก็อยู่ในนั้น!

“อึก! มะ…แม่จ๋า ทิวาคิดถึงแม่เหลือเกิน ฮื้อๆๆ ทิวากำลังจะตาย…”

กระบอกตาทั้งสองข้างร้อนชื้นขึ้นมา ดวงตากำลังพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตา เธอร้องไห้จนหมดเรี่ยวแรง ทิ้งตัวนอนราบบนพื้น

พรึ้บบ!!!

จู่ๆประตูก็ถูกเปิดออกทำให้แสงแดดสาดส่องเข้ามา เสียงฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ

“นี่หรอ…สโรชา!” 

พันทิวาที่ตอนนี้ดวงตาทั้งสองข้างกำลังพร่าเลือนไปด้วยหยาดน้ำตา ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นใคร รอบนี้ไม่ใช่เสียงผู้ชายแต่เป็นเสียงผู้หญิง

ผู้หญิงคนนั้นใช้ไม้เท้าที่ถือมาด้วยฟาดเข้าที่ร่างของพันทิวาอย่างแรง ฟาดใส่หลายครั้งอย่างไม่ยั้งมือ พร้อมกับกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“นังลูกฆาตกร ฉันจะฆ่าแก! ฉันจะฆ่าแก!”

ปึก!ปึก!ปึก!

“โอ้ยย!!!”

———-----------------

บทก่อนหน้า
บทถัดไป