บทที่ 6 สองพี่น้อง
"นางบอกว่าพิษเฟิ่งเซียน ฮวาสีนิลที่ท่านได้รับไม่เพียงปลูกจากปุ๋ยพิษอย่างเฟิ่งเซียนฮวาสีนิลทั่วไปแต่กลับถูกหล่อเลี้ยงให้ซึมซับพิษงูเก้าชนิดด้วย พิษงูนี้มีฤทธิ์ข่มกับยาเซียนกำราบพิษ หากไม่ถอนออกก่อน ไม่เพียงแต่จะขจัดพิษเฟิ่งเซียนฮวาสีนิลไม่ได้ แต่จะยิ่งไปเร่งให้พิษเข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น"
โม่เสวี่ยเหยียนอธิบายอย่างละเอียดตามที่ได้ฟังมาจากหลิวฟางเซียนระหว่างที่นั่งรอพี่ชายของเขาฟื้นคืนสติ
"เหวินเต๋อ เจ้าไปสืบมาว่าใครเป็นเจ้านายของมือสังหารที่ปามีดบินเล่มนั้น อ้อ แล้วก็สืบเรื่องของแม่นางผู้นั้นด้วย"
โม่เสวี่ยหยางสั่งลูกน้องคนสนิท
"ขอรับท่านประมุข" เหวินเต๋อรับคำ และรีบออกไปตามคำสั่งผู้เป็นนาย
"เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ท่านพี่พักผ่อนเถิด" โม่เสวี่ยเหยียนยิ้มกว้างบอกกับพี่ชาย ก่อนจะออกจากห้องไป
"คุณหนู ท่านไม่น่าไปช่วยชีวิตท่านประมุขพรรคมารผู้นั้นเลย นอกจากจะไม่สำนึกบุญคุณแล้วยังจะแยกเขี้ยวใส่พวกเราอีก" อาจิ้นเอ่ยท้วงผู้เป็นนาย ขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ไป๋หู ที่อยู่ภายในจวนตระกูลโม่
"ข้าเป็นศิษย์สำนักแพทย์จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า หากท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์รู้เข้าคงผิดหวังนักที่บุตรสาวเป็นคนไร้น้ำใจ" หลิวฟางเซียนตอบสาวใช้ ใบหน้าดูสดใสขึ้นหลายส่วนจนสาวใช้สังเกตเห็น
"คุณหนูในห้องนั้น เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ หลังจากออกมาไยท่านดูอารมณ์ดีกว่าตอนอยู่ที่ร้านยาสมุนไพรของเถ้าแก่ฝูเสียอีก" เป็นอาจูที่รวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้นมาโดยมีอาจิ้นพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วย
"ก็แค่ทำการค้าได้กำไรน่ะ คุณชายรองตระกลูโม่ผู้นั้นช่างเจรจาท้าทาย หากแต่เขาท้าทายผิดคนเสียแล้ว"
"อย่างไรหรือเจ้าคะ" สองบ่าวถามพร้อมกัน
"คุณชายผู้นั้นท้าทายข้า ว่าถ้าข้าสามารถรักษาท่านประมุขโม่ได้ เข้าจะเพิ่มเงินให้เป็นสิบเท่าของราคายาเซียนกำราบพิษ"
"ยาเซียนกำราบพิษตำรับหุบเขาไป๋ซานของคุณหนู ราคาเม็ดละหนึ่งพันตำลึง สิบเท่าก็หนึ่งหมื่นตำลึง คุณหนูนี่ท่านขายยาเม็ดเดียวซื้อบ้านได้หลายหลังเชียวนะเจ้าคะ" อาจิ้นที่คำนวณออกมา ตาโตลุกวาวอย่างปิดไม่มิด
"ถูกต้อง เพราะเช่นนี้ข้าจึงได้อารมณ์ดีอย่างไรเล่า วันพรุ่งคุณชายรองโม่รับปากจะส่งเงินมาที่จวน”
“อย่างไรเสียนี่ก็ล่วงเข้ายามโหย่วแล้ว พวกเราแวะกินของอร่อยๆ ที่หอชุนฉวี่เลยแล้วกัน หลวนเฉิน หลวนชุน เจ้าสองคนเหน็ดเหนื่อยคุ้มครองข้ามาตั้งแต่บ่ายแล้ว ไปกินด้วยกันเถิด"
สององครักษ์เงาที่แฝงตัวเพื่อคุ้มครองดรุณีน้อยแทบร่วงตกจากรถม้าเมื่อได้ยินคำเชิญชวนของคุณหนูรองหลิวที่พวกเขาทั้งสองแอบลอบคุ้มครองเงียบๆ
แม้แต่คุณหนูยังจับพวกเขาได้แล้วต่อไปจะแฝงตัวทำงานอื่นให้นายท่านได้อย่างไร ฝีมือตกจนถูกจับได้โดยง่ายเช่นนี้เห็นทีคงต้องไปทบทวนตนเสียใหม่แล้ว
"ข้ามิได้เก่งถึงเพียงนั้นเสียหน่อย จำมิได้แล้วหรือตอนที่เหวินเต๋อชนข้า หลวนชุนมารับข้าเอาไว้ ข้าถึงได้รู้ตัวก็เท่านั้น" หลิวฟางเซียนกล่าวลอย ๆ ไปตามลม เมื่อเห็นสายตางุนงงของบ่าวสองคนข้างกาย ราวกับต้องการถามว่านางรู้ได้อย่างไร
หากแต่คนที่เบาใจกับคำกล่าวนั้นกลับเป็นสององครักษ์เงาที่อยู่บนหลังคารถม้า หลวนเฉินและหลวนชุนถอนหายใจอย่างโล่งอก
ค่ำคืนยามจื่อช่างเงียบสงบนักเมื่อเทียบกับตอนกลางวัน จวนราชครูหลิวยามนี้มีเพียงทหารยามคอยเดินตรวจตราอย่างเข้มงวดเท่านั้น
หลิวฟางเซียนที่นอนไม่หลับจึงออกมาเดินเล่นรับลมยามดึก ไม่บ่อยนักที่นางจะออกมาเดินอยู่ลำพังเช่นนี้ หลังจากกลับมาจากหอชุนฉวี่นางก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อน วันนี้อาจูอาจิ้นจึงไม่ได้มาปรนนิบัตินางเข้านอน
หลายปีก่อนตอนที่มารดายังอยู่ หลิวฟางเซียนมักจะตัวติดกับนางตลอดเวลา ยามตื่นยามหลับจะมีมารดาอยู่ข้างกายเสมอ ช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตนัก
หลังมารดาจากไปเพราะครรภ์เป็นพิษพร้อมกับน้องชายในท้องเมื่อสามปีก่อน หลิวฟางเซียนก็อยู่ในเรือนหลังเดิมเพียงลำพัง
แม้ว่าท่านย่ามักจะชักชวนให้นางย้ายไปอยู่ที่เรือนท่านด้วยบ่อยครั้ง ทว่าหลิวฟางเซียนมิอาจทำใจไปจากเรือนที่เต็มไปด้วยความทรงจำของนางกับมารดาได้
หญิงสาวหยิบถุงหอมที่มารดาเคยให้ไว้ออกมา ลวดลายดอกท้อบานสะพรั่งที่ถูกปักอย่างประณีตนั้นพลันให้น้ำตาของนางไหลออกมาอย่างมิอาจห้าม
มารดาของนางชอบดอกท้อและถุงหอมใบนี้มาก กลิ่นบุปผาหอมหวานเย็นสะอาดนี้ เป็นกลิ่นเดียวกับกลิ่นกายที่ติดตัวนางมาตั้งแต่เกิด ด้วยเหตุนี้กระมังมารดาจึงตั้งชื่อนางว่าฟางเซียน
มารดาของนางทดลองผสมสมุนไพรและบุปผาหลายชนิดจนได้กลิ่นที่เหมือนกับกลิ่นกายของนางที่สุด กลิ่นที่ทั้งหอมหวานและสดชื่น
"คิดถึงท่านแม่หรือ" หลิวเฟิงเหลียนถามน้องสาว
"เจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าท่านแม่อยู่บนนั้น จะสบายดีหรือไม่" หลิวฟางเซียนตอบพลางยกมือเรียวขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาลวกๆ
"ท่านแม่ย่อมสบายดี หากมองลงมาแล้วเห็นเซียนเอ๋อร์มีความสุข แข็งแรงปลอดภัย" หลิวเฟิงเหลียนบอกน้องสาว มือหนาลูบเรือนผมนุ่มสลวยของนางอย่างเอ็นดู
"เซียนเอ๋อร์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะไม่ทำให้คนที่รักข้าเป็นห่วงอีก ท่านพี่วางใจเถิดนะเจ้าคะ"หลิวฟางเซียนยิ้มหวานจนตาหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
"เซียนเอ๋อร์ของพี่ช่างรู้ความนัก เอาล่ะ ไปนอนได้แล้วเจ้าเทพธิดาน้อยขี้อ้อน ประเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ เป็นหมอห้ามป่วยเสียเองรู้หรือไม่" ครั้งนี้หลิวเฟิงเหลียนเปลี่ยนจากลูบเรือนผมอย่างเอ็นดูเป็นดึงแก้มนิ่มของดรุณีน้อยอย่างมันเขี้ยวแทน
"รู้แล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่ของข้านับวันช่างบ่นเก่งกว่าท่านพ่อเสียอีก" คนถูกดึงแก้มเอ่ยเย้า ผู้เป็นพี่ชายที่เห็นว่าน้องสาวของเขามิได้จมอยู่กับความโศกเศร้าก็รู้สึกวางใจ
