บทที่ 14 14
ทว่านั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของปรินทร์ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่พูดในสิ่งที่เห็นด้วยกับหญิงสาว
“ในฐานะที่คุณเป็นพี่สาว บอกหน่อยได้ไหมว่าเจ้าหนี้อย่างผมควรจัดการยังไง?”
“แล้วแต่คุณจะจัดการเลยค่ะ” ลำพังแค่ทำงานตัวเองในแต่ละวันวนิษาก็ปวดหัวมากพออยู่แล้ว “เรื่องนี้มีนขอไม่ยุ่ง คงไม่เหมารวมว่าเป็นพี่น้องต้องชดใช้แทนกันใช่ไหมคะ”
ไม่รู้หรอกว่าปรินทร์ต้องการอะไรจากเธอ ถึงได้ดึงเรื่องนี้ขึ้นมาพูด การกระทำของวศพลมันอยู่นอกเหนือกำลังที่เธอจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ เก่งแต่สร้างเรื่องไม่รู้จบทำให้มารดากินไม่ได้นอนไม่หลับ
วนิษายอมรับว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ที่มารดา เกินครึ่งในเรื่องที่ท่านเอ่ยปากขอร้องลูกสาวอย่างเธอก็ไม่เคยพ้นเรื่องของน้องชายกับพ่อ
คนอย่างวศพลควรโดนดัดสันดานแรงๆ สักครั้งจะได้เข็ดหลาบ
“ไม่อยู่แล้ว” ชายหนุ่มไหวไหล่มุมปากหยัดโค้งขึ้น
“ผมแค่หาเรื่องคุยกับคุณ”
“คุณปรินทร์คงไม่ได้มีความคิดที่จะดึงไม้มาต่อรองกับมีนเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการใช่ไหมคะ”
คนตัวโตครางในลำคอเมื่อโดนดักทางเอาไว้ นัยน์ตาคมพราวระยับอะดรีนาลินในกายพลุ่งพล่านเมื่อเจอเรื่องที่น่าตื่นเต้น
ปรินทร์ชอบผู้หญิงรู้ทัน!
“แล้วถ้าผมตั้งใจทำแบบนั้นคุณจะว่ายังไง?”
“เราไม่ใช่พี่น้องประเภทที่รักกันอย่างที่คุณปรินทร์เข้าใจหรอกค่ะ” ก็แค่เป็นพี่น้องเพราะสายเลือดที่เกิดจากพ่อแม่คนเดียวกันก็เท่านั้น ความสัมพันธ์เข้าขั้นแย่ถึงขั้นติดลบด้วยซ้ำ
“แต่การที่คุณมาที่นี่ก็เพราะน้องชายไม่ใช่หรือไง”
“กำลังหลอกถามข้อมูลกันอยู่เหรอคะ”
“เวลาสนใจใคร ผมย่อมอยากรู้ข้อมูลอีกฝ่ายเป็นเรื่องปกติ”
ปรินทร์เป็นผู้ชายแบบไหนกันถึงได้พูดเรื่องพวกนี้หน้าตาเฉย หากเป็นเวลาปกติวนิษาคงมีอาการเขินอายบ้างที่โดนหว่านคำหวานซึ่งหน้า แต่เพราะวันนี้เธอเจอแต่เรื่องชวนปวดหัวเลยตายด้านไปชั่วขณะ
“นี่ก็ดึกมากแล้ว มีนอยากกลับบ้าน ขอกุญแจรถคืนด้วยค่ะ” วนิษาย้ำชัดเสียงหนักแน่นแต่อีกฝ่ายไม่คิดสนใจสักนิด แถมยังหันมาบอกกับเธอหน้าตาเฉย
“ผมกำลังจะกลับบ้านเหมือนกัน”
“มีนต้องการขับ ‘รถตัวเอง’ กลับ ‘คนเดียว’ ค่ะ”
ไม่รู้ว่าปรินทร์หมายความว่าอะไร แต่เธอขอดักทางเอาไว้ก่อน
“ไปสิ”
นอกจากเขาจะไม่คืนกุญแจรถให้เธอแล้วยังเดินนำหน้าไปก่อน คงรู้ว่ายังไงเธอก็ต้องเดินตามไปอยู่ดี
มีคนเคยบอกบ้างหรือเปล่าว่าปรินทร์จัดอยู่ในคนประเภทที่กวนประสาทได้หน้ามึนที่สุด ถ้าเธอบีบคอผู้ชายคนนี้ได้เธอทำไปแล้ว!
ออกมาก็เจอกับคุณชาลียืนรออยู่ที่รถของเธอแค่คนเดียว ชายหนุ่มค้อมศีรษะลงเล็กน้อยคล้ายกับจะขอโทษกันทางอ้อม จะว่าไปเธอก็ฉุนเขาอยู่ไม่น้อย
“ผมจำเป็นต้องรายงานนายทุกเรื่องครับคุณมีน” ราวกับชาลีล่วงรู้ความคิดของเธอถึงได้ชิงขอโทษกันก่อน
“ช่างเถอะค่ะ มีนพอจะเข้าใจ” เพราะคนจ่ายเงินเดือนคุณชาลีคือปรินทร์ หาใช่เธอสักหน่อย ยังไงก็คงต้องทำตามคำสั่งเจ้านายอยู่แล้ว
“กุญแจรถครับ”
“ขอบคุณค่ะ” คว้ามันมาไว้ในมือแล้วเอ่ยขอบคุณทีหลัง จากนั้นก็รีบพาตัวเองเข้าไปนั่งในรถพร้อมทั้งล็อกประตูเสร็จสรรพ หวังว่าต่อจากนี้ไปคงไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องเจอกันอีก
ภาวนายังไม่ทันจบเสียงเคาะกระจกกลับดังขึ้น เป็นปรินทร์อีกแล้ว!
วนิษายอมลดกระจกลงเล็กน้อย อาจเพราะปรินทร์ตัวสูงเกินไปเขาจึงต้องโน้มหน้าลงมาตรงช่องว่าง ทำให้ระยะสายตาของเราอยู่ในตำแหน่งเดียวกันพอดี
“มีอะไรอีกเหรอคะ”
แม้จะมีกระจกกั้นอยู่แต่เธอกลับคิดว่าตอนนี้อยู่ใกล้เกินไป
“ผมรู้ว่าคุณอยากรีบกลับบ้าน” ท่าทีเขาดูจริงจังกว่าก่อนหน้านี้พอประมาณ “แต่ขับดีๆ อย่าขับเร็ว”
หญิงสาวทำเพียงพยักหน้ารับไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป เพิ่งเห็นว่าหลังจากที่คุยกับเธอเสร็จเขาเดินไปขึ้นรถที่จอดอยู่ด้านหลังซึ่งมีชาลีเป็นคนขับ
แปลว่าไม่ได้พูดเล่นสินะ เรื่องที่ว่าจะกลับบ้านเหมือนกัน
วนิษาเลิกคิดเรื่องของผู้ชายคนนั้น ตอนนี้สิ่งที่เธอควรทำคือมีสมาธิและจดจ่ออยู่กับการขับรถกลับบ้านเท่านั้น ซึ่งขับออกมาได้สักพักใหญ่กลับต้องมุ่นหัวคิ้วไม่เลิก
ปรินทร์บอกว่าจะกลับบ้านเหมือนกัน เธอก็ไม่คิดว่าเขาจะใช้เส้นทางเดียวกับตัวเอง ซึ่งเรื่องใช้ถนนเส้นเดียวกันมันไม่ผิดหรอก
แต่หลายครั้งที่เธอผ่อนจังหวะลงเพื่อให้คุณชาลีขับแซงขึ้นไป แต่เขากลับเอาแต่ขับต่อท้ายเธออยู่อย่างนั้น
กระทั่งขับเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน เขาถึงได้ขับแยกไปตามทางของตัวเองในที่สุด
กว่าจะถึงห้องเรี่ยวแรงของวนิษาก็แทบหมด ยังดีที่วศพลมีความเป็นคนเหลืออยู่บ้างแม้จะน้อยนิดก็ตาม น้องชายส่งข้อความมาบอกเธอว่าโทรคุยกับแม่เรียบร้อยแล้ว
นาทีนี้ห้วงความคิดของเธอมีแต่สิ่งรุมเร้าเต็มไปหมด
“ไม่รู้แล้ว...ขอนอนก่อนแล้วกัน”
ตัดสินใจโยนเรื่องพวกนั้นทิ้งไว้ข้างหลังแบบไม่ไยดี ก่อนที่จะจมไปกับความฝันที่เปิดประตูรอให้เธอเข้าไปโลดแล่นบนก้อนเมฆอันนุ่มฟู
