บทที่ 2 2
จำได้ว่าน้ำเสียงของปรินทร์ติดจะตำหนิอยู่หน่อยๆ จะให้พูดยังไงว่านาทีนั้นมันก็เคลิ้มๆ ลอยตามไปกับคลื่นพิศวาส รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขาดันตัวเองเข้ามานั่นแหละ
“อืออะไร” เมวิกายื่นหน้าถาม “แล้วไงต่อ”
“ก็ไม่ยังไง” เรื่องแบบนี้ต่อให้สนิทกันแค่ไหน แต่จะให้เล่าทุกอิริยาบถมันก็เขินๆ หน่อยหรือเปล่า “รีบชิ่งออกมาเลยนี่ไง”
“เอ้า” ผู้จัดการสาวเอนหลังทิ้งตัวไปกับพนักเก้าอี้ แต่พอสมองเริ่มประมวลผลตามคำพูดนั้นก็ได้แต่ขำ
“แบบนี้เข้าข่ายฟันแล้วทิ้งเลยเปล่าวะ”
“บ้า!” วนิษาตวาดเพื่อนไม่ดังนัก ดวงตาเรียวรีหันมองรอบๆ แล้วถอนหายใจ โชคดีที่เพื่อนเลือกโต๊ะที่อยู่โซนนอกเลยไม่มีคนเท่าไร
“ทำไมถึงเลือกคุณปรินทร์”
เมวิกามองว่าการที่ผู้หญิงอย่างเราอยากจะมีเซ็กซ์กับใครสักคนมันไม่ใช่เรื่องที่ผิดหากมันเกิดจากการยินยอมของทั้งสองฝ่าย
แน่นอนว่าต้องปลอดพันธะทั้งคู่ ซึ่งในกรณีของวนิษานั้นเจ้าตัวเพิ่งเลิกรากับคนรัก ส่วนปรินทร์นั้นรู้มาว่าเขาไม่คิดลงเอยกับใครอยู่แล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...
“เสือตัวพ่อเลยนะ”
“ก็เพราะเสือน่ะสิ”
ถึงจะไม่ค่อยได้สุงสิงแวดวงไฮโซเท่าไรนัก แต่วนิษาก็พอจะได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของฝ่ายนั้นอยู่บ้าง เรียกได้ว่าปรินทร์ครบสูตรตำรับผู้ชายที่สาวๆ สามารถเทใจให้โดยไม่ยาก
“จะได้จบง่ายๆ ไง”
วนิษาไม่เคยมีประสบการณ์กับเรื่องอย่างว่ามาก่อน และเธอก็ไม่คิดอยากจะมีแฟนอีก วางแพลนไว้ว่าอยากครองตัวเป็นโสดเพราะไม่อยากผูกพันหรือทุ่มเทความรักให้กับใครอีกแล้ว
แต่ในขณะเดียวกันเธอก็อยากลองมีเซ็กซ์ แล้วผู้ชายคนนั้นก็ต้องเป็นคนที่มีจุดประสงค์เดียวกับเธอก็คือ ‘ไม่คิดสานต่อ’ ครั้นจะลองซื้อกินก็กลัวความปลอดภัย
วนิษาเพิ่งเลิกกับคนรักที่คบหากันมานานถึงสี่ปีหลังจากรู้ความจริงว่าเขาไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว วาทิตแอบคบกับผู้หญิงคนอื่นหนำซ้ำยังคบกันมาเป็นปีๆ
เพื่อนพยายามปลอบโยนพร้อมกับบอกว่าบนโลกใบนี้ยังมีผู้ชายอีกมากมาย ตอนนั้นเธอถึงคิดได้ว่าไม่ควรจมปลักกับอะไรที่ทำให้ชีวิตเรามีแต่แย่ลง
เธออยากมูฟออนให้ไวที่สุด
หากอยู่ในสภาพเดิมๆ มีแต่จะจมปลักกับความเศร้า เพราะงั้นเลยหอบเอาความเจ็บช้ำขับรถมาถึงชลบุรี คิดว่าธรรมชาติคงช่วยบำบัดจิตใจได้
ปรินทร์เข้ามาแนะนำตัวตอนที่เธอนั่งดื่มเงียบๆ บน rooftop ของโรงแรม อันที่จริงเธอเคยเห็นผู้ชายคนนี้อยู่สองสามครั้งตามงานเปิดตัวสินค้าต่างๆ กิตติศัพท์ของชายหนุ่มเธอพอได้ยินอยู่บ้าง
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาวนิษาคิดว่าตัวเองเป็นคนรักที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างน้อยๆ ก็ไม่เคยว่อกแว่กหรือแอบมองชายอื่นเลยสักครั้ง ใครเข้ามาก็ปฏิเสธกลับไปอย่างแน่วแน่เพราะคิดว่าความซื่อสัตย์คือสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันช่างน่าขันสิ้นดี
เพราะแบบนั้น...
‘เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีไหมคะ’
one night stand ที่เธอตั้งใจให้มันเกิดขึ้น มองให้เป็นประสบการณ์ไปแล้วกัน ตายไปจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดาย อีกอย่างไม่ให้มีตอนนี้จะให้มีตอนแก่ก็คงไม่ไหว
“แล้วแซ่บปะ” น้ำเสียงระริกระรี้ของเพื่อนดึงสติวนิษากลับสู่ปัจจุบัน
แซ่บหรือเปล่าเหรอ...ก็คงพอตัวมั้ง ถ้าตัดเรื่องความเจ็บออกไป
“ไม่ต้องมาหลอกถาม ฉันไม่ใช่พวกกินในที่ลับไขในที่แจ้ง” ของพวกนี้รู้กันแค่สองคนก็พอแล้ว เขาคงไม่ชอบเท่าไรถ้ารู้ว่าคู่นอนเอาเรื่องนั้นไปพูดต่อกับคนอื่น ถ้าเธอโดนก็คงไม่ยินดีเหมือนกัน
“ติดใจปะ”
“ก็...ไม่นะ” วนิษากระแอมไอทั้งที่หน้าเริ่มร้อนผ่าวเมื่อภาพเมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในหัว
“ไม่ได้ติดใจอะไรขนาดนั้น”
“อา...” เมวิกาครางเสียงแผ่ว “สรุปไม่แซ่บ”
“ไม่ใช่โว้ย!” คนตอบโวยวายเล็กน้อย
“อะแซ่บ”
“พอ! พักๆ เลิกถาม” อินฟลูฯ สาวกลอกตาเป็นวงกลม นึกอยากโน้มตัวไปบีบคอให้มันหยุดพูดเสียที
“ไม่คุยด้วยแล้ว ห้องน้ำไปทางไหนอะ ลืมล้างมือ”
“น่าจะข้างหลังนะ” เมวิกาบุ้ยปากไปด้านหลังเพื่อน “มีป้ายบอกอยู่นั่นไง”
“เออ งั้นเดี๋ยวมา” อย่างน้อยจะได้เบรกเรื่องใต้สะดือ
แต่จังหวะที่วนิษาลุกขึ้นเพื่อจะไปเข้าห้องน้ำปลายเท้ากลับต้องหยุดชะงัก เพราะจู่ๆ ก็มีคนเดินตัดหน้าและดูเหมือนจะลุกมาจากข้างหลัง
“ขอโทษครับ”
ชายหนุ่มค้อมศีรษะลงเล็กน้อยคล้ายรู้ตัวว่าทำให้วนิษาตกใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกไปพร้อมกับแก้วกาแฟในมือ
วนิษากับเมวิกามองหน้ากันตาปริบๆ เพิ่งสังเกตว่าด้านหลังต้นไม้มีโต๊ะเล็กๆ ตั้งอยู่อีกที่ การที่ผู้ชายคนนั้นเดินมาจากทางนี้เท่ากับว่าเขานั่งอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วใช่ไหม
“ก็ว่ามองดูดีแล้วนะ ไม่รู้ว่าตรงนั้นมีอีกโต๊ะ”
เพื่อนสนิทมีสีหน้าเหลอเล็กน้อย
“ช่างเถอะ ไปห้องน้ำก่อนนะ”
“เออๆ รีบมา” ผู้จัดการสาวพยักหน้าส่ง ตาก็มองตามแผ่นหลังผู้ชายคนนั้นที่เพิ่งผลักประตูออกจากร้าน หัวคิ้วย่นเข้าหากันรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา
เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน...
