บทที่ 5 5
ถึงเราจะพูดตามความจริงก็เถอะ แต่โลกมันไม่ได้ใจดีกับเรานักหรอก จะพูดหรือทำอะไรแต่ละครั้งเลยต้องคิดให้มากๆ หากล้มลงไปแล้วกว่าจะลุกกลับขึ้นมานั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย
วนิษาค่อยๆ ดื่มด่ำกับบรรยากาศรวมถึงเครื่องดื่มแบบไม่รีบร้อน หญิงสาวตั้งปณิธานกับตัวเองว่าห้ามเมาอีกเป็นอันขาด!
‘เชื่อผมสิ...คืนนี้จะเป็นคืนที่วิเศษสำหรับเรา’
ริมฝีปากสวยได้รูปเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อหวนนึกถึง ‘คืนนั้น’ มันไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ใช่ความทรงจำที่น่าจดจำเท่าไรนัก มันคือความขาดสติของตัวเองที่นึกอยากประชดชีวิตแย่ๆ ก็เท่านั้น
ตื่นมาอีกทีพร้อมกับสติที่เคลื่อนตัวกลับมา แม้จะยังไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แต่นาทีนั้นวนิษาก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เธอรีบพาตัวเองออกจากสถานที่นั้นทันที
ปล่อยให้มันเป็นแค่เครื่องเตือนใจตัวเองก็พอ
“ขอ Margarita แก้วหนึ่งค่ะ” เสียงของเกศราดึงให้คนที่ตกอยู่ในภวังค์กลับสู่สถานการณ์จริง
“มาไวจัง พักยกหรือไง” วนิษาเงยหน้าขึ้นถามก่อนลากสายตาไปยังมุมที่รุ่นน้องเดินจากมา ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำดูเหมือนกลุ่มที่รวมตัวกันเต้นในตอนแรกนั้นเริ่มบางตาลงบ้างแล้ว
“หนูกลัวเจ๊มีนเหงาไง แวบมานั่งเป็นเพื่อนก่อน” สาวน้อยรับเครื่องดื่มจากบาร์เทนเดอร์จากนั้นถึงหันมาสนใจพี่สาวตัวเอง
“อะไร” อยู่ๆ ก็มานั่งจ้องหน้ากันเสียอย่างนั้น
“เจ๊โอเคแล้วใช่เปล่า” คนอายุน้อยกว่าถามไถ่ด้วยความห่วงใย ซึ่งคนฟังรู้ว่าน้องกำลังหมายถึงเรื่องอะไร
“ให้เวลาตัวเองเศร้าแค่อาทิตย์แรกก็พอ” วนิษายิ้มเยาะเมื่อนึกถึงใบหน้าของอดีตคนรัก “เสียดายน้ำตา”
“ได้ยินงี้หนูก็เบาใจ” น้ำเสียงนั้นดูเบาใจขึ้นอย่างที่ว่ามาจริงๆ แต่อีกไม่กี่วินาทีต่อมายัยตัวดีก็ทำหน้ากรุ้มกริ่มแถมยังยิ้มแบบมีเลศนัย “เดี๋ยวหาผู้ใหม่ให้”
“อย่าแม้แต่จะคิด” หญิงสาวรีบดักทางเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำจริงๆ เพราะงั้นจึงต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“แล้วเอาไงต่อ จะกลับเลยไหม?”
เกศรารีบคว้าแก้วตรงหน้ากระดกลงคอรวดเดียว ก่อนหันมาส่งยิ้มหวานแล้วรีบพูด “ขอต่ออีกสักชั่วโมงนะ”
ส่วนคนชวนกลับได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งรอสาวรุ่นน้องต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงอย่างที่เจ้าตัวขอเอาไว้
เธอละอยากจะหยุมหัวยัยเกรซนัก!
ชั่วโมงเดียวไม่มีอยู่จริง แถมก่อนหน้านี้วิ่งตาตั้งมาหาเธอพร้อมกับพนมมือขึ้นกลางอกค้างไว้อยู่อย่างนั้น วนิษาเห็นแล้วก็เริ่มจะเดาทิศทางออก
‘เจ๊จ๋า หนูขอโทษนะ อยู่ๆ พี่บีมจะตามมาสมทบแล้วก็อาจจะรอรับกลับด้วยเลย’
‘ก็คือไม่ต้องให้พี่รอเราแล้วถูกไหม’
‘เจ๊โกรธไหมอะ เอาไงดี เดี๋ยวเกรซโทรบอกพี่บีมไม่ต้องมาดีกว่า’
‘ไม่เป็นไร ไม่ได้โกรธ’
วนิษาเข้าใจว่าเจ้าตัวกำลังสนุก อีกอย่างในเมื่อแฟนของเกศราจะตามมาเธอก็เบาใจ อย่างน้อยถ้ายัยเด็กแสบเมาก็ยังมีคนพากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
“เฮ้อ...”
ดูเหมือนคืนนี้จะไม่ใช่คืนที่ดีของเธอเท่าไรนัก ดวงตาเรียวรีมองเครื่องดื่มตรงหน้าตั้งใจว่าหมดแก้วนี้คงได้เวลากลับ
“Gin Tonic ครับ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือเมื่อบาร์เทนเดอร์เลื่อนแก้วค็อกเทลมาเสิร์ฟตรงหน้า คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ริมฝีปากจะผุดรอยยิ้มแล้วเอ่ย
“ไม่ได้สั่งค่ะ” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอปฏิเสธการรับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า ความหมายของมันตายตัวอยู่แล้วว่าคนที่สั่งมาให้นั้น ‘ต้องการ’ อะไร
“ของผมเองครับ”
วนิษาหันข้างเมื่อมีคนแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของเครื่องดื่มนั้น ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อนแต่ก็นึกไม่ออก
“ผมชาลี เป็นคนของคุณปรินทร์ครับ” แนะนำตัวเสร็จคุณชาลีค้อมศีรษะลงเล็กน้อย และมันก็ทำให้วนิษาถึงกับคอตั้งขึ้นทันใด
“ค่ะ...คุณชาลีมีธุระอะไรเหรอคะ” คิดว่าการปรากฏตัวของลูกน้องนักธุรกิจหนุ่มคงไม่ใช่ความบังเอิญ จึงเอ่ยปากถามตรงประเด็นกับเขา
วนิษาไม่อยากเป็นจุดที่สนใจเท่าไร รีบคุยรีบจบน่าจะดีกว่า อีกอย่างตอนนี้เธออยากกลับห้องไปพักผ่อนเต็มทน
“นายอยากคุยกับคุณมีนครับ” ผู้ชายร่างสูงใหญ่ตรงหน้าบอกกันอย่างตรงไปตรงมา
“ถ้าคุณมีนสะดวก อีกครึ่งชั่วโมงลงไปเจอที่…”
คำว่า ‘คุย’ นั่นน่ะ คงไม่พ้นต้องการนอนคุยบนเตียงมากกว่า
“มีนไม่สะดวกค่ะ” แน่นอนว่าเธอปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก เพิ่งรู้ว่าปรินทร์มาร่วมงานนี้ด้วย และถ้าเธอรู้มาก่อนก็คงหาทางลากเกศรากลับตั้งแต่งานจบ ไม่อยู่ยาวจนถึง After party แน่นอน
คืนนั้นถือว่ามันเป็นความผิดพลาดของตัวเอง เพราะงั้นผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป อีกอย่างเธอไม่ได้นึกอยากจะสานสัมพันธ์ใดๆ กับชายหนุ่ม
“อ่า...พอจะบอกได้ไหมครับว่าสะดวกช่วงไหน” คุณชาลีคงไม่คิดว่าจะโดนปัดตก แต่ก็ยังดั้นด้นทู่ซี้ ไม่รู้ว่าทำไปเพื่อเอาใจเจ้านายหรือเปล่า
“ไม่สะดวกสักช่วงเลยค่ะ” วนิษาฝืนยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย ตัดสินใจตัดบทในที่สุด “ขอตัวก่อนนะคะ”
