บทที่ 7 7

“พวกนั้นแอบตามคุณมีน” ส่วนคุณชาลีที่ยืนเยื้องๆ กับเจ้านายตัวเองรีบอธิบายเจตนาที่ดูเหมือนจะประสงค์ดี และ ‘พวกนั้น’ ที่เขาว่าก็ไม่พ้นสองคนนั้นที่เธอเพิ่งมีประเด็นด้วย

“ท่าทางไม่ค่อยน่าไว้ใจ นายเลยตามมาดูน่ะครับ”

จะบอกว่าวาทิตแอบตามมาก็คงไม่ถูกนัก เหมือนเขาพยายามห้ามปรามผู้หญิงคนนั้นมากกว่า ซึ่งตอนนี้เหมือนจะลากแฟนสาวของตัวเองกลับไปได้แล้วกระมัง

วนิษาลอบผ่อนลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย สลัดคู่นั้นได้แล้วก็เหลือแต่สองคนตรงหน้า

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แต่ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ” ถ้อยคำขอบคุณของวนิษายังเผื่อแผ่ไปยังปรินทร์ที่จงใจมองกันอย่างไม่ปิดบัง

“ผมอยากคุยกับคุณ” เขาเอ่ยขึ้นราวกับอ่านสายตาออกว่าหญิงสาวกำลังจะตัดบท

“คิดว่าคุณชาลีคงบอกเรื่องนั้นให้คุณปรินทร์ทราบแล้ว”

รวมถึงท่าทีที่เธอแสดงออกนั้นก็คิดว่าน่าจะชัดเจนมากพอ อีกอย่างปรินทร์เป็นนักธุรกิจต่อให้มองกันแค่แวบเดียวก็น่าจะอ่านท่าทีของเธอออก

“ไม่นะ”

วนิษาถึงกับหน้าตึงเมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธกันด้วยท่าทางยียวน ดวงตากลมย้ายมองลูกน้องคู่ใจของเขากลับพบว่าคุณชาลีค่อยๆ ปลีกตัวออกไปอย่างกับนกรู้ ช่างเป็นลูกน้องที่ดีเหลือเกิน!

“มันจะไม่เกิดขึ้นอีก” เธอปฏิเสธอีกครั้งด้วยเสียงหนักแน่นโดยไม่ต้องฉุกคิด “เพราะงั้นล้มเลิกการดีลได้เลยค่ะ”

ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าเมื่อเห็นมุมปากหยักหยัดยิ้มคล้ายชอบใจ ถ้ารู้มาก่อนว่าปรินทร์ร่วมงานนี้ด้วย เธอจะไม่ตามใจเกศรายอมอยู่ถึง After party แน่นอน

“เราเข้ากันได้ดี คุณไม่คิดงั้นเหรอ”

สิ่งที่ได้ยินทำเอาวนิษาหลุดหัวเราะ การกระทำของเธอส่งผลให้เจ้าของร่างสูงเลิกคิ้ว ราวกับมีตัวหนังสือวิ่งอยู่ประมาณว่า ‘คุณขำอะไร’

“แค่คืนเดียว เอาอะไรมาตัดสินคะ” การหยิบเรื่องเซ็กซ์ขึ้นมาคุยอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา แต่กับเธอนั้นมันค่อนข้างกระอักกระอ่วนพอตัว “คุณวัดความเข้ากันได้ดีจากเยื่อพรหมจรรย์ของผู้หญิงหรือไง”

ใช่...คืนนั้นคือครั้งแรกของเธอ แล้วแบบนี้จะเอาอะไรมาเข้ากันได้ดี ในเมื่อเธอทำอะไรไม่เป็นสักอย่างเพราะไม่มีประสบการณ์อะไรเลย

“ไม่ใช่อยู่แล้ว” ปรินทร์ยกยิ้ม สมัยนี้แล้วไม่มีใครยกเรื่องพรหมจรรย์มาเป็นตัววัดอะไรหรอก แต่ที่เจ้าตัวพูดแบบนั้นเป็นเพราะตั้งใจแซะเขามากกว่า “ที่คุณปฏิเสธแบบไม่ฉุกคิดแบบนี้ หรือเพราะคืนนั้นผมรุนแรงกับคุณเกินไป?”

“คุณปรินทร์!” วนิษาแทบอยากกระโจนเข้าไปปิดปากคนไม่มีหูรูด โชคดีที่อย่างน้อยบริเวณนี้ไม่มีใครเดินผ่านไปมาเท่าไร แต่มันใช่เรื่องที่ควรเอามาพูดกันโต้งๆ ในที่สาธารณะหรือไง

“คุณตื๊อผู้หญิงแบบนี้ทุกคนที่ถูกใจเลยหรือเปล่า”

เห็นทีอาจจะต้องคุยให้เข้าใจ มองว่าผู้ชายอย่างปรินทร์แค่กำลังนึกสนุกเท่านั้น เซ็กซ์ที่เกิดขึ้นนั้นคือความพอใจของทั้งสองฝ่ายก็จริง

แต่เธอตั้งมั่นแล้วว่าไม่อยากผูกพันกับใครอีก

อีกอย่างหัวใจเธอไม่ได้แข็งแรงเหมือนสายรักสนุก เผลอๆ เดี๋ยวหลวมตัวมีใจให้คู่นอนอย่างเขามันจะเป็นเรื่องใหญ่เข้าไปอีก ถึงเธอไม่ใช่คนรักใครง่ายก็จริง แต่ถ้าใกล้ชิดกันบ่อยครั้งมันก็คงมีเผลอใจบ้าง

“ก็ไม่” ปรินทร์เลียริมฝีปากก่อนหัวเราะในลำคอพลางส่ายหน้า “ถูกใจคุณเป็นคนแรก”

“ขอโทษที่ไม่ใช่คนคล้อยตามกับคำหวานนะคะ แล้วก็ยืนยันอีกรอบว่าไม่คิดสานต่อค่ะ” บอกตามตรงว่าปรินทร์ไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่เข้าหาเธอด้วยจุดประสงค์พวกนี้

จะต่างก็ตรงที่คืนนั้นเธอตัดสินใจตกลงที่จะไปกับเขา จะด้วยความขาดสติหรืออยากประชดชีวิตก็ช่างแต่ตอนนี้เธออยากจบ

“ที่จริงมันคืออารมณ์ชั่ววูบของมีนเอง” วนิษาเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าบอกชัดถ้อยชัดคำ

“ให้มันจบแค่คืนนั้นแล้วกันนะคะ”

ยังไงคนอย่างปรินทร์คงหาผู้หญิงคนใหม่ได้ไม่ยาก แล้วเขาก็คงไม่ทนกับคนที่ตอบปัดถึงสองครั้งสองครา

“อะไรคะ”

“นามบัตรผม” เจ้าของร่างสูงขยิบตาให้กันอย่างน่าหมั่นไส้ “เผื่อคุณเปลี่ยนใจ”

เธอตัดสินใจรับนามบัตรนั้นมาจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว ซึ่งหลังจากนั้นปรินทร์ก็ยอมล่าถอยไปง่ายๆ จนแอบรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล

จะบอกว่าระแวงก็คงไม่แปลกนัก

โอเค...วนิษายอมรับว่าคนอย่างปรินทร์มีหน้าตาและคารมเป็นอาวุธ แน่นอนว่าสิ่งพวกนั้นล้วนเป็นความอันตรายที่เธอควรหลีกหนีให้ไวที่สุด 

ไอ้สายตาแพรวพราวของชายหนุ่มมันน่าไว้ใจเสียที่ไหนกัน

วนิษาเชื่อว่าคนอย่างปรินทร์มีคนเข้าหามากมาย คงไม่ใช่เรื่องยากหากเขาคิดจะจีบหรือดีลกับผู้หญิงสักคนที่ใจตรงกัน

แต่การที่เขากลับมายัดเยียดข้อเสนอพวกนั้นให้กับเธอ อาจจะเพราะแค่กำลังสนุก ตื่นเต้น หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเธอไม่คิดจะพาตัวเองไปเป็น ‘ของเล่น’ ของใครเด็ดขาด

เพราะงั้นนามบัตรที่อยู่ในมือจึงไม่ต่างอะไรจากเศษกระดาษ...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป