บทที่ 4 ตกหลุมรัก

“เฮือก” นรินดากลับมาหายใจอีกครั้ง แล้วลืมตาปรือออกมาแบบเบลอๆ ก็เห็นหน้าคนตรงหน้าไม่ชัดเจน ก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง  ปากรณ์ก็จับดูชีพจรของเด็กคนนี้อีกครั้งแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเธอกลับมาหายใจอีกครั้งแล้ว

“เธอกลับมาหายใจแล้ว” ปากรณ์พูดบอกไปแล้วก็ยิ้มออกมา เพราะเด็กคนนี้ถือว่าเป็นคนแรกที่เขาได้ช่วยชีวิตแบบจริงจัง เขาไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นเหตุการณ์ที่ท้าทายแบบนี้ ต่อไปเข้าต้องจริงจังกับการเรียนให้มากขึ้น เพื่อที่จะเอาไปช่วยคนอื่นๆให้ได้มากกว่านี้

“ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ อ่อ สีของน้องเขาติดที่หน้าแล้วก็ปากของคุณด้วย” ธีรภัทรพูดบอกไปอย่างขอบคุณกับหนุ่มแปลกหน้าที่มีน้ำใจมาช่วยแบบนี้ ก่อนจะมองรุ่นน้องสาวที่นอนหมดสติอยู่อย่างห่วงๆ

“อ่อ ผมไม่เป็นไร รถพยาบาลมาแล้ว คุณตามน้องเขาไปกับผมก็แล้วกัน เพราะผมต้องไปแจ้งอาการของน้องเขา” ปากรณ์เอ่ยบอกไปก็เอามือมาเช็ดปากของตัวเองที่ผายปอดเด็กคนนี้จนเลอะสีจากเธอมาด้วย นี่เขามาเสียจูบแรกเพื่อช่วยชีวิตเด็กคนนี้เหรอนี่ น่าขำจริงๆเลย

จากนั้นปากรณ์ก็ขึ้นรถพยาบาลไปพร้อมกับทั้งสองคน เพราะเขาต้องไปบอกอาการของเด็กคนนี้กับหมอ เพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด

พอถึงโรงพยาบาลปากรณ์ก็แจ้งอาการของเด็กสาวให้กับหมอเจ้าของไข้ เพราะพวกเขาพาเธอมาส่งโรงพยาบาลในมหาลัยที่พวกเขาเรียนอยู่ จากนั้นปากรณ์ก็ขอตัวกลับบ้าน เพราะหมดหน้าที่ของเขาแล้ว

“ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ช่วยน้องเขาไว้ ถ้าไม่ได้คุณน้องเขาคงจะแย่ ” ธีรภัทรพูดบอกไปก้ยิ้มให้กับหนุ่มตรงหน้า แล้วส่งมือไปจับอย่างขอบคุณ

“ด้วยความยินดีครับ ผมทำตามหน้าที่ของหมอ ยังไงก็ดูแลเธอด้วยนะครับ ผมขอตัวก่อน” ปากรณ์จับมือกับชายตรงหน้า แล้วเขาก็เดินออกมาทันที ก่อนจะกลับไปเอารถที่จอดทิ้งไว้หน้าร้านผลไม้ปั่น แล้วก็เดินทางกลับไปพักที่คอนโดของตัวเอง พร้อมกับคิดในใจถึงเด็กผู้หญิงที่เขาได้ช่วยชีวิตไปอย่างภูมิใจ

พอตกดึกนรินดาก็ฟื้นสติขึ้นมาด้วยความเจ็บ เพราะหัวเธอโนบวมออกมาแบบใหญ่มา แถมที่ขาก็ยังแสบมากๆอีกด้วย เธอจึงขยับตัวแล้วร้องออกมาเสียงดัง

“โอ๊ย ซี๊ด” นรินดาร้องไปก็ทำหน้าทำตาเจ็บปวดกับหัวของตัวเอง จนต้องเอามือมาคลำดู ก็พบว่ามันมีผ้าปิดแผลปิดอยู่

“ร้องซะดังเลย พี่ก็นึกว่าเราจะเป็นอะไรซะอีก เป็นไงบ้าง เจ็บหัวมากไหม เดี๋ยวพี่เรียกหมอให้มาตรวจนะ” ธีรภัทรที่นั่งเฝ้าอยู่ก็ลุกขึ้นมาเอ่ยถามเธอออกไปทันที  ก่อนจะกดปุ่มเรียกหมอให้มาดูอาการของหญิงสาว

“พี่ธาม อือ ก็ยังเจ็บอยู่ค่ะ พี่ช่วยไวน์ไว้ ขอบคุณนะคะ” นรินดาพูดไปอย่างขอบคุณ ก่อนจะยกมือไหว้แต่ไปด้วยความยากลำบาก

“ไม่ต้องมาขอบคุณพี่หรอก ไม่ได้มีแค่พี่คนเดียวที่ช่วยไวน์น่ะ หลายๆคนเขาก็ช่วย ที่จริงพี่จะโทรไปหาญาติไวน์แล้วแต่โทรศัพท์ไวน์มันล็อกรหัสไว้ พี่ก็เลยเฝ้าอยู่ที่นี่ แต่ตอนที่แม่ไวน์โทรมาพี่ก็ถือวิสาสะรับสายให้แล้ว แล้วบอกท่านไปแล้วนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวท่านก็คงจะมาถึงกรุงเทพกันแล้วมั้ง” ธีรภัทรพูดบอกไปแล้วก็ยิ้ม เพราะเกิดเรื่องแบบนี้ จะไม่ให้ที่บ้านรู้ก็ไม่ใช่ เขาจึงเสียมารยาทรับสายแล้วบอกแม่ของนรินดาไป

“ไม่เป็นไรค่ะ ไวน์ต้องขอบคุณพี่มากกว่า” นรินดาพูดไปก็ยิ้มแล้วมองพี่รหัสขอตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้ผู้ชายกระล่อนๆแบบนี้จะห่วงใยแล้วเฝ้าเธอยันดึกขนาดนี้ เธอก็ซึ้งใจจริงๆที่เขาทำแบบนี้ ก่อนที่แม่และพ่อของนรินดาจะเข้ามาในห้อง

“ลูกแม่ เป็นอะไรรึเปล่าลูก โธ่ลูกแม่ เจ็บมากไหมลูก” ปารดารีบเข้ามาหาลูกสาวแล้วเห็นหน้าลูกสาวแล้วเธอก็แทบจะร้องไห้ออกมา เพราะไม่เคยเห้นลูกสาวในสภาพแบบนี้มาก่อน

“นิดหน่อยค่ะแม่ มันปวดหัวแล้วก็แสบที่ขานิดหน่อยค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ไวน์แข็งแรงจะตาย” นรินดาบอกผู้เป็นแม่ไปแล้วก็ยิ้ม

“แล้วนี่เรื่องมันเกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมถึงไปโดนรถชนได้” สิทธิกรถามไปก็ใช้สายตามองหนุ่มที่ยืนอยู่อีกฝั่งด้วยสายตาเข้มๆ เพราะลูกสาวเขามาไม่กี่วันก็ดันมีหนุ่มๆมานั่งเฝ้าไข้ซะแล้ว แบบนี้ไม่ให้คนเป็นพ่ออย่างเขาห่วงได้ยังไงกัน

“อ่อ คือผมเป็นพี่รหัสของน้องไวน์น่ะครับ ผมเห็นน้องเขาข้ามถนนแล้วมันก็มีบอลเตะมาโดนหน้าน้องเขา แล้วรถมันก็เข้ามาชนน้องไวน์เต็มๆ ผมแล้วก็คนแถวนั้นเลยช่วยกันพาส่งโรงพยาบาลครับ” ธีรภัทรพูดอธิบายบอกไปแบบเกร็งๆ เพราะแค่เห็นสีหน้าของพ่อนรินดา เขาก็กลัวแล้ว

“ขอบใจนะพ่อหนุ่ม ถ้าไม่ได้เราลูกป้าคงจะแย่” ปาริดาหันมาพูดขอบคุณกับหนุ่มคนนี้ไป ก่อนที่หมอจะเข้ามาตรวจพอดี

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าเป็นคนอื่นก็ต้องช่วยอยู่แล้วล่ะครับ หมอมาตรวจแล้ว คุณลุงคุณป้าก็มาแล้ว งั้นผมขอตัวกลับเลยก็แล้วกันครับเพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว ไวน์พี่กลับก่อนนะแล้วพี่จะมาเยี่ยมใหม่ ส่วนเรื่องรับน้องเดี๋ยวพี่ลาให้ ไม่ต้องห่วงนะ พี่ไปล่ะ หายไวๆนะ” ธีรภัทรเอ่ยบอกไปก็ยิ้ม ก่อนจะรีบเดินออกมาเพราะกลัว่าพ่อของนรินดาจะมาเล่นงานเขาซะก่อน เพราะสายตาที่ส่งมาไม่เป็นมิตรเอาซะเลย นรินดาก็พยักหน้าแล้วยิ้มตอบไปอย่างขอบคุณ

“งั้นหมอขอตรวจคนไข้หน่อยนะครับ เชิญญาติด้านนอกก่อนนะครับ” หมอเอ่ยบอกไปเมื่อยังผู้ปกครองของคนไข้อยู่ในห้องด้วย

“ฝากด้วยนะครับหมอ” สิทธิกรพูดบอกไปก็พาภรรยาของเขาออกไปรอด้านนอก เพื่อให้หมอตรวจอาการของลูกสาวอย่างสะดวกๆ พอญาติคนไข้ออกไปหมอวัยกลางคนก็เอ่ยพูดทันที

“หมอขอตรวจม่านตาหน่อยนะ อืม ข้างซ้ายปกติ ข้างขวาก็ปกติดี ส่วนแผลที่บวมตรงหัวสามสี่สันก็คงจะหาย หนูนี่โชคดีมากเลยนะที่เขาปั้มหัวใจแล้วก็ผายปอดช่วยชีวิตได้ทัน ไม่อย่างนั้นสมองก็อาจขาดออกซิเจน ทำให้มีปัญหาระบบประสาทหรืออาจจะตายได้ แต่ตอนนี้เท่าที่หมอตรวจดู หนูก็ไม่เป็นอะไรมากแล้วนะ หมอจะให้นอนดูอาการสักสองสามวันก็แล้วกันนะ คุณพยาบาลเดี๋ยวเปลี่ยนสายน้ำเกลือให้คนไข้ด้วยนะ หมอขอตัวไปคุยกับผู้ปกครองของหนูก่อนนะ” คุณหมอเอ่ยพูดบอกอาการของเด็กสาวไปอย่างไม่เป็นกังวล เมื่อเธอไม่มีอาการใดๆออกมา เขาจึงให้พยาบาลให้น้ำเกลือเด็กสาวแทน

“เปลี่ยนเสร็จแล้ว ขอตัวนะคะ” พยาบาลสาวเปลี่ยนน้ำเกลือเสร็จก้เดินออกไป แล้วปล่อยให้เด็กสาวนั่งคิดอะไรไปเพลินๆต่อไป

นรินดาก็ไม่ได้สนใจที่พยาบาลพูด เพราะเธอกำลังทวนคำพูดของหมอที่พูดบอกเธอเมื่อกี้ ว่ามีคนช่วยเธอปั้มหัวใจแล้วก็ผายปอด มันก็หมายความว่าคนที่ช่วยเธอก็ต้องจูบเธอน่ะสิ แล้วคนที่ช่วยเธอก็คืออีพี่ธาม อย่าบอกนะว่าจูบแรกของเธอคือที่ธามน่ะ โอ๊ย นี่เธอมาเสียจูบแรกให้กับผู้ชายโดยที่เธอไม่มีสติเนี่ยนะ ไม่จริง

“แต่เขาก็มาเฝ้าเรานิ มันก็ต้องเป็นเขาสิ” นรินดาพูดออกมาเบาๆแล้วเอามือมาแตะที่ปากตัวเองแบบคิดมาก ก่อนจะยิ้มออกมาแบบเขินๆ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่มีผู้ชายคนไหนทำดีกับเธอแบบนี้เลย ไอ้พี่ธามถึงมันจะดูกระล่อน แต่มันก็หล่อแล้วก็น่ารักเหมือนกันนะ นรินดาคิดไปก็เขินไป เมื่อเข้าใจว่าคนที่ผายปอดของเธอคือธีรภัทร

หลังจากที่นรินดาเข้าใจว่าธีรภัทรคือผู้ชายที่ช่วยชีวิตเธอและเขาคือผู้ชายที่เป็นจูบแรกของเธอ แล้วเขาก็คอยมาช่วยดูแลเธอตอนป่วย เธอก็แอบชอบเขามาโดยตลอดโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ เพราะเธอไม่เคยได้บอกเขาเลย แม้กระทั่งเพื่อนๆของเธอที่ไม่มีใครได้รับรู้เลยสักคน และตลอดสามสี่อาทิตย์ที่ผ่านมา ความรู้สึกของเธอและธีรภัทรมันก็เริ่มจะก้าวข้ามไปมากกว่าพี่รหัสน้องรหัสแล้ว และเธอวันนี้เธอก็มาซื้อกาแฟไปให้กับพี่รหัสที่แสนดีของเธอ

“พี่คะ เอากาแฟดำแก้วหนึ่งค่ะ แล้วก็เอาชาเขียวปั่นอีกแก้วค่ะ อ่อพี่คะ เอาขนมไทยสี่กล่องนี้ด้วยนะคะ ลงชื่อไวน์ค่ะ”  นรินดาเดินไปสั่งกาแฟตามปกติพร้อมกับจ่ายเงินเสร็จสรรพ ก่อนจะไปนั่งรอที่มุมนั่งชิวๆของร้าน เพราะมันเป็นร้านที่เธอมาเป็นประจำตั้งแต่มาเรียนที่นี่ แต่พอเธอหันไปมองด้านนอกร้านก็ถึงกับอึ้งกับหนุ่มหล่อที่กำลังจะเดินเข้ามาในร้าน

“หูย โคตรหล่อเลยอ่ะ แม่ง คนอะไรหล่อไม่เกรงใจมดลูกฉันเลย อ้าย” นรินดาคิดในใจไปก็กลืนน้ำลายลงคอทันที แล้วมองหนุ่มหล่อที่กำลังเดินเข้ามาแบบไม่ละสายตา เพราะดูรวมๆแล้วเขาคือผู้ชายที่เพอร์เฟคสำหรับเธอเลย นี่แหละสเปคของอีไวน์ หุ่นล่ำๆ สูงๆ ขาวๆ ดั้งโด่งๆแบบนี้เลย

“หูยแกหล่ออ่ะ ขาวตี๋น่ารักอ่ะแกดูนู้นสิ” สาวๆโต๊ะข้างพูดขึ้นมาแบบไม่แคร์ จนนรินดาหันไปมองแล้วก็ยิ้ม เพราะเป็นเธอเธอก็จะพูดออกมาแบบนี้แหละ แต่ไม่ได้ ในใจเธอมีแค่พี่ธามเท่านั้น คนอื่นก็ค่อยมองเป็นอาหารตาก็ได้

“สวัสดีค่ะ รับอะไรคะ” พนักงานในร้านรีบพูดต้อนรับหนุ่มหล่อแล้วก็ยิ้มให้แบบปากจะฉีกอยู่แล้ว แต่หนุ่มหล่อก็ยังคงทำหน้านิ่งและท่าทางเมินเฉย พร้อมกับมองไปที่ตู้เค้ก

“ผมเอาขนมไทยสี่กล่องนั้น แล้วก็เอาชาเขียวแก้วหนึ่งละกัน” ปากรณ์เอ่ยบอกพนันงานไปแล้วก็มองดูเมนูขนมในร้านที่เขาจะซื้อไปให้กับผู้เป็นป้า

“เสียงยังหล่อเลยอ่ะ พี่ธาม ขอนอกใจพี่ห้านาทีนะคะ นาทีนี้ไวน์ไม่ไหวแล้วจริงๆ เขาสเปคไวน์เลย” นรินดาที่แอบมองอยู่ก็พูดในใจไป แล้วกัดฟันมองหนุ่นคนนั้นแบบเขินๆ เพราะตั้งแต่มาเรียนที่นี่ก็พึ่งเจอช้างเผือกก็วันนี้แหละ

“อ่อ ต้องขอโทษจริงๆนะคะ ขนมไทยลูกค้าท่านนั้นสั่งไว้ก่อนหน้านี้แล้วค่ะ รับอย่างอื่นแทนได้ไหมคะ” พนักงานเอ่ยบอกไปแบบขอโทษ แล้วมองหน้าหนุ่มหล่อที่ยังคงเฉยๆอยู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป