บทที่ 5 ปัญหาครอบครัว

จังหวัดอุตรดิตถ์

บ้านปูนสองชั้นขนาดห้าห้องนอนหลังขนาดกลางห่างจากแม่แม่น้ำน่านประมาณห้าสิบเมตรของนายกำพล พิชัยสงคราม ลูกชายคนเล็กนายฉลอง เสี่ยใหญ่เจ้าของท่าทรายรายใหญ่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ มีพี่ชายหนึ่งคน นายยอดชาย พิชัยสงคราม เป็นผู้รับช่วงต่อกิจการของครอบครัวที่กำพลไม่มีสิทธิ์เพราะเลือกออกมาสร้างครอบครัวกับโสภีภรรยาโดยพ่อให้เงินมาก้อนหนึ่งและแบ่งที่ให้สามสิบไร่เขาก็ปลูกผลไม้และเอามาลงทุนขายวัสดุก่อสร้างแบ่งส่วนหนึ่งสร้างโกดังเก็นสินค้าซึ่งกิจการก็ไปได้ดีและยังอยู่ติดกับท่าทรายของพ่อมีเขตรั้วปูนกั้นเป็นแนวยาวลงไปถึงแม่น้ำน่านและอีกฝั่งไกลออกไปก็มีรั้วกั้นติดกับบ้านของนายวุฒิพงษ์เพื่อนรุ่นพี่สมัยเรียนและสนิทกันดีคอยช่วยเหลือเขามาตลอด

“วันนี้พี่หินจะไปช่วยพี่พุดหาเสียงเหรอคะ” โสภีถามสามีเพราะเมื่อวานนายวุฒิพงษ์ เพื่อนรุ่นพี่ของสามีมาหาและชวนไปหาเสียงซึ่งพวกเขาก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอดและวุฒิพงษ์ก็เป็นส.ส. มาสองสมัยและเป็นส.ส.น้ำดีช่วยเหลือชาวบ้านอย่างจริงใจ

“จ้ะโสภี พี่ว่าจะไปช่วยพี่พุดหาเสียงโค้งสุดท้ายสักสี่ห้าวันน่ะ เห็นว่าวันเสาร์นี้ท่านหัวหน้าพรรคจะมาช่วยหาเสียงและมีผู้สมัครส.ส.ในพรรคหลายคนมาปราศรัยที่สนากีฬาด้วยนะ” กำพลตอบภรรยาเพราะพุฒิพงษ์จะส่งงานมาให้เขาจัดหาอุปกรณ์การก่อสร้างในจังหวัดที่ได้งบประมาณมาสร้างสถานที่ต่างๆเพื่อความเจริญในจังหวัดซึ่งมูลค่าแต่ละปีก็มากพอสมควรและพุฒิพงษ์ไม่เคยเรียกร้องหาผลประโยชน์จากเขาขนาดเขามอบของขวัญเป็นทองหนักสิบบาทให้ยังโดนด่าเลยบอกว่าถ้าจะคบกันเป็นพี่เป็นน้องกันก็อย่าทำแบบนี้เพราะตัวเขาทำงานเพื่อประชาชนไม่ได้หวังผลประโยชน์ที่มีอยู่เขาก็กินใช้ชาตินี้ไม่หมดแล้ว ตระกูลของพุฒิพงษ์มีโรงแรมหรูสุดในอุตรดิตถ์และรีสอร์ทใกล้เขื่อนสิริกิต์และยังมีร้านอาหารในเขื่อนและริมแม่น้ำน่านที่ลูกชายเป็นผู้ดูแลส่วนลูกสาวบริหารโรงแรมรีสอร์ททั้งหมด

“รอให้น้ำน่านกลับมาก่อนแล้วฉันจะไปช่วยอีกคนนะพี่” โสภีบอกสามีเธอถือว่าพุฒิพงษ์มีบุญคุณกับครอบครัวของเธอมากกว่าพี่ชายของสามีและพี่สะใภ้รวมถึงย่าของลูกที่ไม่ชอบเธอเพราะฐานะยากจนไม่เหมาะสมกับลูกชายเล็กของเสี่ยใหญ่ที่พ่อแม่ตั้งความหวังไว้เยอะสุดท้ายก็เลือกลูกแม่ค้าขายข้าวแกงในตลาดมาเป็นเมียแทนที่จะเลือกลูกสาวของเสี่ยโรงสีข้าวรายใหญ่ของจังหวัดแต่เสี่ยฉลองเข้าใจลูกชายที่เลือกความรักมากกว่าความเหมาะสมเพราะเขาไม่ได้สนใจเรื่องฐานะของลูกสะใภ้เหมือนภรรยาจึงเลือกให้ทุนลูกชายคนเล็กไปตั้งตัวสุดท้ายกิจการขายอุปกรณ์การก่อสร้างเครื่องใช้ในครัวเรือนก็ไปได้ดี ทั้งสองมีลูกสองคน คนโตเป็นผู้หญิงชื่อ วีรินทร์ พิชัยสงคราม หรือ น้ำน่าน วัย20ปีเรียนมหาวิทยาลัยปีสองที่กรุงเทพ คนเล็กเป็นผู้ชายชื่อ วรายุ พิชัยสงคราม หรือ เขื่อน วัย 18ปีเรียนมัยยมปีสุดท้ายและกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองไทยเดียวกับพี่สาว

“ดีจ้ะโสภี พี่พุดช่วยเรามาเยอะสิ่งไหนช่วยได้ก็ช่วยตามกำลัง” สองสามีภรรยาคุยกันอยู่ที่หินอ่อนหน้าบ้านก็มีรถกอล์ฟของเสี่ยฉลองขับเข้าจอดใกล้ๆ

“สวัสดีค่ะคุณพ่อ /สวัสดีครับพ่อ”

“เออ,หวัดดีแม่โสภี พ่อหิน แล้วนี่ตายายของเจ้าน้ำน่านไม่อยู่หรือ” เสี่ยฉลองทักลูกสะใภ้กับลูกชายก็ถามหาตายายของหลานสาวที่อยู่กับลูกสาวลูกเขย

“แม่ช่วยเด็กทำอาหารในครัวค่ะ ส่วนพ่อน่าจะไปดูไก่ของแกค่ะ” โสภีตอบพ่อสามีเบาๆถึงบ้านจะอยู่ห่างกันสองร้อยห้าสิบเมตรมีรั้วกั้นไม่มีประตูเชื่อมหากันทางเข้าออกจึงอยู่หน้าถนนใหญ่เข้าร้านขายวัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ครัวเรือนครบวงจรทางเดียวตามที่คุณนายวันนีย์ต้องการและสั่งห้ามไม่ให้ลูกสะใภ้มาเหยียบบ้านยกเว้นลูกชายแล้วหลังจากที่โสภีมีลูกก็ดีขึ้นยอมรับหลานที่กำลังโตและไม่พูดแขวะเหมือนเมื่อก่อนยกเว้นภัคจิราที่ยังไม่ชอบโสภีที่แย่งกำพลไปเธอก็เลยแต่งงานกับยอดชายมีลูกด้วยกันสองคน

“งั้นพ่อก็มทันกินข้าวฝีมือยายล้อมน่ะสิ” เสี่ยฉลองพูดแล้วก็นั่งลงข้างลูกชายแล้วถอนหายใจ

“ทันค่ะคุณพ่อ งั้นฉันไปช่วยแม่จัดอาหารเช้าก่อนนะคะ” โสภีบอกพ่อสามีแล้วปล่อยให้สองพ่อลูกคุยกัน

เสี่ยฉลองมองตามหลังลูกสะใภ้ที่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากของลูกชายแล้วยิ้ม กำพลเลือกเมียด้วยความรักจึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขช่วยกันทำมาหากินมีเงินมีทองด้วยน้ำพักนำ้แรงของพวกเขาแต่โสภีก็ยังสงบเสงี่ยมไม่หรูหราฟู่ฟ่าเหมือนลูกสะใภ้คนโตที่ทุกอย่างต้องหรูหราหมาเห่าจนเขาคิดว่ามันเยอะไปและยังถ่ายทอดให้หลานสาวอีกทำให้เขาหนักใจ

“เป็นอะไรครับพ่อ” กำพลถามพ่อที่ครุ่นคิดจนคิ้วขมวดชนกัน

“ไม่มีอะไรพ่อแค่คิดว่าแกตัดสินใจเลือกคู่ชีวิตได้ดี พ่อคิดไม่ผิดที่ให้แกออกมาตั้งตัวเองหากอยู่ด้วยกันบ้านคงร้อนเป็นไฟเพราะต่างคนก็เอาแต่ใจโดยเฉพาะแม่ของแก” เสี่ยฉลองพูดถึงภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาครึ่งค่อนชีวิตแต่วันนีย์ก็ทำหน้าที่เมียและแม่ได้ดีเสียแต่รักลูกมากและกะเกณฑ์เจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตของลูกมากไปหน่อยพอไม่ได้ดั่งใจก็ผิดหวังอย่างแรงทำให้หมางใจกับลูกชายคนเล็กแต่ไม่ได้ตัดขาดแค่ไม่ยอมรับลูกสะใภ้แม้ตอนนี้จะดีกันแล้วก็ตาม

“ผมต้องขอบคุณพ่อมากกว่าครับที่ทำให้ผมกับโสภีตั้งตัวได้ ถึงแม้จะไม่ร่ำรวยแต่ครอบครัวของผมก็มีความสุขมาก คุณพ่ออย่าไปคิดมากเลยเรื่องมันก็ผ่านมานานแล้วครับ” กำพลตอบพ่อยิ้มๆเขากับภรรยาไม่ได้โกรธเคืองพ่อแม่เขาเข้าใจว่าท่านหวังดีแต่ความรักมันไม่เข้าใครออกใครและเลือกไม่ได้เพราะพระพรหมลิขิตมาแล้ว

“แต่เหมือนมันเพิ่งผ่านไปไม่นานเลยนะ พ่อเห็นครอบครัวของแกมีความสุขก็นอนตายตาหลับแล้วล่ะ ห่วงแต่พี่ชายของแกน่ะสิไม่เลิกนิสัยเดิมทั้งที่ลูกเต้าก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว” เสี่ยฉลองพูดถึงลูกชายคนโตอย่างหนักใจที่อายุครึ่งคนแล้วยังไม่เลิกเที่ยวดื่มสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนวัยเดียวกันทำให้ทะเลาะกับลูกสะใภ้ไม่เว้นแต่ละวัน

“พ่อก็คุยกับพี่ยอดสิหรือไม่ก็จับมานั่งคุยกันซึ่งๆหน้าเลยว่าจะเอายังไงเคลียกันไปเลย ผมว่ายังไงพี่ยอดก็ต้องเลือกครอบครัวบางทีไม่มีอะไรก็ได้คุณภัคอาจจะคิดมากไปเอง” คนเป็นน้องก็รู้จักพี่ชายดีว่าเป็นคนรักสนุกชอบดื่มสังสรรค์เฮฮากับเพื่อนฝูงและมักจะแจกทิปเด็กเสิร์ฟด้วยความสงสารแล้วพี่สะใภ้ของเขาอาจจะคิดมาก็ได้เพราะพี่ชายของเขาไม่ใช่คนเจ้าชู้

“ก็ถ้ามันทะเลาะกับเมียอีกพ่อต้องเรียกมาคุยกันแล้วจริงๆ แล้วนี่เจ้าเขื่อนไปโรงเรียนแล้วรึ” เสี่ยฉลองถามหาหลานชายตั้งแต่มายังไม่เห็น

“วันนี้หยุดอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยครับ คงยังไม่ตื่น”กำพลตอบพ่อเมื่อคืนเขาตื่นมาเข้าห้องน้ำยังเห็นลูกชายนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบและวันนี้ก็นัดเพื่อนมาติวกันที่บ้านด้วย

“ตกลงเจ้าเขื่อนจะสอบเข้าที่เดียวกับเจ้าน้ำน่านจริงรึ”

“เห็นว่าอย่างนั้นนะครับพ่อ บอกว่าถ้าไม่ได้จะไปเรียนที่มหาลัยแม่ฟ้าหลวงครับ” เขารู้ว่าลูกชายต้องทำได้เพราะวรายุเรียนเก่งเหมือนลูกสาวคนโตเรียนเก่งไม่แพ้น้องชาย

“งั้นพ่อจะกระตุ้นสักหน่อย ถ้าเจ้าเขื่อนสอบติดที่เดียวกับเจ้าน้ำน่านพ่อจะซื้อรถให้ขับไปเรียน” เสี่ยฉลองพูดอย่างใจป้ำเพราะแกก็ให้หลานทุกคนขนาด ฉัตรชัยหรือดินกับภาศิริหรือทราย ลูกชายลูกสาวของยอดชายกับภัคจิราเขาก็ซื้อให้ซึ่งทั้งสองก็ขับรถเบนซ์และบีเอ็มไปเรียนส่วนวีรินทร์ที่เลือกอีโคคาร์คันเล็กราคาแค่หกแสนต่างกันมากเขาจึงให้เงินเพิ่มในบัญชีหลานสาวจะได้เท่าเทียมกัน

“ตาเขื่อนมันใจร้อนขับรถเร็วผมเป็นห่วงยิ่งขับในกรุงเทพยิ่งแล้วใหญ่เลยรถเยอะยังไม่พอยังรถติดอีก ขนาดน้ำน่านยังเพิ่งไปขับเลยครับผมว่าใช้รถพี่เขาก่อนก็ได้หากได้เรียนที่เดียวกัน” กำพลไม่อยากให้ลูกชายคนเล็กขับรถในเมืองแม้วรายุจะขับรถเป็นตั้งแต่อายุสิบสามเหมือนกับพี่สาวแต่วีรินทร์ใจเย็นกว่า

“เจ้าเขื่อนมันโตแล้วนะเจ้าหิน ตอนแกอายุเท่ากันแกยังขับรถไปเรียนเลยแกก็ให้ลูกมันได้ทำอะไรด้วยตัวเองบ้างจะได้เอาตัวรอดได้ไม่ใช่ว่าพ่อจะไม่ห่วงหลานแต่มันต้องเรียนรู้การดำเนินชีวิตในโลกกว้างที่มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายคอยซัพพอร์ตเขาจะได้แกร่งโตเป็นผู้ใหญ่” เสี่ยฉลองพูดกับลูกชายและเข้าใจความรู้สึกก็เขาผ่านมาก่อนและลูกชายก็รู้ดี

“เอาไว้ค่อยคุยกันอีกทีนะพ่อ ผมว่าเราไปกินข้าวกันดีกว่าครับ” กำพลบอกพ่อแล้วทั้งสองก็เดินทะลุห้องโถงของบ้านตรงออกประตูหลังบ้านเพื่อไปกินอาหารที่ตั้งโต้ะหลังบ้านชื่นชมบรรยากาศตอนเช้าไปด้วย

เสี่ยฉลองทักทายพ่อตาแม่ยายของลูกชายและคุยกันตามประสาคนแก่ก็เรื่องลูกๆหลานๆและกินข้าวเช้าไปด้วยอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งคุยกันถูกคคอดีกับตาของหลานๆ

“ผมว่าจะไปดูไก่ชนที่พิชัยคุณโพธิ์จะไปด้วยกันมั้ย” เสี่ยฉลองถามพ่อตาของลูกชายที่ชอบไก่ชนเหมือนกันและมักจะชวนกันไปซื้อมาเลี้ยงจนตอนนี้มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สิบกว่าคู่แต่แกไม่ได้เอาไก่ไปชนแค่ชอบเพาะพันธุ์เลี้ยงไก่ชนและขายเท่านั้นต่างจากเสี่ยฉลองที่ชอบดูไก่ชนและเล่นพนันด้วยความสนุกตามประสาคนแก่ที่อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำและไม่ชอบเลี้ยงไก่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป