บทที่ 13 คนกลัวผี
"ผมมารบกวนหรือเปล่าครับ" เสียงเขาเอ่ยถาม
"อ๋อ เปล่าๆ ค่ะ อาจารย์วิทย์มาหาหมอหรือคะ เป็นอะไรหรือเปล่า"
น้ำเสียงกระตือรือร้นเอ่ยถามอาจารย์หนุ่ม อีกทั้งยังเชื้อเชิญให้อาจารย์เข้ามาในห้อง เขาทิ้งตัวนั่งที่เก้าอี้ข้างโต๊ะเธอ ที่หมอพุฒิพงษ์นั่งอยู่เมื่อครู่ แต่เมื่อเห็นเธอมีแขกเขาจึงได้แยกตัวออกไป
"คุณไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าคะ มาหาหมอหรือ" คุณหมอมองใบหน้าคนที่นั่งหน้าตึงอย่างสำรวจ เขาส่งถุงกระดาษให้เธอแล้วไม่พูดอะไร
"อะไรคะ" ปรางทิพย์รับมาแล้วก็เปิดดู เธอเห็นกล่องรองเท้าด้านใน ก็ทำตาโตใส่เขาเป็นเชิงถาม
"ซื้อมาฝาก.." เห็นหน้าคุณหมอที่มองอย่างรอฟังคำตอบ ทำเอาเขาไปไม่เป็นอีกแหละ
"จะมาหาหมอน่ะ ผ่านร้านรองเท้าก็เลยซื้อมาให้"
"ขอบคุณนะคะ พอดีเลย" เธอหยิบรองเท้าออกจากถุงแล้วก็ลองใส่ ซึ่งมันพอดีกับเท้าเธอเลย ผ่านร้านรองเท้า ถ้าเธอจำไม่ผิด ไอ้ยี่ห้อนี้เธอเคยเห็นแต่มันขายในห้าง สงสัยเขาเข้าไปซื้อของมั้ง
"แล้วคุณเป็นอะไรมาคะ" คำถามติดปากของหมอ เอ่ยถามอาจารย์หนุ่ม
"จะมาขอยาเพิ่มน่ะ" คำตอบของเขาทำเอาเธอขมวดคิ้ว
"ยังไม่หายอีกหรือคะ คุณกินยาต่อเนื่องหรือเปล่า แล้ว..แล้วได้งด..หรือเปล่าคะ" คุณหมอแทบจะไม่กล้าถามประโยคสุดท้าย และคำถามมากมายจากหมอ ก็ทำเขาตอบไม่ทัน
"ขอแค่ยาแหละ"
"ขอตรวจดีกว่าค่ะ เผื่ออักเสบมากขึ้น ปกติกินยานานขนาดนี้ต้องหายแล้วนะคะ คุณตามฉันมาที่ห้องตรวจ"
พูดจบคุณหมอก็ลุกออกจากโต๊ะเดินนำคนไข้ไปที่ห้องตรวจ อาจารย์หนุ่มไอ้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กลอกตาใส่ตัวเอง แล้วก็ลุกเดินตามเธอไป
พอเขาตามเธอเข้าไปในห้อง ก็เห็นเธอวางกางเกงของโรงพยาบาลไว้ที่เตียงตรวจเรียบร้อยแล้ว ส่วนคุณหมอกำลังสวมถุงมือยาง
"คุณเปลี่ยนแต่กางเกงก็ได้ค่ะ"
"ไม่ต้องตรวจหรอก สั่งยาให้ผมเฉยๆ"
"ไม่ได้หรอกค่ะ เผื่อเป็นอะไร เดี๋ยวคุณจะมาฟ้องฉันอีก" ไตรวิทย์ทำหน้าเซ็งๆ ใส่เธอ ก่อนจะคว้ากางเกงสีฟ้าหายเข้าไปที่ฉากด้านหลัง กลับออกมาเขาก็ขึ้นไปนอนที่เตียง เธอดึงผ้าม่านข้างเตียงมาปิดไว้ แต่ไม่ได้ใช้ฉากกั้นอย่างที่เขามาครั้งแรก แล้วครั้งนี้เขาจึงเห็นทุกอิริยาบถของเธอ
คุณหมอเปิดผ้าคลุมที่เอวเขาออก ดูเธอจะอายน้อยกว่าครั้งนั้นอยู่มาก มือเรียวในถุงมือยางจับน้องชายเจ้าปัญหาของเขาอย่างไม่เคอะเขินอีก แต่เขาเห็นสายตาขมวดคิ้วตอนที่เธอเหลือบมองรอยสักรูปงูสีดำนั่น
"หายแล้วนี่คะ" น้ำเสียงประหลาดใจ เหลือบมองหน้าคนไข้ ทั้งที่มือยังจับงูอีกตัวอยู่ เพื่อความแน่ใจเธอจับมันพลิกอีกรอบ แล้วอยู่ๆ เธอก็เหมือนจะจับของร้อน หรือเพราะสายตานั่น ทำเธอรีบปล่อย แล้วก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดให้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าสวยภายใต้หน้ากากอนามัยขึ้นสีระเรื่อ
"คุณหายแล้วนี่คะ แล้วจะเอายาไปทำไม"
"เอาไปเฉยๆ" เธอทำสีหน้าประหลาดใส่เขา เขาลุกขึ้นมาแล้วก็นั่งบนเตียงให้ผ้าห่มปิดจุดที่หมอตรวจไว้
"คะ" เธอถามเสียงสูง อย่างไม่เข้าใจ
"ก็..ก็จะเอารองเท้ามาให้ เลยหาข้ออ้าง ไม่คิดว่าคุณจะจับตรวจ"
"แล้วทำไมไม่บอกก่อนล่ะคะ มาให้ฉันดูอยู่ได้ โรคจิตหรือไง" ใบหน้าบึ้งตึง บ่นเขาเบาๆ แล้วก็รีบหันหน้าหนี เดินไปที่มุมห้องถอดถุงมือทิ้งถังขยะ หันมาอีกครั้งเขาก็หายเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
"โกรธหรือ ผมไม่ได้จะแกล้งคุณ แต่มันไม่รู้จะบอกยังไง"
"แล้วตอนนี้ทำไมบอกได้"
"ก็คุณรู้แล้ว"
"คุณนี่นะ" เสียงต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก แต่ใบหน้ายังบูดบึ้งอยู่
"ก็คิดสะว่าผมเป็นคนไข้ หรือคุณคิดอะไร"
"ใครจะไปคิดอะไรคะ" คุณหมอเสียงแหวขึ้นทันที
"ทานข้าวเที่ยงหรือยัง ผมยังไม่ได้ทานเลย รีบออกมา"
"ขอบคุณอีกครั้งนะคะ รองเท้า เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวคุณแล้วกัน แต่ทีหลังมาทำอะไรก็บอกตรงๆ ไม่ใช่จะเอาแต่ไอ้นั่นมาให้ฉันดู"
"ครับผม ครั้งต่อไปจะบอกก่อน"
คุณหมอคนสวยพาอาจารย์ตัวสูงไปทานข้าวเที่ยงที่ร้านกาแฟ ที่มีทั้งอาหารและกาแฟด้วย เพราะเห็นคนจะเงียบกว่าที่โรงอาหารของโรงพยาบาล เพราะความสูงสะดุดตาของเขา อีกทั้งหน้าตาราวกับออกมาจากพระเอกซีรีส์ มันชวนให้สาวๆ ที่ผ่านไปผ่านมาแอบมองเขาตลอด มองแค่อาจารย์วิทย์เธอคงไม่เดือดร้อน แต่สายตาที่มองมายังเธอด้วย ทำเอาเธอจะทำตัวไม่ถูก อีกทั้งข่าวลือเมื่อเช้าก็ยังไม่ทันจาง นี่เขาปรากฏตัวมาซ้ำข่าวลือให้กระฉ่อนโรงพยาบาลไปอีก
"คุณว่าเหมือนคนมองเราแปลกๆ ไหม"
"มองความหล่อของคุณมั้ง" เขาทำตาโตใส่เธอ แล้วก็ยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มนั่นถ้าสาวๆ ได้เห็นคงใจละลายเป็นแน่
"ทำใจหน่อยนะ ที่คุณมีแฟนหล่อ" เสียงกลั้วหัวเราะ กับรอยยิ้มร้าย ทำเอาเธอมองเขาตาเขียว เพราะรู้ว่าเขาพูดเล่น
"ไว้ฉันจะฟ้องเรียกค่าเสียหายคุณบ้าง ที่คุณทำแฟนคลับฉันหายหมด"
"แล้วถ้าศาลตัดสินให้ผมไปเป็นแฟนคลับของคุณแทนล่ะ"
"งั้นฉันคงต้องไปฟ้องที่ศาลตายาย ให้..ให้.."
"ให้อะไรดี" เขาถามยิ้มๆ
"ยังคิดไม่ออก ไว้คิดออกจะบอก"
"ผมจะรอ" เธอหันไปยู่ปากใส่เขา เพราะเถียงเขาไม่ชนะสักที
อาหารจานเดียวง่ายๆ ที่เขาสั่ง ส่วนของเธอเป็นกาแฟกับขนมเค้ก เพราะทานข้าวเที่ยงไปแล้ว
"ตอนเย็นผมมารับนะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันจะกลับไปที่คอนโด ไปเอารถ"
"แล้วไม่ไปซื้อของใช้คุณหรือ"
"ลืมเลยค่ะ"
"วันนี้ผมเลิกเร็ว เดี๋ยวพาไปวันนี้แหละ พรุ่งนี้คุณค่อยกลับไปเอารถ"
"งั้นก็ได้ค่ะ"
อาจารย์ไตรวิทย์มาถึงโรงพยาบาลตอนที่เธอออกเวรพอดี เขาจอดรถรอเธออยู่ที่ด้านหลังโรงพยาบาลที่เดียวกับที่เขาจอดส่งเธอเมื่อเช้า สายตาหลายคู่ยังแอบมองมา
ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เธอตรงไปที่เคาน์เตอร์แบรนด์เครื่องสำอางที่เธอใช้อยู่ แม้จะใช้ของมียี่ห้อแต่มันก็ไม่ได้แพงถึงขนาดที่เรียกว่าแพงเวอร์ แค่ใช้ในระดับที่เงินเดือนหมอหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะพอซื้อได้ไม่ลำบาก เพียงแต่ยังไม่มีเงินเก็บเท่านั้น
เธอยื่นบัตรเครดิตให้พนักงาน แต่เขากลับไวกว่า แถมยังกำชับให้พนักงานใช้ใบนี้ กลายเป็นของใช้ของเธอวันนี้ทั้งหมดมีเขาเป็นคนจ่ายเงิน
"ทานข้าวเย็นไปจากนี่เลยนะ" เขาเอ่ยเป็นเชิงแนะนำ เธอจึงได้พยักหน้ารับ
ระหว่างทางเดินหาร้านอาหาร ที่ผ่านบริเวณโรงหนัง เธอเหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาหนังเข้าใหม่ สีดำที่มีรูปผีชวนขนหัวลุก อีกทั้งในโปสเตอร์หนังนั้นยังเกี่ยวกับเรื่องผีในโรงพยาบาลอีก เธอหยุดยืนมองแล้วก็ยิ้ม ตามประสาคนคลุกคลีกับโรงพยาบาล
"อะไรดูโปสเตอร์หนังผีแล้วยืนยิ้มเนี่ยนะ" อาจารย์หนุ่มถามด้วยความสงสัย อีกทั้งยังเอี้ยวตัวมามองหน้าเธอชัดๆ
"ก็คุณดูซิ ทำสะน่ากลัวเชียว"
"อยากดูไหม" เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ตอนที่เอ่ยถาม
"ไม่ได้อยากดูหรอกค่ะ แค่เห็นโปสเตอร์น่าสนใจ"
"แต่ผมอยากดู" พูดจบอาจารย์หนุ่มก็คว้าข้อมือเธอให้เดินไปทางที่ขายตั๋ว เธอยืนรอเพียงครู่ เขาก็กลับมาพร้อมตั๋วสองใบ
"ไปทานข้าวก่อน ยังไม่ถึงเวลา"
ทั้งสองกลับมาที่โรงหนังตอนที่หนังใกล้จะเริ่มฉาย ข้าวโพดคั่วถังใหญ่ที่เขาซื้อมา ทำเอาเธอขมวดคิ้วมอง
"ทานหมดหรือคะ" เขายักไหล่ตอบ
ปรางทิพย์ยืนมองเบาะหนังแบบโซฟาเบดขนาดใหญ่เป็นแบบที่นั่งคู่ไม่มีที่พักแขนกั้นกลางนั่งได้สองคนสบายๆ แถมที่ยังเหลือ นี่เธอไม่ได้เข้าโรงหนังมากี่ปีแล้วนะ จำได้ครั้งล่าสุดในหลายปีว่ายังเป็นแบบเบาะสีแดงแคบๆ ถ้าเข้ามาตอนที่หนังเริ่มฉายแล้ว ยิ่งลำบากเวลาเดินมาก
อาจารย์หนุ่มใช่แขนแตะที่เอวเธอเป็นเชิงให้เดินเข้าไปด้านใน จนถึงที่นั่งตามหมายเลขของตัวเอง
"ฉันไม่ได้ดูหนังมาห้าหกปีแล้ว คุณล่ะ"
"จำไม่ได้เลย" เธอยิ้มให้เขา อยากจะพูดว่าเขาแก่ เลยจำครั้งล่าสุดไม่ได้ แต่ก็กลัวจะถูกดุ ได้แต่ทำสีหน้ากลั้นขำเอาไว้
"จะว่าผมแก่ล่ะซิ"
"เปล่านี่คะ"
หมอนอิงใบเล็กเธอเอามาวางไว้บนตัก ป๊อปคอร์นถูกหยิบเข้าปากตั้งแต่หนังยังไม่ฉาย จนอาจารย์หนุ่มต้องกระซิบถาม ว่าพอไหม เธอหันไปทำตาเขียวใส่ แล้วก็หยิบมันเข้าปากต่อไม่สนใจ จนหนังเริ่มฉาย เสียงพูดคุยก็เงียบหายไป คงได้ยินเสียงร้องตกใจเป็นระยะ แม้กระทั่งคนข้างๆ เธอ ก็ยังตกใจจนเขาคว้าแขนเธอไปกอดเอาไว้ เพราะมัวแต่กำลังสนใจหนัง เธอเพียงลูบมือไปที่แขนเขาเบาๆ เป็นเชิงปลอบ กลัวเขาจะตกใจจนร้องลั่นขึ้นมา
ทั้งคู่กลับมาถึงคอนโดจนเกือบจะเที่ยงคืน เธอได้ยินเสียงแจ้งเตือนที่โทรศัพท์เขาดังไม่หยุด แต่ก็ไม่ได้สนใจ หลังจากหอบของใช้ส่วนตัวเข้าห้อง เธอก็ไม่ได้ออกมาอีก เพราะบอกราตรีสวัสดิ์เขาไปแล้ว
เหลือเพียงอาจารย์หนุ่มที่ยังนั่งกดโทรศัพท์อยู่ที่ห้องรับแขกคนเดียว
เฟซบุ๊กอวตาร ที่ใช้รูปแมวหน้ายุ่ง ในนั้นมีเพียงเพื่อนที่สนิท และคนในครอบครัว แทบจะไม่มีคนนอกเลยด้วยซ้ำ เพราะความเป็นส่วนตัว อีกทั้งภาพลักษณ์อาจารย์ระดับรองศาสตราจารย์ ทำให้เขาไม่อยากเปิดเผยตัวตนให้เป็นสาธารณะ น้อยของน้อยครั้งมากที่จะมีความเคลื่อนไหวจากเฟซบุ๊กนี้
"เพิ่งรู้หนังผีแม่งโคตรน่ากลัว #ในรอบกี่ปีวะ" พร้อมรูปภาพตั๋วหนัง
แต่พอวันนี้มันมีการเคลื่อนไหว คอมเมนต์ก็กระหน่ำเข้ามาจนเสียงเตือนดังไม่หยุด
มึงนี่นะดูหนัง
กูว่าแม่งแอบคบสาวแหง
กูจำได้ว่ามึงไม่เคยกลัวผีนะ มึงยังเคยเตะผีในบ้านผีสิงตอนปีสาม มึงจำได้ป่ะ ไอ้จารย์
กูเคยเห็นแต่มันเข้าร้านเหล้า
ดูกับใครวะ
หน้าอย่างมึงนี่นะกลัวผี กูว่าผีจะกลัวมึงมากกว่า
ไตรวิทย์ได้แต่ดูคอมเมนต์และตอบกลับไปบ้าง ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ หันไปมองห้องตรงข้ามที่ปิดสนิท
แล้วตัวเองก็ลุกเดินกลับห้อง ในความเงียบมีเพียงเสียงผิวปากของคนอารมณ์ดีดังอยู่ภายในห้อง
