บทที่ 12 เลือด

“สวัสดีครับเสี่ยอำนาจ ผมฟาบริซนะครับ ที่คุณจันทร์เคยพาไปดูที่ดินเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ที่ผมสนใจที่ดินที่จันทบุรีน่ะครับ”

(อ๋อๆ จำได้ คุณฟาบริซ จะไปวันไหนล่ะ ผมจะส่งโลเคชันไปให้)

“วันเสาร์นี้สะดวกไหมครับ ผมจะไปถึงประมาณบ่ายสองครับ”

(ได้ๆ ผมจะให้เด็กไปรอ)

“คนที่ชื่อนที ใช่ไหมครับ”

(ไม่ใช่แล้วครับ นี่เจ้าแก้ว วันนั้นคุณฟาบริซได้เจอไหม)

“ที่อยู่ข้างๆ นายนทีใช่ไหมครับ”

(ผมก็จำไม่ค่อยได้วันนั้นมันอยู่หรือเปล่า ที่หัวมันแดงๆ น่ะครับ)

“อ๋อ อยู่ครับ ผมจำได้”

หลังจากวางสายจากเสี่ยอำนาจ ฟาบริซก็รีบแจ้งวันที่จะเดินทางกับพี่ชาย

จันทบุรี

02:00 PM

“แถวนี้แหละฟาบริซ GPS ว่าถึงแล้ว” ตุลย์แจ้งบอกฟาบริซที่เป็นคนขับรถมา ส่วนอีกสองสาวนั่งอยู่ที่เบาะหลัง

“สวยนะคะ ติดทะเลด้วย รีสอร์ตแถวนี้ก็ยังไม่เยอะมาก แต่รกจังเลย” เพียงใจมองออกไปนอกรถ ถัดจากป่าหญ้าที่เจ้าของคงจะไม่ได้มาดูนานแล้วเพราะหญ้าสูงเกือบท่วมหัวเลย แต่ก็มีรั้วลวดหนามล้อมรอบมิดชิด ถัดจากพงหญ้าลงไปก็เป็นทะเล

“นายนัดเขาไว้บ่ายสองใช่ไหม ไม่เห็นมีใครเลย” หมอตุลย์มองไปรอบๆ พลางสำรวจมองหารถของคนที่พามาดูที่

“รอสักแป๊บก็ได้ เดินลงไปดูรอบๆ สักหน่อย” ฟาบริซพูดจบก็เปิดประตูรถลงไปดูรอบๆ หมอตุลย์เปิดประตูตามลงไปด้วย พลางหันไปบอกสาวๆ

“อยู่บนรถกันนี่แหละ รก เดี๋ยวจะคันหญ้ามันเยอะ” เพียงใจกับเกรซพยักหน้ารับ

เมื่อฟาบริซและหมอตุลย์เดินสำรวจรอบๆ สักพักก็มีรถกระบะสีดำสี่ประตู ขับมาจอดไม่ห่างจากที่หมอตุลย์ และฟาบริซยืนคุยกันอยู่ คนในรถเดินลงมาจากหน้ารถสองคน ก็เข้ามาทักทาย

“ขอโทษนะครับ ผมมาช้าไปหน่อย” ชายหัวแดงที่เดินเข้ามาทักทายยกมือขึ้นไหว้ขอโทษ แล้วก็พาตุลย์กับฟาบริซเดินไปดูตามเขตรั้วลวดหนาม แล้วอธิบายบอกว่าที่ดินข้างๆ เป็นของใครส่วนมากก็จะเป็นของพวกญาติๆ เพื่อนๆ ของเสี่ยอำนาจทั้งนั้น

บนรถกระบะสีดำสี่ประตู นที ซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหลังจ้องมองมือตัวเองเขม็ง ในมือของนทีมีปืนสั้นอยู่หนึ่งกระบอกกำมันแน่นจนเหงื่อชื้นฝ่ามือ เขาบอกตัวเองว่าไอ้ตุลย์เป็นคนทำให้มันเสียแผน ทำให้มันต้องคอยหนีไอ้พวกเสี่ยโยธินที่คอยจะจ้องมาทวงหนี้ จนต้องหนีเตลิดมากบดานอยู่แถวชลบุรีกับเพื่อนเก่าอย่างไอ้แก้ว เลยได้เข้าไปอยู่กับเสี่ยอำนาจ แต่พอพวกนายโยธินตามมาเจอที่ชลบุรีก็เลยต้องหนี

โดยตอนนี้นทีได้งานจ๊อบพิเศษ ธุรกิจสีเทา เน้นติดต่อกับแต่คนต่างชาติ พวกคนรวยๆ ทั้งนั้น จึงได้มีโอกาสไปสมุยกับนายใหม่ของมัน จนเขาได้ไปเจอกับเพียงใจ เพียงแค่ชั่วพริบตาก่อนลิฟต์จะปิด เขาจำเธอได้ แต่เธอมากับไอ้ฝรั่งที่ไปดูที่ดินที่บ้านของเสี่ยอำนาจ เพื่อให้แน่ใจจึงดักรอเธอที่หน้าล็อบบี้โรงแรมวันนั้นดูให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด เมื่อแน่ใจก็เลยรีบติดต่อไอ้แก้ว

“เฮ้ย...ไอ้แก้ว ได้ไปเที่ยวจันทบุรีหรือยังวะ” นทีจำได้ว่าไอ้ฝรั่งนั่นอยากได้ที่ดินที่จันทบุรี ก็ไม่ได้คาดหวังหรอกว่าไอ้ตุลย์มันจะมาด้วยหรือเปล่า แต่อย่างน้อยถ้าได้เจอไอ้ฝรั่งนั่น การเข้าหาไอ้ตุลย์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เดิมทีก็ไม่คิดจะไปยุ่งกับไอ้เจ้าของผับนั่นหรอก ถ้าวันนั้นไม่เจอเพียงใจ ไม่ได้เห็นว่าเธอเดินเกาะแขนมัน และแค่ดูก็รู้เลยว่าเป็นอะไรกัน ความแค้น ความเสียดาย ความโกรธ ประดังเข้ามาจนมันคิดที่จะต้องทำอะไรสักอย่างให้หายแค้น เพราะเดี๋ยวมันก็จะได้ตามนายใหม่ของมันข้ามฝั่งชายแดนแล้ว ถ้ามันทำอะไรลงไป อย่างน้อยมันก็มีที่กบดาน มีคนคุ้มกะลาหัวมัน เพราะนายใหม่ของมันก็ไม่ธรรมดา

(จันทบุรี) แก้วทวนคำเพราะยังไม่เข้าใจ

“เออ ถ้ามึงได้ไปจันทบุรีเมื่อไหร่บอกกูด้วย กูจะติดรถไปด้วย” นทีที่ออกมาจากเสี่ยอำนาจแล้ว เลยต้องสืบเรื่องจากไอ้แก้ว

(กูจะไปทำอะไรที่จันทร์วะ) ไอ้แก้วยังนึกไม่ออกว่าจะไปทำไม

“ที่ไอ้ฝรั่งนั่นมาดูที่ไง ตอนแรกเสี่ยจะให้กูไป แต่กูออกมาก่อนนี่ไง ถ้ามึงได้ไป กูจะขอติดรถไปด้วย” นทีทวนความจำให้ไอ้แก้ว

(เออๆ ถ้าได้ไปจะบอก)

จนถึงวันนี้ตอนแรกก็ไม่คิดว่าไอ้ตุลย์จะมาด้วย แต่ในเมื่อเจอตัวก็จะไม่ให้พลาด จึงเตรียมของขวัญมาให้ไอ้ตุลย์ด้วย

เกรซและเพียงใจยังนั่งรอที่เบาะหลังรถ เกรซเองก็อยากลงไปดู แต่เมื่อเฮียให้รอที่นี่ก็นึกขยาดจะดื้อด้านใส่

นทีเหน็บปืนเข้าที่เอวด้านหลังเอาชายเสื้อปิดไว้ เขากดปลายปีกหมวกแก๊ปสีดำลงแล้วก้าวลงจากรถ จังหวะเดียวกับที่เพียงใจหันไปมองรอบๆ ด้าน พลันสายตาเธอก็หันไปเจอผู้ชายใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงยีนสีเข้มสวมหมวกแก๊ป เธอขมวดคิ้วมุ่น

“นที” เสียงเธออุทานเรียกชื่อคนคุ้นตาแผ่วเบา

“ใครหรือ” เกรซหันไปมองตามเพียงใจ

ยิ่งเมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้รถ เธอก็ยิ่งแน่ใจ หัวใจเธอเต้นโครมคราม แต่เมื่อสังเกตอีกที นทีไม่ได้มองมาที่รถ ที่เธอกับเกรซนั่งอยู่ แต่สายตาจับจ้องมองไปยังหมอตุลย์และฟาบริซ ที่ยังยืนคุยกับคนหัวแดงๆ และชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง

เพียงใจจับศีรษะเกรซกดให้ก้มลงบนเบาะ ตอนที่นทีกำลังเดินผ่านรถเข้ามาใกล้ มันจึงไม่ได้สังเกตเห็นเธอในรถ เมื่อเดินผ่านไป เพียงใจก็เงยหน้าขึ้นมองและพยายามซ่อนอยู่ที่หลังเบาะนั้น

“ปืน” เสียงเธออุทานออกมาแผ่วเบา เมื่อลมทะเลที่แรงจนพัดเอาชายเสื้อของนทีปลิวขึ้นจนเห็นด้ามปืน มันเอามือดึงชายเสื้อปิดอย่างเดิม เพียงใจยังเอามือกดศีรษะเกรซไว้ยังไม่ยอมปล่อย ดวงตาของเธอฉายแวววิตกเธอกลัวจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับหมอตุลย์ ไวเท่าความคิดเธอบอกให้เกรซรออยู่บนรถห้ามลงไปไหน

ส่วนตัวเองแอบลงจากรถแล้วค่อยๆ แอบตามนทีไป เธอเห็นนทีเดินไปอย่างเงียบๆ ลัดเลาะไปตามป่าหญ้ารก เมื่อใกล้กลุ่มคนทั้งสี่คนที่ยืนคุยกัน นทีก็ดึงปืนออกมาจากขอบกางเกงยีน เขาขึ้นลำกล้องปืน แล้วเล็งปลายกระบอกปืนไปทางตุลย์

เมื่อเห็นแบบนั้นเพียงใจคิดอะไรไม่ออกแล้ว เธอวิ่งเข้าไปหานที หมายจะผลักปลายกระบอกปืนไปทางอื่น เพียงใจวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ใช้ทั้งตัวผลักนทีจนเซ ปลายกระบอกปืนที่ขึ้นลำแล้วถูกสะบัดออกจากเป้าหมาย นทีเซจากแรงกระแทกของเธอ ทำให้เขาเกร็งนิ้วเหนี่ยวไกปืน ลูกกระสุนพุ่งออกไป

ปัง!!!

เลือด!!!!

เธอหลับตาลง โลกเงียบ

เสียงปืนดังฉุดหัวใจหลายๆ คนให้กระตุก ทุกสายตาหันไปตามเสียงปืน หมอตุลย์เห็นร่างบอบบางของเพียงใจ ทรุดลงตรงนั้น เลือดเริ่มเอ่อนองออกมา

นทีเบิกตาโพลง ปล่อยปืนหลุดมืออยู่ตรงนั้น ก่อนจะรีบลนลานหนีไปขึ้นรถกระบะสี่ประตูคันนั้นขับออกไปอย่างรวดเร็ว

ตุลย์รีบวิ่งไปจับประคองร่างของเธอไว้รีบหาบาดแผล

ท้อง ที่ท้องมีเลือดออก เขาถอดเสื้อตัวเองกดบาดแผลเอาไว้

“บริซเอารถออก” เขาตะโกนสั่ง พลางช้อนร่างไร้สติเพียงใจขึ้นอุ้ม รีบวิ่งไปที่รถ

“เกรซเปิด GPS หาโรงพยาบาล” ตุลย์ร้องสั่งเสียงดัง

โรงพยาบาล

เมื่อบริซจอดรถที่หน้าโรงพยาบาล ตุลย์รีบอุ้มเพียงใจออกจากเบาะหลัง พร้อมตะโกนบอกเจ้าหน้าที่เวรเปล

“ขอเตียงเข็นด้วย คนไข้ถูกยิงที่ช่องท้อง”

เขาอุ้มเพียงใจวางบนเตียงเข็นผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ก็รีบเข็นเพียงใจเข้าห้องฉุกเฉิน เขาวิ่งตามไปติดๆ พยาบาลหน้าห้องรีบกั้นเขาไว้

“ญาติคนไข้รอด้านนอกนะคะ”

ห้องฉุกเฉินถูกปิดลง แต่ทุกครั้งที่มีเจ้าหน้าที่เดินเข้าเดินออกเขาก็พยายามมองเข้าไปข้างใน สักพักพยาบาลก็เปิดประตูมาแจ้งว่าต้องนำคนไข้เข้าห้องผ่าตัด

“ญาติคนไข้เซ็นเอกสารยินยอมด้วยนะคะ”

ตุลา เดชเรืองโรจน์กุล…สามี

ทั้งสามคนมานั่งรอที่หน้าห้องผ่าตัด เกรซเลยอาสาไปซื้อน้ำซื้อกาแฟให้

“เฮีย พี่สะใภ้จะต้องปลอดภัย” ฟาบริซตบบ่าพี่ชายหนักๆ ให้กำลังใจ

หมอตุลย์ตอนนี้นั่งหลังค่อมก้มหน้าเอามือดันหน้าผากไว้ ดุจมันหนักเกินที่จะตั้งอยู่ได้เอง ข้อศอกสองข้างของเขาวางลงบนเข่า ซบหน้าลงซ่อน น้ำตา เป็นครั้งแรกที่ผู้ชายอย่างตุลย์หลั่งน้ำตา เมื่อเขาคิดถึงตอนเธอไม่ได้สติ เลือดไหลออกมาจนเสื้อสีขาวของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงสด เขาไม่เคยนึกกลัวเลือดเลยสักครั้งตั้งแต่เรียนหมอจนกระทั่งถึงตอนนี้ เมื่อเขาเห็นเลือดเธอยิ่งไหลออกมา หัวใจก็คล้ายถูกกรีด เขากลัวมาก กลัวเลือดเธอจะออกจนหมด กลัวเธอจะไม่ลืมตามามองเขาอีกแล้ว มือของเขายังมีคราบเลือดของเธออยู่ ร่างของเธอรวยรินแทบจะไม่มีลมหายใจ ชีพจรแผ่วเบามาก เธอนอนสงบนิ่งราวคนหลับอย่างสบาย

หมอตุลย์พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ เธอทำแบบนั้นทำไม ให้เขาเป็นคนเจ็บเองดีกว่า เธอเจ็บแบบนี้แล้วใจเขาแทบขาด กระสุนเข้าที่ท้องเขาหวังว่ามันจะไม่โดนจุดสำคัญ

แหวนเพชรสิบกะรัตอีกวงยังใส่ไว้ในลิ้นชักหัวเตียง แบบเดียว ไซซ์เดียวกับที่เขาซื้อให้เธอที่เกาะสมุย เขาซื้อมาเหมือนกันสองวง วงหนึ่งใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายให้เธอ อีกวงหนึ่งเอาไปให้ร้านเพชรทำตามแบบ

เธอจะตื่นมาใส่มันได้ไหม

เขานั่งรอหน้าห้องผ่าตัด นานกี่ชั่วโมงก็ไม่รู้ รู้แต่เวลาเดินช้า เขากลัวจะมีคนเดินออกมาแล้วบอกว่าเธอจะไม่ฟื้นมาอีกแล้ว

“ญาติคุณเพียงใจค่ะ”

เมื่อพยาบาลเดินออกมา หมอตุลย์ก็รีบพุ่งเข้าไป

“เป็นยังไงบ้างครับ” น้ำเสียงร้อนรนดวงตาฉายแวววิตก

“กระสุนโดนลำไส้ค่ะ หมอผ่าตัดลำไส้ออกหนึ่งฟุต การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี คนไข้มีอาการทรงตัวแล้วค่ะ รอคนไข้ฟื้นนะคะ ถ้าไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อน ก็ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว เดี๋ยวเราจะย้ายคนไข้เข้าห้อง ICU ค่ะ” เมื่อพยาบาลบอกอาการของคนไข้ หมอตุลย์ ถอนหายใจออกโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังวางใจไม่ได้

“เฮียกลับไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวเช้าค่อยมาใหม่ ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว ยัยเกรซจัดการจองโรงแรมให้แล้ว” ฟาบริซบีบไหล่พี่ชายเบาๆ หมอตุลย์พยักหน้ารับ

เมื่อมาถึงโรงแรม เกรซจัดการเรื่องห้องพัก เสื้อผ้าให้ทั้งกับตุลย์และฟาบริซ ภายในห้องตุลย์ยังนั่งอยู่ท่าเดียวเหมือนกับตอนที่นั่งอยู่โรงพยาบาล เขามองไปรอบๆ ห้อง ทำไมมันเงียบเหงาเช่นนี้ เมื่อก่อนเขาก็อยู่คนเดียวมาตลอดก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอมาเจอเพียงใจ แค่เพียงครั้งแรกที่เธอเดินเข้ามาในผับของเขา หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันที บัดนี้ภายในใจของเขาแทบแหลกสลายคล้ายมันจะหยุดเต้นเสียให้ได้ ตอนที่หันไปเห็นเธอล้มลงตรงนั้น เธอบ้าดีเดือดขนาดไหนถึงกล้าวิ่งไปใส่ลูกปืนแบบนั้น เธอต้องการปกป้องเขา แต่เขาไม่ต้องการให้เธอเจ็บตัวแบบนี้

ฟาบริซต้องกลายเป็นคนติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ข้อมูลกับทางตำรวจ เพราะพี่ชายตอนนี้ไม่มีจิตใจจะสามารถทำอะไรได้ นอกจากสายตาเจ็บปวดนั่น

เช้าวันรุ่งขึ้นหมอตุลย์รีบไปโรงพยาบาลเพื่อดูเพียงใจ ภายในห้อง ICU หมอยังไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม เขาทำได้แค่มองเธอผ่านกระจกใส ร่างของเธอมีแต่สายเครื่องมือแพทย์ระโยงระยาง ร่างบางนอนราบกับที่นอนเขารู้สึกว่าเธอผ่ายผอมลงไปมาก หน้าซีดๆ ของเธอแทบจะไม่มีสีเลือด พยาบาลเพียงมาแจ้งว่า เธอไม่มีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นเริ่มมีการตอบสนองมากขึ้น

“คุณกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ เพราะตอนนี้ก็ยังเข้าไปเยี่ยมไม่ได้ รอให้คนไข้ฟื้นคุณจะเบื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเธอเลยล่ะ” พยาบาลบอกเขาเมื่อเห็นเขาเดินชะเง้ออยู่หน้าห้อง ICU เป็นครึ่งค่อนวัน

ใจเขาอยากย้ายเธอกลับกรุงเทพฯ โรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่ เพื่อจะได้เข้าดูแลเธอได้กว่านี้ เพราะที่นี่เขาก็ไม่อยากก้าวก่ายจะทำให้คนทำงานพลอยลำบากใจไปเปล่าๆ แต่เขาก็แจ้งกับทางคุณหมอไปแล้ว ว่าถ้าเธอฟื้นเขาจะขอย้ายเข้ากรุงเทพฯ

สามวันที่ผ่านมานี้ เขาเทียวไปโรงพยาบาลเช้าเย็น สภาพร่างกายตัวเองดูซูบซีด จนเกรซและฟาบริซต้องคอยบังคับให้กินข้าวบ้าง หน้าตาหนวดเคราเขียวครึ้ม ผมเผ้าที่เคยเซตอย่างดี บัดนี้ถูกปล่อยเพียงแค่ใช้มือเสยๆ เท่านั้น เขาขอลางานไว้หนึ่งอาทิตย์ ถ้าเธอยังไม่ฟื้นเขาก็คงต้องพาเธอกลับกรุงเทพแล้ว

“คุณตุลาคะ คนไข้เพียงใจฟื้นแล้วนะคะ” เสียงเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโทรมาแจ้ง เขาดีใจคว้าเสื้อคลุม กุญแจรถรีบบึ่งไปโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว

ห้อง ICU เขาสวมชุดสำหรับเข้าเยี่ยมคนไข้ ที่ข้างเตียงเขาจับมือเธอไว้ เธอค่อยๆ ปรือตาลืมขึ้นมองนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็เอียงหน้ามามองเขา ที่หางตาเธอมีน้ำใสๆ ไหลออกมา เขาเอื้อมมือไปเช็ดให้

“เจ็บมากไหมที่รัก” เขาถามเสียงแผ่วกลั้นน้ำตาที่จะเอ่อออกมาถ้าเขาร้องไห้เธอจะไม่สบายใจ เพียงใจพยายามบีบมือหมอตุลย์ เขาอยากจะหอมแก้มเธอ อยากจูบหน้าผากปลอบประโลม แต่ใบหน้าของเธอยังมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่ เขาทำได้เพียงจับมือเธอไว้แบบนั้น

ตลอดทางที่รถพยาบาลวิ่งเข้ากรุงเทพฯ หมอตุลย์นั่งมากับรถพยาบาล เขาจับมือเธอเอาไว้ตลอดทาง มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่

เมื่อถึงโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ เธอเข้ารักษาต่อที่ห้อง ICU. หมอศักดิ์ ซึ่งก็เป็นเพื่อนสนิทของเขา ได้มาดูแลเป็นแพทย์เจ้าของไข้ เมื่อมาที่นี่เขาสามารถเข้ามาดูเธอได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอเวลาเยี่ยม

“เฮ้ย อาการหนักกว่าคนไข้อีกมึงดูสภาพซิ” หมอศักดิ์ว่ากล่าวเพื่อน เพราะพวกพยาบาลซุบซิบกันใหญ่แล้ว แฟนหมอตุลย์ถูกยิง แต่หมอตุลย์ดูจะอาการหนักกว่าคนไข้จนนึกว่าเพิ่งออกมาจากป่า จากหมอที่เคยเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วบัดนี้แทบไม่เหลือคราบเลย

“กูก็อยากเป็นคนไข้แทน” หมอตุลย์บอกเพื่อน

“พรุ่งนี้กูจะถอดเครื่องช่วยหายใจแล้ว หายใจเองได้ แผลก็โอเค ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ถือว่าเธออึดมากเลยมึง” เขาแจ้งอาการเพื่อน

“ถ้าอาการดีขึ้น อีกสองวันก็ย้ายเข้าห้องพักฟื้นได้แล้ว”

“คนไข้ครับ ได้เวลาทานยาแล้วนะครับ” เสียงใสของหมอตุลย์ลอยเข้ามาทั้งที่ตัวเขายังเดินมาไม่ถึงเตียงคนไข้เลยด้วยซ้ำ

“เบื่อกินยาจัง” คนไข้หน้าตาสดใสเริ่มเกเร

“เดี๋ยวหายแล้วหมอจะฉีดยาให้แล้วกันนะ” หมอตุลย์พูดด้วยสายตากรุ้มกริ่ม คนไข้เลยหน้าแดงขึ้นทันที

“หมอว่าแหวนเพชรนี่มันแปลกๆ ไปไหมคะ ทำไมเหมือนมันใสขึ้น” คนไข้ที่เคยสวมแหวนเด็กเล่นเพชรเม็ดโตชูมือขึ้นมอง ยามแสงแดดส่องกระทบประกายเพชรก็สว่างจ้า

หมอตุลย์เลยหยิบแหวนเพชรวงเก่าที่ประกายน้อยกว่าออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ยื่นให้เธอ

“หือ ทำไมเหมือนกันจังคะ” เธอรับมามองตาโต

“เอาไปให้ร้านทำตามแบบให้เหมือน ไปขอสาวแต่งงาน สาวบอกไม่มีแหวนเพชรจะไม่แต่งด้วย” หมอตุลย์ยิ้มล้อเลียน

“แหม หมอคะ รับปากแต่งตั้งแต่ยังไม่มีแหวนแล้วค่ะ ปรักปรำ” คนไข้หน้างอ

“เดี๋ยวคืนนี้ผมมานอนเป็นเพื่อน ได้ขึ้นเวรเช้าแล้ว” หมอตุลย์ส่งยาให้คนไข้พิเศษของเขา

“วันนี้เป็นไงมั่ง ปวดตรงไหนหรือเปล่า พยาบาลดูแลดีไหม” คนเป็นห่วงถาม

“ไม่ค่อยเจ็บแล้วค่ะ แล้วพยาบาลก็ดูแลดีมาก คงเพราะกลัวหมอตุลย์ แถมยังขยันมาเล่าเรื่องตอนเพียงยังไม่รู้สึกตัวให้ฟังเยอะแยะเลยค่ะ” คนฟังมองด้วยสายตาแบบรู้ทัน เพราะเขาก็เคยได้ยินมาบ้าง พวกนางเม้าท์ว่าหมอตุลย์จะคลั่งเสียให้ได้ ตอนรอคนไข้ของเขาฟื้น ผมเผ้าแทบจะไม่เคยเซต หนวดเขียวครึ้ม พอฟื้นแต่ยังพูดคุยไม่ได้ก็แทบจะย้ายห้องทำงานมาอยู่ห้องICU ตอนกลางคืนก็นอนที่ห้องคนไข้ ไม่กลับบ้านกลับช่องเป็นอาทิตย์

“หมอคะไอ้กระสุนที่มันอยู่ในท้องเพียงไปไหนแล้วล่ะคะ เพียงอยากได้ จะเอาไปเลี่ยมห้อยคอ” หมอตุลย์ได้ฟังขมวดคิ้วตาเขียว

“ที่ไอ้นั่นมันฝากไว้ให้อ่ะนะ ผมจะเอาไปยัดสมองมันแทน” นอกจากตาเขียวเสียงยังเขียวอีก เพียงใจทำหน้าสลด

“ตำรวจเขาเอาไปแล้ว” เขาต้องยอมบอกตามความจริง

ทางด้านตำรวจก็ได้ฟาบริซช่วยดำเนินการให้ ทั้งการให้ปากคำทั้งติดต่อเรื่องต่างๆ เขาเองแทบจะพูดคุยกับใครไม่ได้ เห็นตำรวจว่ายังจับไม่ได้ น่าจะหนีออกนอกประเทศไปกับเจ้านายใหม่ของมัน ซึ่งทางตำรวจก็กำลังประสานงานกันอยู่

เพียงใจอยู่โรงพยาบาลก็กลายเป็นคนไข้ขวัญใจพยาบาล เมื่อแต่ละคนมาดูแลเธอก็จะขยันเล่าเรื่องหมอตุลย์ให้ฟัง ซึ่งเธอก็สนุกที่จะได้รู้อีกมุมชีวิตของเขา

“พอบอกแฟนหมอตุลย์รักษาตัวที่นี่ พวกพยาบาลจะแย่งกันมาดูแลคุณเพียงเลยค่ะ บอกว่าอยากเห็นคนทำลายมนุษย์น้ำแข็ง” พยาบาลเล่าพลางหัวเราะคิกคัก

“เขาก็ไม่ได้เย็นชาขนาดนั้นหรอกค่ะ” คนไข้แก้ต่างให้คุณหมอ

“ได้ที่ไหนกันคะ ดุขนาดนั้น พยาบาลแอบร้องไห้ไปหลายคน สุดท้ายหมอต้องส่งขนมมาขอโทษ แต่บอกว่าทีหลังให้ตั้งใจจะได้ไม่ถูกดุ” ทั้งพยาบาลและคนไข้ต่างหัวเราะกันสนุกสนาน พอถึงเวลาที่เธอต้องกลับไปรักษาตัวที่บ้าน พวกพยาบาลก็เสียดาย คิดถึงคนไข้พิเศษ

“มาหาพวกเราอีกนะคะ” เสียงพยาบาลคนหนึ่งพูดขณะช่วยเธอเก็บของเช็กร่างกายก่อนออกโรงพยาบาล หมอตุลย์จ้องตาเขียว

“ผมขี้เกียจมานอนเฝ้าคนไข้ อย่าให้ต้องมาบ่อยๆ เลย” เสียงหมอยังเขียว อะไรพยาบาลบอกให้ว่าที่ภรรยาเขากลับมาโรงพยาบาลอีก มันน่า

“เอ่อ หมายถึงมาเยี่ยมเยือนเฉยๆ ค่ะ” พยาบาลสาวรีบอธิบาย

คนไข้เพิ่งหายหัวเราะร่า “ค่ะ ไว้เพียงจะซื้อขนมอร่อยๆ มาฝากนะคะ ขอบคุณที่ช่วยดูแลค่ะ” เมื่อร่ำลากันเสร็จ หมอก็พาเพียงใจกลับ

“คราวหลัง

ห้ามทำอะไรแบบนี้อีกนะ อย่าเอาตัวเองมาเสี่ยงอันตรายเพื่อผม ให้ผมเป็นคนปกป้องเพียงเอง”

“ก็เพียงรักหมอนี่คะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป