บทที่ 11 คำเชิญ

บทที่ 10

คำเชิญ

กลับมาถึงจวน หว่านอี้หนิงแช่ตัวในอ่างน้ำอุ่น

การพบเจอโต้วหลางคือสิ่งที่อยู่ในแผนที่นางต้องการ แต่การเจอหัวหน้าหน่วยทมิฬอย่างกงหยางต้านไม่ใช่ สำหรับนางแล้ว เขาดูไม่น่าวางใจที่จะยุ่งเกี่ยว ขุนนางขั้นสามที่ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ผู้ที่มีตำแหน่งที่ยุ่งเกี่ยวได้ทุกเรื่องทุกคดีที่เขาสนใจ ในแคว้นนี้หากถามว่าเหล่าขุนนางชั่วกลัวคือใคร ย่อมเป็นเขาที่ไม่เคยไว้หน้าผู้ใดเลย

นางมีความคิดอยากใช้เขา แต่ก็รู้ว่าเสี่ยงมากเกินไป นางไว้ใจใครไม่ได้ เรื่องที่เกิดวันนี้ ชาติก่อนอาจจะเกิด แค่นางไม่รู้ ไม่ได้ยืนอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นคนเห็นเหตุการณ์

“คุณหนู คนจากจวนอื่นมาลอบมองจวนเราตลอด เฟยหย่าจดจำมาหมดว่าใครบ้างที่มา“ เฟยฮวาแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้น

“ช่างเถอะ ใครจะมาแอบมองก็ไม่ต้องสนใจ ส่วนเฟยหย่าให้จับตามองคนที่น่าสงสัยที่สุดก็พอ“

“เจ้าค่ะ“

เช้าต่อมาบิดาเรียกพบ หว่านอี้หนิงรู้อยู่แล้วว่าเพราะเรื่องอะไร แน่นอนต้องเป็นเรื่องที่นางเจอโต้วหลางเมื่อวานที่ร้านเครื่องประดับ

หว่านอี้อันมองบุตรสาวคนรองที่ราบเรียบ และคนที่สามที่ใบหน้าบูดบึ้ง

“ท่านพ่อต้องจัดการให้ข้านะ นางให้ท่าพี่โต้วหลาง ยังเสนอหน้าเผยตัวให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองเป็นใครด้วย” หว่านลู่หลินพูดแล้วมองพี่สาวด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ

“ท่านพี่ ตอนนี้ในเมืองหลวงมีข่าวลือเกี่ยวกับหว่านอี้หนิง ข้าคิดว่าไม่ค่อยดีนักนะเจ้าคะ” ฟางเซียนออกปาก นางอยากให้สามีทำอะไรสักอย่าง

หว่านอี้อันตบมือลงบนโต๊ะ เขาหวังให้บุตรสาวคนรองหวาดกลัว แต่นางกลับนิ่งเฉย ไม่แสดงท่าทีตกใจตื่นกลัวอย่างที่คิด “ข้าอนุญาตเจ้าออกจากจวน แต่ไม่ได้ให้เจ้าเปิดเผยใบหน้า อีกทั้งยังไม่ให้เจ้าบอกใครว่าตัวเองคือใคร ทำไมถึงกล้าขัดคำสั่งข้า”

หว่านอี้หนิงมองบิดาสายตาไร้ความกลัว

“ลูกไม่กล้าขัดคำสั่งท่านพ่อ ร้านเครื่องประดับที่เลือกไปเป็นร้านขนาดเล็ก ผู้ที่ไปซื้อมีแต่ชนชั้นล่างและกลางเพียงเล็กน้อย ในร้านมีคนไม่กี่คน สองสามคนเห็นจะได้ ลูกเลือกร้านนี้เพราะว่าไม่ต้องการให้ตัวเองดูโดดเด่นเป็นที่จับตามองตามคำสั่งของท่านพ่อ ยังสวมหมวกมีผ้าขาวบางปกปิดใบหน้า เพียงแต่ว่าอยู่ ๆ คุณชายโต้วหลางก็โผล่มา เขาเป็นคนเปิดเผยตัวตนของข้าต่อหน้าผู้อื่น ส่วนเรื่องเปิดเผยใบหน้า เรื่องนี้ข้ายอมรับว่าข้าผิดที่ตัวเองคิดน้อยเกินไป เพียงอยากลองเครื่องประดับเท่านั้น และเห็นว่าในร้านมีคนเพียงสองสามคน”

“ใครจะเชื่อเจ้า พี่โต้วหลางจะไปที่นั่นได้ยังไง ต้องเป็นเจ้าที่ให้ท่าเขา เจ้าส่งคนไปบอกว่าเจ้าจะไปไหน ล่อเขาออกไปหา จ่ายเงินซื้อของให้“ หว่านลู่หลินเถียงทันที

หว่านอี้หนิงเบนสายตามองน้องสาว “ข้าพูดจริง การออกจากจวนของข้าเมื่อวานข้าออกทางประตูข้าง ไปกับคนสนิทเพียงสองคน เรื่องนี้มีแค่ท่านพ่อเท่านั้นที่รู้ ถ้าไม่ได้อยู่เมืองหลวงมาสามปีมีเส้นสาย กลับมายังจดจำผู้คนไม่ได้มาก คงไม่มีปัญญาทำตามที่น้องสามกล่าวหา ส่วนเงินที่ซื้อเครื่องประดับพวกนั้นเป็นเงินส่วนตัวของข้าเอง”

“เจ้ามีเงิน ไปเอามาจากไหน” ฟางเซียนสะดุดที่คำนี้ ตั้งแต่หว่านอี้หนิงกลับมา นางยังไม่ให้เงินสักแดง อีกฝ่ายเอามาจากไหนกัน

หว่านอี้อันเองก็สงสัย เขาจ้องมองบุตรสาวด้วยสายตาคาดคั้น ตอนที่บุตรสาวคนรองขอออกจากจวน เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

“เจ้าเอาเงินจากไหนไปซื้อของ”

หว่านอี้หนิงไร้ท่าทีแตกตื่น “ก่อนที่จะออกเดินทางไปที่อารามจินซี ข้ามีเงินจำนวนหนึ่งที่ท่านตากับท่านยายมอบให้ในวันเกิด เงินจำนวนนั้นข้าเก็บไว้ในเรือนมาตลอด พอกลับมาเห็นว่าแม่รองหลงลืมให้คนมาส่งเงินตามสมควรที่ข้าต้องได้ ข้าเลยเอาเงินที่เก็บไว้ออกมาใช้เจ้าค่ะ เงินจำนวนนี้ที่ข้าถืออยู่เป็นเงินของจวนตวน”

หว่านอี้หนิงไม่พูดเปล่า หยิบเอาตั๋วเงินสองพันกว่าตำลึงออกมาให้ทั้งสามดู

หว่านอี้อันไร้คำถามเขาได้แต่ขมกรามแน่นรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานึกถึงเรื่องราวในอดีต ตระกูลตวนร่ำรวยมากเพราะแบบนี้ในอดีตเขาถึงถูกจับแต่งงานกับมารดาของหว่านอี้หนิงทั้งที่เขาไม่ได้รักนางเลยสักนิด เพราะตอนนั้นเขาเป็นเพียงขุนนางขั้นต่ำคนหนึ่ง เพื่อให้อนาคตเขาดีขึ้นมีคนส่งเสริมมารดาเขาจัดแจงให้เขาแต่งงานกับตวนซู่เม่ย ชีวิตแต่งงานนับว่าราบเรียบ ตวนซู่เม่ยคือสตรีที่แสนน่าเบื่อหน่ายวัน ๆ เอาแต่ดูแลจวนแม้ทำได้ดีหากขาดตกเรื่องบนเตียงระหว่างสามีภรรยา มันทำให้เขายิ่งไม่ชอบภรรยาเอกของตัวเอง ยิ่งคิดถึงบุญคุณที่จวนตวนมีต่อเขาทำให้เขายิ่งแค้นใจด้วยใคร ๆ ในช่วงเวลานั้นต่างบอกว่าเขาได้ดีทุกวันนี้เพราะตระกูลตวนหาใช่ความสามารถเขาเอง ความชิงชังจึงเพิ่มขึ้นเท่าตัวนับแต่แต่งงานยิ่งเย็นชากับตวนซู่เม่ยและลูก ๆ ที่เกิดจากนาง สามปีก่อนที่มีเรื่อง ก่อนหน้านั้นสามวันเป็นวันเกิดหว่านอี้หนิง บุตรสาวคนรองกลับจวนตวน เงินจำนวนนี้คงเป็นฝั่งนั้นมอบให้เนื่องในวันเกิด

“ทำไมพวกเขาให้เงินเจ้ามากขนาดนี้” หว่านลู่หลินเป็นคนเดียวที่ไม่เชื่อ ตอนที่อีกฝ่ายถูกส่งไปอยู่ที่อารามจินซี นางเคยให้คนของนางเข้าไปค้นแล้วแต่ไม่เจออะไรเลย

“ช่วงเวลานั้นข้ามีของที่อยากได้หลายอย่าง เลยเอ่ยปากขอท่านยายด้วย ท่านยายเองก็ตามใจถึงได้ให้เงินจำนวนมากมา บอกว่าให้ข้าไปเลือกได้ตามใจ สิ่งที่ข้าบอกว่าอยากได้ก็คือผ้าไหมราคาสูงที่ใช้ตัดชุดเจ้าค่ะ” หว่านอี้หนิงตอบบิดาไม่มองน้องสาว

“เจ้าซ่อนเงินจำนวนมากขนาดนี้ไว้ที่ไหน ทำไมข้าหามันไม่เจอตอนไปเรือนเจ้า”

หว่านลู่หลินหลุดปากเรื่องไม่สมควรจนฟางเซียนมองบุตรสาวด้วยสายตาไม่พอใจ หว่านลู่หลินที่รู้ตัวตกใจเอามือปิดปากทันที ไม่กล้าพูดอีก

หว่านอี้หนิงมองน้องสาว “เจ้าค้นเรือนข้าตอนข้าไม่อยู่”

ฟางเซียนเห็นว่าท่าไม่ดีเลยออกปาก “ในเมื่อเป็นเงินเจ้าก็ช่างเถอะ แต่ว่าอย่างไรเรื่องที่เจ้าเปิดเผยหน้าตาก็ยังไม่สมควร เจ้ามีความผิดติดตัวถึงได้ถูกส่งออกไปอยู่ด้านนอก เวลานี้กลับมาก็ควรสงบเสงี่ยมสักหน่อยถึงจะถูก ไหนจะพึ่งมีการเปลี่ยนลู่หลินไปหมั้นกับโต้วหลางแทน เจ้าไม่ควรเจอโต้วหลางเวลานี้“

“แม่รองอย่าเข้าใจข้าผิด ข้าไม่ได้ต้องการคุณชายโต้วสักนิด เขาไปหาที่นั่นได้อย่างไร เรื่องนี้ข้าไม่อาจตอบท่านได้ แต่มันไม่ใช่แผนการของข้าแน่นอน” หว่านอี้หนิงเอ่ยเสียงราบเรียบ

“ใครจะเชื่อเจ้า เจ้ามันนังจิ้งจอกชัด ๆ คิดใช้ความงามของเจ้าล่อลวงพี่โต้วหลางของข้า” หว่านลู่หลินเถียงทันที นางไม่สนใจสายตาตำหนิของมารดาสักนิด

“พอแล้ว” หว่านอี้อันเอ่ยปาก เขาปวดหัวกับเรื่องในจวนมากพอ เรื่องงานก็หนักหนา ยังมาเจอเรื่องวุ่นวายในจวนอีก ทั้งที่คิดว่าจัดการได้ง่าย แค่ตอนนี้กิจการถูกจับตามองเขาก็กังวลจะแย่

“อี้หนิง จากนี้ไม่ต้องออกไปไหน อยู่แค่ในจวน เข้าใจหรือไม่“

หว่านอี้หนิงยิ้มเบาบาง “เจ้าค่ะท่านพ่อ”

“พวกเจ้าแยกย้ายได้แล้ว ข้ามีงานต้องทำ ข่าวลือคิดว่าอีกไม่นานก็คงเบาบางลงไปเอง”

หว่านลู่หลินไม่อยากยอม แต่ถูกมารดาดึงให้ออกจากห้อง

หว่านอี้อันมองบุตรสาวคนรองที่นิสัยเปลี่ยนไปจากอดีตเป็นคนละคน “จากนี้เจ้าอย่าสร้างเรื่อง เข้าใจหรือไม่”

“เจ้าค่ะ” หว่านอี้หนิงรับคำอีกรอบ มองบิดาเดินออกไป

นางรู้อยู่แล้วว่าเรื่องต้องเข้าทำนองเดิมในชาติก่อน พวกเขาล้วนอยากให้นางปิดตัวตน ทำตัวเหมือนตาย เชิดชูเพียงหว่านลู่หลินให้โดดเด่นเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันชิงตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่ง ตำแหน่งที่ชาติก่อนเป็นของนาง และชาตินี้มันยังต้องเป็นของนางเช่นเดิม

ตกบ่ายสิ่งที่หว่านอี้หนิงคิดเอาไว้เกิดขึ้น ผลจากการเห็นการฆ่าตัวตายที่หอสุราหม่านเยว่ ทำให้กงหยางต้านมาหานางถึงจวน เขาบอกว่าต้องการสอบสวนนางเพราะนางเห็นเหตุการณ์

เรื่องการมาของหน่วยทมิฬที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ยุ่งเกี่ยวกับทุกเรื่องที่อยากยุ่ง ทำให้หว่านอี้อันนั่งทำงานต่อไม่ได้ พอมีคนไปรายงานเขาก็เร่งรีบกลับมาทันที ในใจเต็มไปด้วยความกังวล กลัวว่าอีกฝ่ายจะระแคะระคายกับสิ่งที่เขาทำอยู่

“แปลว่าอี้หนิงเห็นเรื่องที่เกิดขึ้น” หว่านอี้อันถามเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ฐานะขุนนางต่ำกว่า แต่ความสำคัญในใจฝ่าบาทมากกว่าเขาหลายเท่าทำให้เขาต้องไว้หน้า ไหนจะฐานะงานที่สอบสวนได้ทุกเรื่องของคนตรงหน้ามันทำให้เขาไม่อยากมีความบาดหมางด้วย

กงหยางต้านในชุดเต็มยศมองเจ้าของจวนด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้ท่าทีอ่อนน้อม

“ขอรับ”

หว่านอี้อันถึงขั้นหลั่งเหงื่อเย็น บุตรสาวที่เขาอยากเก็บซ่อนเอาไว้ไม่อยากให้นางโดดเด่น กลับไปรู้เรื่องสำคัญเข้าจนหน่วยทมิฬมาสอบสวนถึงจวน

“เช่นนั้นข้าจะให้คนตามนางมา”

“ขอบคุณเสนาบดีหว่านที่ให้ความร่วมมือ”

กงหยางต้านไม่พูดมากอีก เขาเพียงไปที่ศาลาด้านนอก รอคนที่ต้องการพบมาหา อันที่จริงเขาแค่อยากเจอนาง แต่การจะมาพบทั้งที่ไม่ได้สนิทสนมมันก็ดูไม่ค่อยเหมาะ เขาก็เลยอ้างเรื่องนี้

ไกลออกไปจากศาลาไม่มาก หว่านลี่ถิงลอบมองชายหนุ่มผู้หล่อเหลาด้วยแววตาหลงใหล ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเขินอาย นางไม่เคยเจอผู้ใดที่หล่อเหลาขนาดนี้มาก่อน ได้ยินชื่อเสียงของเขามานาน ไม่เคยพานพบหน้า วันนี้นางช่างมีวาสนาจริง ๆ หากหลังจากนี้ได้แต่งเป็นสตรีของเขา ชีวิตนี้นางไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว

หว่านอี้หนิงเห็นหว่านลี่ถิง แต่ไม่พูดอะไร นางเข้าไปในศาลาก่อนทักผู้ที่มาขอพบ

“คารวะใต้เท้ากง”

กงหยางต้านผายมือ “เชิญนั่งก่อน”

หว่านอี้หนิงสบตากับเขาไม่คิดหลบ “ใต้เท้ากงคงมาเพราะเรื่องที่เอ่ยไว้”

“คุณหนูรองเห็นเหตุการณ์ แน่นอนต้องมาสอบถาม”

หว่านอี้หนิงมองท่าทีของชายหนุ่ม เขาไม่เคยยิ้ม นางเจอสามครั้งไม่เคยเห็นเขายิ้มเลย มีเพียงใบหน้าเย็นชา ดุดันบางเวลา ส่วนแววตาไร้ความรู้สึก คนผู้นี้สนใจเพียงงานอย่างแท้จริง ได้ยินว่าหน่วยทมิฬไม่ทำคดีที่ไม่สนใจ คดีใหญ่แค่ไหนหากกงหยางต้านไม่สน จะเป็นของศาลต้าหลี่ทำ แต่เขากลับสนใจคดีหญิงงามกระโดดหอสุรา แปลว่าเขารู้เบื้องหลังหอสุราของเจียงฉาง

“เมื่อคืนข้ามีหมวกปกปิดหน้าทำให้เห็นอะไรไม่ชัด ข้าออกจากร้านเครื่องประดับ แต่เพราะว่าไม่ได้กลับมาเมืองหลวงนานแล้วก็เลยสนใจแสงสีในเมืองหลวง เดินเล่นอยู่นานจนมาถึงหอสุรา ด้วยการตกแต่งที่งดงามทำให้ข้าหยุดยืนชมอยู่นานพอสมควร รู้ตัวอีกทีก็มีร่างร่างหนึ่งตกลงมาตายต่อหน้า เรื่องทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ ข้าไม่อาจจะให้ข้อมูลอะไรได้ หวังว่าใต้เท้าจะไม่ต่อว่า”

กงหยางต้านหรี่ตามอง “คุณหนูรองช่างตอบได้หมดจดจนข้าไร้คำถาม แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ได้ทำให้ท่านตื่นกลัว อันที่จริงคดีนี้ไม่ได้น่าสนใจสำหรับข้า แต่ที่ข้าสนใจก็คือสีหน้าของคุณหนูรอง ใบหน้าที่ไร้ความตื่นกลัวตกใจจนหวาดผวาเมื่อมีคนตายตรงหน้า และท่าทีที่เต็มไปด้วยความแค้น มันทำให้ข้าสนใจ”

หว่านอี้หนิงรู้ว่าเขากำลังจับผิด “ตอนอยู่อารามจินซีมีเรื่องน่ากลัวมากมาย ทำให้ข้ากลายเป็นคนเชยชา”

คำตอบนี้กงหยางต้านเข้าใจ ตามคำบอกเล่าของจินเข่อ ชีวิตของสตรีตรงหน้าเกินคำว่ายากลำบาก การถูกทรมานสามปีเต็มคงทำให้เด็กสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์แปรเปลี่ยนไปมาก เขามองไม่เห็นความหวาดกลัวในแววตาของนาง นับว่านางใจกล้ามากที่ตอบเขามาเช่นนี้ คงรู้ดีว่าเขาสืบเรื่องนางมาแล้ว ยิ่งเห็นแบบนี้เขายิ่งสนใจนางมากขึ้น

“ชีวิตที่อารามจินซีคงลำบากไม่น้อย” กงหยางต้านถามหยั่งเชิง

หว่านอี้หนิงยิ้ม รอยยิ้มนี้ทำเอาผู้ที่นั่งตรงข้ามชะงักนิ่งดั่งถูกมนตร์สะกด

“ลำบากไม่น้อยเจ้าค่ะ จนข้าไร้ความกลัวต่อทุกอย่างแล้ว ในชีวิตนี้คงไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าการมีชีวิตอยู่ที่นั่น”

“เสนาบดีหว่านช่างละเลยบุตรสาว”

“บุตรสาวที่ไม่เป็นที่รักย่อมถูกละเลย ใต้เท้ากงน่าจะชินชาเรื่องนี้ที่เกิดในเหล่าตระกูลใหญ่ดี”

หว่านอี้หนิงสบตาเขานิ่ง

“นั่นสินะ“

“ใต้เท้าบอกว่าที่จริงไม่ได้สนใจคดีนี้ แต่ที่สนใจเพราะสีหน้าของข้า เช่นนั้นข้าอยากจะเสนออะไรใต้เท้าสักหน่อย บางทีการฆ่าตัวตายนี้อาจมีอะไรน่าสนใจกว่าที่คิด”

กงหยางต้านหรี่ตามอง เขาแค่ใช้ข้ออ้างเรื่องการฆ่าตัวตายเพื่อมาพบนาง อยากดูท่าทีของนางเท่านั้น แต่นางกลับบอกว่าคดีนี้น่าสนใจ

“ทำไมเจ้าว่าน่าสนใจ”

“หญิงนางหนึ่งเลือกฆ่าตัวตายในชั้นสามที่มีเพียงลูกค้าสูงศักดิ์เข้าได้ มันจะไม่น่าสนใจได้ยังไงกัน เรื่องราวสกปรกอื้อฉาวอาจทำให้ใต้เท้าที่เบื่อหน่ายรู้สึกสนุกขึ้นมาก็ได้”

กงหยางต้านยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก คำพูดของนางเข้าหูเขามากจริง ๆ

“ฟังแล้วน่าสนใจ”

หว่านอี้หนิงมองรอยยิ้มของเขาก่อนยิ้มบาง นางจำได้ดี ในชาติก่อน กว่าความชั่วช้าของเจียงฉางจะถูกพบก็ตอนที่นางถูกขังไปแล้ว ก่อนตายยังได้ยินแว่วว่ากิจการสามีถูกตรวจสอบทำให้เขาเริ่มลงมือทำลายหลักฐานต่าง ๆ ที่อาจสาวมาถึงตัวเอง คนตรงหน้าคือคนที่ทำคดี ในเมื่อชาตินี้นางมาเพื่อเปลี่ยนแปลงและแก้แค้น ส่วนเขาสนใจนางเพราะท่าทีเคียดแค้นที่นางแสดงออกยามยืนนิ่งมองหอสุรา ต้องบอกว่าเขามองภาษากายได้ขาด ยิ่งไม่แปลกใจที่ผู้คนกลัวเขา เมื่อเขาเก่งกาจน่ากลัวขนาดนี้ ไม่สู้ชี้ทางให้เขาสักหน่อย ให้หายนะของเจียงฉางเกิดเร็วขึ้น นางเชื่อว่าหากคดีนี้อยู่ในมือเขา จุดจบของเจียงฉางยิ่งกว่าทรมานอีก เจียงฉางพึ่งทำเรื่องชั่วมาสามปีกว่า ถ้าเกิดว่ามันจบเร็วขึ้น แปลว่านางก็ช่วยชีวิตคนได้อีกมากมายที่ต้องไม่ทรมานในที่แห่งนั้น

กงหยางต้านชอบใบหน้าเย็นชาของนาง

“อีกครึ่งเดือนจวนข้าจะมีงานเลี้ยง เป็นงานเลี้ยงรื่นเริงจัดขึ้นตามรับสั่งฝ่าบาท หวังว่าคุณหนูรองจะไป อย่างน้อยข้าก็คิดว่ามันคงเป็นผลดีต่อเจ้า”

หว่านอี้หนิงนึกถึงงานที่ว่า ในชาติก่อนนางไม่ได้ไป มีเพียงบิดา ฟางเซียน บุตรสาวชายหญิงของนาง และหว่านลี่ถิงที่ได้ไป ส่วนนางเก็บตัวในจวน วันนี้ได้รับคำเชิญนับว่ายินดี ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจสถานการณ์ของนางดีถึงได้ออกปากเชิญ

“ใต้เท้ากงมองขาดจริง ๆ ในเมื่อใต้เท้ากงเชิญ ข้าย่อมไป”

กงหยางต้านไม่ได้อยากให้มีงานเลี้ยงในจวน แต่ว่างานเลี้ยงนี้เป็นเสด็จลุงที่จัดการให้ เพราะต้องการให้เขาเลือกสตรีหนึ่งในนั้นมาแต่งงานด้วย เขาเลยตามใจให้จัดงานนี้ขึ้น แต่ไม่ได้รับปากว่าจะเลือกใคร ในเมื่อเขาเจอสตรีที่น่าสนใจก็ควรเชิญนาง อยากรู้เหมือนกันว่าจวนหว่านจะกล้าขัดความต้องการนี้ของเขาหรือไม่

“น้ำใจข้าครั้งนี้ คุณหนูรองหว่านถือว่าติดหนี้ข้า”

หว่านอี้หนิงเข้าใจความหมาย เขาชวนเพราะอยากช่วยด้วยรู้ว่านางจะถูกจวนหว่านเก็บซ่อนก่อนส่งกลับอารามจินซีเงียบ ๆ และเขาหวังผลจากเรื่องนี้

ส่วนนางรับน้ำใจด้วยรู้ว่าการปัดน้ำใจเขาคือการหาเรื่อง ไหนจะเขาสนใจทำคดีหอสุราของอดีตสามี แบบนี้นางไม่มีเหตุผลจะไม่รับคำเชิญ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป