บทที่ 2 บทที่ 1 มีโอกาส

บทที่ 1

มีโอกาส

“ลงมาได้แล้ว”

เสียงกระแทกกระทั้นพร้อมกับเสียงเหมือนอะไรหนัก ๆ ฟาดเข้าที่เนื้อไม้ดังมาจากด้านนอก ทำให้หว่านอี้หนิงที่พึ่งลืมตามึนงง นางมองไปรอบ ๆ พบว่าตัวเองอยู่ในรถม้าคันเก่าที่ซอมซ่อ ใบหน้างดงามฉายความประหลาดใจ ดวงตาดอกท้อกวาดมองไปทั่วจนมั่นใจว่านางนั่งอยู่ในรถม้าจริง

ปัง…

เสียงทุบประตูรถม้าดังขึ้นอีกรอบ ก่อนเจิงหมัวมัวที่หว่านอี้หนิงจดจำได้ดีโผล่หน้าเข้ามา ท่าทีหงุดหงิดไม่พอใจ

“มัวชักช้าอะไรอยู่ ข้าบอกว่าถึงจุดที่จะพักแล้ว ยังไม่คิดลงมาอีก ต้องให้ข้าลากเจ้าลงมาหรือไง คิดว่าจะกลับจวนแล้วจะยังทำหยิ่งยโสแข็งข้อกับข้าได้เหรอ”

หว่านอี้หนิงตกใจกับเรื่องตรงหน้า ดวงตาของนางเบิกกว้าง จดจ้องมองใบหน้าเจิงหมัวมัวที่ดูแลนางในสามปีหลังจากถูกส่งไปยังอารามจินซีนอกเมืองหลวง หมัวมัวที่รับสินบนจากฟางเซียน ภรรยารองของบิดาให้ทรมานนางด้วยทุกวิธีการที่ทำได้เพื่อให้นางมีชีวิตอยู่ ไม่สู้ตายที่อารามแห่งนั้น

“เจิงหมัวมัว”

หว่านอี้หนิงเอ่ยออกมาอย่างตื่นตะลึง พลางจ้องมองไม่วางตา

เจิงหมัวมัวได้ยินก็แยกเขี้ยว ดวงตาจ้องคนในรถม้าอย่างเอาเรื่อง

“เรียกข้าทำไม หรือให้ข้าเข้าไปลากเจ้าลงมา”

หว่านอี้หนิงมองไปรอบตัวอีกรอบ ก่อนมองข้อมือพบกำไลหยกต่างหน้าของมารดาที่สวมเอาไว้ หัวคิ้วของนางขมวดเข้าหากันทันที กำไลหยกนี้นางสวมใส่ติดกายไม่ห่างหลังมารดามอบให้ก่อนสิ้นใจ แต่เมื่อตบแต่งเข้าจวนเจียง นางถอดมันออกแล้วสวมกำไลที่เจียงฉางให้แทน

มือสองข้างยกมากุมใบหน้าเรียว นางไล่นิ้วไปตามสัดส่วนของใบหน้าพบว่าไม่มีร่องรอยเหี่ยวย่นจากความลำบากถูกทรมานอดอาหาร ในใจพลันเกิดความตื่นเต้นดีใจจนกักเก็บสีหน้าไม่ได้ นางยิ้มกว้างออกมาให้กับตัวเองถึงขั้นร้องไห้ด้วยซ้ำ

นางได้ย้อนกลับมาก่อนจะแต่งงานกับเจียงฉาง นางกลับมาในช่วงที่เหมาะสม นั่นคือวันที่นางถูกตามตัวกลับมาอย่างเลี่ยงไม่ได้หลังจากถูกส่งไปอยู่อารามจินซี

เจิงหมัวมัวดูไม่พอใจมากกว่าเดิมเมื่อเด็กสาวที่ขี้กลัวว่าง่ายกลับไม่ยอมเชื่อฟัง ยังเผยสีหน้ายิ้มออกมาราวคนโง่ ทำให้นางเข้าไปในรถม้าคิดกระชากหัวออกมาด้านนอก น่าเสียดายมือของนางยังไม่ทันแตะต้องที่เส้นผมเด็กสาว กลับถูกเด็กสาวตรงหน้าจับข้อมือแน่น ทำเอานางตกใจ ถูกเด็กสาวตรงหน้าแข็งข้อไม่เชื่อฟัง

หว่านอี้หนิงพินิจมองเจิงหมัวมัว รอยยิ้มนางเริ่มกดลึกบนมุมปาก ดวงตาฉายชัดถึงความแค้นเคือง

สามปีในจวนเจียงหลังแต่งสามีว่าทรมาน สามปีในอารามจินซีไม่ต่างกันมาก แต่ละวันนางต้องตื่นมากวาดถูเรือนหลังใหญ่ทั้งหลังด้านหลังอารามที่นางใช้อยู่อาศัย ทำกับข้าว ซักผ้า หาฟืนหลังเขา แม้แต่อดข้าวสามวันเต็มนางก็เผชิญมาแล้ว นางถูกเจิงหมัวมัวทรมานจนร่างผอมแห้งแทบเหลือแต่กระดูก

จนเมื่อเดือนก่อนมีคำสั่งจากบิดาให้นางกลับมา เจิงหมัวมัวถึงได้หาอาหารมาให้นางกิน หวังขุนให้นางกลับมามีเนื้อหนัง จะได้ไม่ถูกสงสัยว่าทรมานคุณหนูรองของจวนจนสภาพไม่เหมือนคน

เจิงหมัวมัวหน้าตาตื่นตกใจ พยายามบิดข้อมือออก แต่ว่าหว่านอี้หนิงบีบแรงมากขึ้น นางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อทำให้หญิงชราตรงหน้าลิ้มรสความเจ็บปวด

“ปล่อยข้านะ นังเด็กบ้า เจ้าทำอะไรของเจ้า หากไม่ปล่อยข้าจะตีเจ้าให้ตายเลยคอยดู”

เจิงหมัวมัวร้องโวยวายดังลั่นเพราะเจ็บข้อมือจนแทบทนไม่ได้ นางแก่แล้ว มาถูกเด็กสาวทำเช่นนี้ไหนเลยจะมีแรงสู้ ได้แต่ร้องโอดโอยออกมา

หว่านอี้หนิงสุดท้ายปล่อยมือก่อนมองด้วยแววตาเย็นชา

เจิงหมัวมัวกำลังจะอ้าปากด่า แต่เพราะแววตาเย็นชาอาฆาตนี้ทำให้นางชะงัก หว่านอี้หนิงที่นางปกครองมาสามปีไม่เคยกล้ามองนางด้วยสายตาเช่นนี้ อีกฝ่ายเป็นเด็กขี้กลัว เอาแต่หดหัว วันนี้กลับกล้าจ้องหน้านางอย่างเอาเรื่อง

“เจ้ากล้าจ้องหน้าข้า” เจิงหมัวมัวสุดท้ายก็หาเสียงตนเองเจอ

“จ้องหน้าบ่าวชั้นต่ำทำไมข้าจะไม่กล้า” หว่านอี้หนิงเน้นทีละคำอย่างตั้งใจ นางอุตส่าห์กลับมามีลมหายใจแล้วไยต้องเก็บงำความแค้นที่มีด้วย นางมาคิดได้ว่าตัวเองยอมเกินไปตอนใกล้ตาย นางจะไม่ให้ตัวเองได้รู้สึกเช่นนั้น นางจะไม่จำนนต่ออะไรทั้งนั้น

หว่านอี้หนิงมองออกไปด้านนอกรถม้า เห็นเป็นธารน้ำที่ชีวิตก่อนจำได้ว่าพอเดินทางมาได้ครึ่งทาง เจิงหมัวมัวก็บอกว่าจะพักเพราะเมื่อย จากนั้นเข้ามาสั่งให้นางออกมาจากรถม้า ลงมาบีบนวดคลายเมื่อยให้นาง ส่วนคนขับรถม้าซึ่งเป็นบุตรชายอีกฝ่ายเข้าป่าไปปลดทุกข์ในป่า รอยยิ้มของหว่านอี้หนิงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ

สามปีในอารามจินซี นางได้รับความอัปยศมากมาย นางเป็นถึงคุณหนูรองของตระกูลหว่าน กลับถูกสาวใช้อายุมากคนหนึ่งทำให้เกือบตาย อยู่อย่างลำบากหิวโหย ส่วนลูกชายของมันยังพยายามจะขืนใจนางหลายหนแต่นางรอดมาได้

เรื่องนี้ในชีวิตก่อนนางก็เจ็บแค้นมาตลอด แต่เพราะไม่กล้าทำอะไร กลัวว่ายิ่งก่อเรื่องจะยิ่งทำให้ตัวเองถูกกระทำ ได้แต่ก้มหน้าอดทนอยู่อย่างหวาดกลัว

ในชีวิตก่อนนางเป็นคนขี้ขลาดมากเกินไป ได้ชีวิตใหม่นางจะไม่ขอกลับไปเป็นหว่านอี้หนิงคนเดิมแล้ว

ใต้อาภรณ์เก่าที่นางสวมอยู่มีร่องรอยของการถูกเจิงหมัวมัวทุบตีทั่วร่าง กระทั่งบนหัวยังมีรอยแผลเป็นที่ถูกอีกฝ่ายตีจนแตกหลายแผล เป็นสามปีที่นางร้องไห้ไม่หยุด ได้แต่ถามว่าทำไมต้องเผชิญเรื่องนี้

เจิงหมัวมัวถูกสายตาเย็นชา รอยยิ้มน่าขนลุกตรงหน้าทำให้เกิดความกลัวจนลนลานอยากออกจากรถม้า อี้หนิงจับข้อมือเจิงหมัวมัวแน่น ดึงให้เข้ามาใกล้ สบตากับคนที่ทำร้ายนางมาสามปีเต็ม

“รู้จักกลัวข้าแล้ว” น้ำเสียงเย็นยะเยือกถูกเอ่ยออกมา ดวงตาสองข้างของหว่านอี้หนิงมีเส้นเลือดเล็กปรากฏขึ้น

เจิงหมัวมัวหวาดกลัวมากกว่าเดิม นางคิดอ้าปากเรียกบุตรชาย แต่กลับถูกผ้าเช็ดเท้าอุดปากไม่ให้ส่งเสียง ทำได้แค่เบิกตากว้างตกใจ พอคิดใช้มืออีกข้างดึงผ้าที่อุดปากออกกลับถูกจับรวบเอาไว้ทั้งสองมือ

หว่านอี้หนิงยิ้มอย่างพอใจ นางไม่ได้มีเรี่ยวแรงมากมายแต่ว่าเจิงหมัวมัวแก่ชรามากแล้ว แน่นอนว่านางเอาชนะได้ไม่ยาก ดวงตาของนางสั่นไหวยามคิดวิธีการเอาคืนออกมาได้

“สามปีที่ผ่านมาข้าถูกบ่าวชั้นต่ำอย่างเจ้าทรมาน” หว่านอี้หนิงพูดจบก็ผลักอีกฝ่ายเต็มแรงจนเจิงหมัวมัวหงายหลังหัวชนเข้ากับผนังรถม้าอย่างแรงถึงขั้นหัว แตก เลือดไหล

หว่านอี้หนิงไม่เปิดโอกาสให้เจิงหมัวมัวได้ลุก นางกระโดดไปคร่อมทับ มือข้างหนึ่งจับมือของเจิงหมัวมัวแน่น อีกข้างที่ถนัดล้วงเข้าไปในเบาะผ้าบนรถม้า ด้วยจำได้ว่าเห็นเจิงหมัวมัวใช้ซ่อนมีดสั้นเล่มหนึ่ง บอกว่าเผื่อพบโจรระหว่างทาง นางหยิบมันออกมาอย่างไม่ลังเล จ้วง แทงที่หน้าอกของหญิงชราที่เบิกตากว้างหลายต่อหลายแผลไม่หยุด จวบจนร่างของเจิงหมัวมัวนอนนิ่ง หว่านอี้หนิงถึงได้หยุดมือ ตอนนี้มือของนางกำมีดสั้นเอาไว้แน่น ใบหน้าเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดดูน่ากลัว เจิงหมัวมัวตายตาไม่หลับ เบิกกว้างเพราะความกลัวสุดขีด

มีดสั้นในมือถูกหว่านอี้หนิงจ้องมองนานสองนาน เป็นครั้งแรกที่นางฆ่าคน แต่กลับไม่รู้สึกกลัวหรือรู้สึกผิดบาป กลับกันนางมีความสุขมากเหมือนตัวเองได้รับการปลดปล่อย นางถูกพวกมันทรมานจนแทบไม่เหลือความเป็นคนแล้ว ยังต้องกลัวอะไรอีก ยิ่งกับหญิงชราตรงหน้า ความตายของอีกฝ่ายต่างหากทำให้นางยิ้มกว้างออกมาได้

หลังมารดาตายตอนอายุของนางสิบเอ็ด นางก็ถูกเลี้ยงดูอย่างเรียบง่าย แม้บิดาจะมีฮูหยินรองที่ขึ้นมาดูแลจวนยังอยู่อย่างสุขสบาย จนนางอายุสิบสามถึงถูกใส่ร้ายว่าทำความผิด คิดร้ายภรรยารองของบิดา ถูกส่งออกจากเมืองหลวงไปสำนึกผิดที่อารามจินซี

แน่นอนนางไม่ได้ทำ แต่เพราะขวางหูขวางตาฟางเซียน นางถึงได้ถูกส่งออกมา อีกฝ่ายหวังให้นางไม่กลับไปที่จวนหว่านตลอดชีวิต น่าเสียดายที่นางทนมือทนเท้ารอดมาได้จนอายุสิบหกแล้วถูกเรียกกลับจวน

นางคิดมาตลอดว่าภรรยารองของบิดาดีกับตัวเอง จนถูกส่งไปอยู่อารามถึงเข้าใจว่าแท้จริงรอยยิ้มที่มอบให้มันอาจไม่ใช่อย่างที่เห็น

เสียงการเคลื่อนไหวนอกรถม้าทำให้หว่านอี้หนิงรู้ว่าคนขับรถม้ากลับมาแล้ว นางเหยียดยิ้ม คนขับรถม้าผู้นี้ตามนางออกจากจวนมาเช่นกัน นิสัยชั่วช้าเช่นกัน คอยแต่จะเข้าหานางหวังย่ำยี วัน ๆ เอาแต่มองสัดส่วน พยายามหาทางเข้าใกล้ล่วงเกิน สองแม่ลูกชั่วช้าถึงขั้นกล้าขโมยของมีค่านางไปขาย เอาเงินไปใช้จ่าย แม้แต่เสื้อผ้าที่นางเอาติดตัวไป คนพวกนี้ยังเอาไปขายแลกเงิน

คิดได้แล้วหว่านอี้หนิงไม่มีความลังเลในแววตา

“เข้ามาที” นางส่งเสียงเรียกอีกฝ่าย

ป่านโม่สบถเสียงดังก่อนจะโผล่หน้าเข้ามา เมื่อขึ้นมานั่งยังที่คนขับรถม้า แต่เพียงเขาโผล่หน้าเข้าไป ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทำให้เขากุมใบหน้าร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ดิ้นทุรนทุรายจนตกจากรถม้า

“ตาข้า หน้าตา เจ้าทำบ้าอะไร ทำอะไรข้า นังเด็กสารเลว ท่านแม่ นางกล้าทำร้ายข้า ท่านแม่ ท่านแม่อยู่ไหน มาช่วยข้าเร็วเข้า ท่านแม่”

ป่านโม่ตะโกนด่าทอพลางเรียกหามารดาเสียงสั่น มือสองข้างกุมใบหน้าเอาไว้แน่น ดิ้นรนพยายามคลานหนีเพราะเลือดไหลอาบหน้าจนมองไม่เห็นอะไร ทั้งยังตกใจจนทำสิ่งใดไม่ถูก

หว่านอี้หนิงลงมาจากรถม้า นางก้าวช้า ๆ ไปหา ไม่เร่งรีบ บาดแผลที่หน้าสองแผลนางแทงอย่างแรงและรวดเร็วทำให้ป่านโม่ตั้งตัวไม่ทัน

ยิ่งเห็นเลือดของอีกฝ่าย รอยยิ้มนางยิ่งกว้างขึ้นอีกเท่า ทุกก้าวที่ก้าวไปด้านหน้ามั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ มีดสั้นในมือถูกเงื้อขึ้นแทงลงที่หัวของโม่ป่านที่กำลังร้องตะโกนให้คนช่วย จนแทงซ้ำ ๆ สิบกว่าทีก่อนจะหยุดมือเมื่อเห็นว่าป่านโม่สิ้นลม

ร่างบอบบางล้มลงที่พื้นก่อนร้องไห้ออกมา หากนางไม่ได้ร้องไห้เพราะตกใจกลัวเสียใจ แต่เพราะนางดีใจที่สุดท้ายตัวเองได้เอาคืนคนที่ทำร้ายตัวเอง ไม่รู้สึกติดค้างตัวเองแล้ว

นางทำในสิ่งที่นางอยากทำแต่ว่าทำไม่ได้ในชาติก่อน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป