บทที่ 3 คุณหนูจวนหว่าน
บทที่ 2
คุณหนูจวนหว่าน
หว่านอี้หนิงนั่งในลำธาร ปล่อยให้น้ำเย็นชะล้างเลือดที่เปื้อนไปทั้งเนื้อตัว นางถอดชุดจนร่างบอบบางเปลือยเปล่า แม้จะถูกทรมานมาสามปี หากแต่ความงามของนางยังปรากฏเด่นชัด มือลูบไล้ไปทั่วตัวเพื่อล้างเลือดให้ออกพ้นตัว ดวงตาดอกท้อหม่นแสง ราบเรียบไร้อารมณ์ จนล้างสิ่งสกปรกทั้งหมดออกแล้ว นางถึงได้ลุกขึ้นก้าวขึ้นมาด้านบน เดินไปที่รถม้า ก้าวข้ามศพที่เริ่มเย็นชืดของเจิงหมัวมัวไปด้านใน เปิดหีบไม้ที่มีติดตัวเพียงหีบเดียว หยิบเอาชุดกลางเก่ากลางใหม่เพียงตัวเดียวออกมาสวมใส่
ชุดสีชมพูนี้เป็นเจิงหมัวมัวที่จัดแจงเตรียมไว้ บอกว่าไปถึงกลางทางให้นางเปลี่ยนมาใส่ นางสวมใส่มันบนร่างอย่างบรรจง ก่อนใช้หวีที่มารดาให้ติดตัวสางเส้นผมจนกลับมาตรงงดงามเช่นเดิม ไม่ยุ่งเหยิงเหมือนก่อนหน้า
เมื่อมองรอบตัว หว่านอี้หนิงไม่คิดมาก พังข้าวของไม่กี่ชิ้นบนรถม้าพร้อมทั้งล้วงเอาถุงเงินบนตัวเจิงหมัวมัวมาซ่อนเอาไว้ในอกเสื้อ
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ดวงตาฉายความเศร้าหมองและมีความสุขในเวลาเดียวกันมองไปที่เจิงหมัวมัว นางเพียงก้าวข้ามอีกฝ่ายออกไปด้านนอก พร้อมทั้งนั่งข้างลำธารแช่เท้าในน้ำเย็น ใบหน้างดงามไร้อารมณ์ แม้จะถูกทรมานมาถึงสามปีเต็มในอารามนอกเมือง แต่ว่าหว่านอี้หนิงกลับยังคงมีความงดงามที่อาภรณ์สกปรกปกปิดเอาไว้ไม่ได้
เพราะความงามที่มีเค้ารางตั้งแต่ยังอายุน้อย ทำให้น้องสาวและมารดาอีกฝ่ายเกิดความริษยาชิงชัง ถึงได้ใส่ร้ายให้นางระหกระเหินออกมานอกจวนหว่าน
จากคุณหนูรองผู้กำเนิดจากฮูหยินเอกของจวนกลับกลายเป็นคุณหนูที่ถูกลืมถึงสามปี ใช้ชีวิตลำบากจนแทบอยากตายให้พ้น ๆ
ไม่นานเสียงผู้คนก็ดังแว่วมาเข้าหู ใบหน้าหว่านอี้หนิงเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรก นางร้องไห้ออกมาจนน้ำตาอาบสองแก้ม ลุกขึ้นเดินไปแอบหลังโขดหินใหญ่เพื่อหลบซ่อน ความเย็นชาในคราแรกเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกตกใจกลัว
ขบวนเดินทางใกล้เข้ามา หว่านอี้หนิงเพียงลอบมองอย่างใจเย็น นางรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะมีพวกเขาผ่านทาง
ในอดีตนางทำเพียงนั่งสงบเสงี่ยมด้านในรถม้า ไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หน้าออกไปดู มองเพียงพวกเขาจากไปเงียบ ๆ ก่อนจะออกจากรถม้ามารับใช้เจิงหมัวมัวที่กำลังด่าทอนางต่อหลังคนนอกออกห่างไปแล้ว
ผู้ที่ควบม้าด้านหน้าสุดส่งสัญญาณทำให้ขบวนหยุดชะงัก เสียงรายงานดังขึ้น ก่อนบุรุษในชุดสีดำขลิบเงินควบม้าขึ้นมาด้านหน้า ดวงตาคมกริบกวาดตามองสถานการณ์ตรงหน้าแล้วส่งสัญญาณให้ลูกน้องเข้าไปตรวจสอบทันที
“พบศพหญิงชราคนหนึ่งบนรถม้า กับคนขับรถม้าที่นอนตายไม่ไกลมากนักขอรับ ทั้งสองศพต่างถูกมีดแทงจนสิ้นใจขอรับ บนรถม้าถูกรื้อค้น ข้าวของมีค่าไม่หลงเหลือ ดูท่าพวกเขาจะถูกปล้น”
กงหยางต้านมองจินเข่อ คนสนิทที่กลับมารายงาน เขากวาดตามองรอบ ๆ ก่อนพบสิ่งหนึ่ง
ตราบนรถม้าคือตราของจวนหว่าน รถม้าจวนหว่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทั้งยังมีคนแค่สองคน เขาคิดแล้วรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ กวาดตามองไปทั่วจนพบว่าหลังโขดหินมีการเคลื่อนไหว
สายตาคมกริบจ้องมองอยู่นาน เขากระโดดลงจากหลังม้าแล้วเดินไปยังจุดที่คิดว่ามีคนซ่อนอยู่
“ออกมา” เสียงเย็นชาของเขาเอ่ยขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้รอยยิ้มหรือห้วงอารมณ์อื่นใด มีแค่ความเย็นชาเท่านั้นที่แผ่ออกมาให้ผู้คนหนาวสะท้าน
กงหยางต้านคือหลานชายของฉินกั๋วกง ผู้ที่ฮ่องเต้มองเหมือนน้องชายแท้ ๆ คนหนึ่ง ส่วนเขา ฝ่าบาทโปรดปรานมองเป็นหลานชาย มีตำแหน่งหัวหน้าหน่วยทมิฬ คอยทำงานให้กับฮ่องเต้ รับคำสั่งตรงไม่สนใจใคร ฐานะขุนนางของเขาคือขุนนางขั้นสาม ในชีวิตนี้สิ่งที่เขาสนใจคืองานเท่านั้น นอกจากนี้ไม่สนใจ
หว่านอี้หนิงรออยู่ชั่วอึดใจก่อนออกมาด้วยอาการตัวสั่นตื่นกลัว นางมองคนที่มาพบนางด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ดวงตาดอกท้อเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา ไม่นานหยาดน้ำตาก็ไหลรินอีกรอบเสมือนว่านางเผชิญเหตุการณ์ที่น่ากลัวมากก่อนจะหมดสติดื้อ ๆ
กงหยางต้านเข้าไปโอบประคองคนที่หมดสติเอาไว้ทันก่อนนางจะล้มลงที่พื้น เขาพินิจมองใบหน้าของนางพบว่านางงดงามจนไม่อาจละสายตาได้ง่าย ๆ เขาพบผู้คนมาก็มาก แต่ความงามของนางเรียกว่าเป็นหนึ่งไม่เป็นสอง ติดเพียงแต่ว่าผิวพรรณแห้งกร้าน รูปร่างซูบผอมไปสักหน่อยเท่านั้น แต่ว่านางก็ยังงดงามอยู่ดี
“สตรีผู้นี้เป็นใครกัน” จินเข่อเดินมาใกล้นายตนเองก่อนชะโงกหน้าดูหญิงงามที่นายของเขาอุ้มเอาไว้
จื่อหาน คนสนิทอีกคนที่พึ่งเดินมาถึงก็มองสาวงามด้วยสีหน้าตกใจในความงามที่หาได้ยาก
“ทำไมนางงดงามขนาดนี้นะ”
กงหยางต้านมองคนสนิทสองคนด้วยสายตาเย็นชา
“เอาศพออกจากรถม้าแล้วตรวจสอบพวกเขา”
จื่อหานไม่รอให้ถูกสั่งอีกรอบ เขาเร่งรีบสั่งการคนใต้บัญชาให้จัดการศพหญิงชราด้านในรถม้า เอาออกมาวางด้านนอกก่อนจะเข้าไปจัดการทำความสะอาดรถม้าแล้วเร่งรีบลงมาเชิญผู้เป็นนายขึ้นไป
กงหยางต้านวางร่างบอบบางที่หมดสติลงบนพื้นรถม้า เขากวาดตาสำรวจรถม้าคันนี้ที่ข้าวของด้านในล้วนแต่เป็นของราคาถูก หาได้ง่าย ก่อนมองชุดที่นางใส่ เนื้อผ้าหยาบมาก เป็นผ้าราคาถูก ไม่พอฝีเข็มยังหยาบมากเช่นกัน คงไม่ใช่ช่างในเมืองหลวงที่ตัดมันขึ้นมา นางไม่เหมือนคนมีฐานะ หากกลับมีใบหน้าที่งดงามได้ขนาดนี้ ไหนจะท่วงท่าสง่างามยามย่างกรายออกมาหลังโขดหินอีกที่ตราตรึงสายตาเขาไว้ได้
น่าแปลก รถม้าคันนี้มีตราตระกูลหว่านแต่ว่ากลับดูไม่เหมือนของตระกูลหว่านที่ร่ำรวยของเสนาบดีหว่านแห่งกรมพิธีการ จวนหว่านร่ำรวยมาก หากนี่เป็นรถม้าของพวกเขาจริง ไยดูไม่สมฐานะขนาดนี้ ดูราวกับว่าเป็นของจวนฐานะกลางไปต่ำด้วยซ้ำ
ร่างที่นอนนิ่งบนพื้นรถม้าขยับ ทำให้กงหยางต้านจ้องมองก่อนเห็นแพขนตางอนที่ขยับไหว ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเผยออกมา แววตาของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
หว่านอี้หนิงลุกขึ้นนั่งท่าทางหวาดกลัว ถดกายหนีไปที่มุมด้านในของรถม้า มองบุรุษหล่อเหลาด้วยสายตาไม่ไว้ใจ นางมองการแต่งตัวของเขา เห็นเพียงป้ายห้อยเอวสลักคำว่าทมิฬ ในใจพลันแตกตื่นหน่อย ๆ คนแรกที่มาเจอกลับไม่ใช่คนทั่วไปอย่างที่คิด หากแต่อยู่หน่วยทมิฬหรือ นางได้แต่พยายามปกปิดความกังวล เผยเพียงความกลัวให้อีกฝ่ายได้เห็น หลบตาเขา กลัวว่าแววตานางจะเผยทุกอย่าง
กงหยางต้านมองเห็นความผิดปกติ หากเขาตอบไม่ได้ว่าทำไมรู้สึกเช่นนั้น
“คนพวกนี้ถูกปล้นจนไม่เหลือของมีค่าขอรับ ตราของรถม้าเป็นของจวนหว่านจริง” จินเข่อรายงานแต่ไม่เข้ามาด้านในรถม้า
หว่านอี้หนิงใช้สายตาเคลือบแคลงมองเขา
“เจ้าเป็นคนจวนเสนาบดีหว่านหรือ” กงหยางต้านถามเสียงเรียบ เขาจ้องมองการแสดงออกของนางทุกอย่างไม่ให้ขาดตก
“เจ้าค่ะ” หว่านอี้หนิงตอบเสียงเบา นางตัวสั่นเล็กน้อย ห่อไหล่เข้าอย่างน่าสงสาร
“เจ้าแซ่อะไร”
หว่านอี้หนิงเงยหน้ามองผู้ถาม กะพริบตาหลายทีไล่น้ำตาจากดวงตาดอกท้อเอ่ยปากเสียงสั่น “ข้าน้อยแซ่หว่าน หว่านอี้หนิงคือชื่อของข้า”
“หว่านอี้หนิง เจ้าเป็นบุตรสาวเสนาบดีหว่าน” สายตาคมกริบมองเห็นความตระหนกของนางชัดเจน
“เจ้าค่ะ ข้าหว่านอี้หนิง บุตรสาวคนรองของท่านพ่อ”
กงหยางต้านได้ยินแล้วเปิดหน้าต่างรถม้าออกไปมองรอบ ๆ เส้นทางนี้เป็นทางเข้าเมือง แต่เป็นเส้นทางรอง ผู้คนไม่สัญจรมากนักเพราะมันอ้อมไปมา นางมาโผล่ที่นี่ทั้งที่เป็นคุณหนูจวนใหญ่ ไหนจะเสื้อผ้าของนางอีกที่ดูแล้วเป็นผ้าราคาถูก เครื่องประดับยังไม่มีสักชิ้นด้วย รถม้ายังเก่ามากอีก ดูไม่เหมือนคุณหนูรองของตระกูล
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
หว่านอี้หนิงสบตากับเขานิ่งยามเขาหันกลับเข้ามา
“ข้ากำลังจะกลับเมืองหลวง”
“กลับเมืองหลวง” กงหยางต้านทวนถามเสียงเย็นชา
“เจ้าค่ะ เป็นเช่นนั้น” หว่านอี้หนิงพยายามประคองสติตอบเสียงเบา
“ทำไมกัน” กงหยางต้านเห็นความผิดปกติหลายอย่างแล้วเชื่อไม่ลง
“สามปีก่อนข้าถูกใส่ร้ายว่าทำร้ายแม่รอง ท่านพ่อโมโหมาก ส่งข้ามาอยู่อารามจินซี เวลานี้ทางจวนเรียกตัวถึงได้เดินทางกลับ”
กงหยางต้านหรี่ตามอง เขาสำรวจไปทั่วตัวพบว่าเนื้อตัวที่โผล่พ้นชุดของนางเขียวช้ำ บนตัวมีรอยแผลสามสี่รอย ดูท่าจวนหว่านจะเลี้ยงดูลูกสาวคนรองได้ดียิ่ง เขาอดปรายตาออกไปมองศพสองศพด้านนอก บาดแผลบนตัวนางเป็นรอยช้ำที่เกิดนานแล้ว คงไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ปล้นครั้งนี้ แปลได้ว่านางถูกสาวใช้ที่ตายไปแล้วทำร้าย
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนพวกนั้นตาย” กงหยางต้านถามขณะที่สายตายังมองศพสองศพ
หว่านอี้หนิงดวงตามีหยาดน้ำเอ่อคลออีกหน นางร้องไห้ออกมา แสดงท่าทีตระหนกหวาดกลัว
“มาถึงตรงนี้ เจิงหมัวมัวบอกว่าอยากพักให้หยุด นางให้ข้าลงจากรถม้าไปปลดทุกข์ จากนั้นให้ข้าไปตักน้ำขึ้นมาให้นางได้ล้างหน้าล้างมือ ข้าทำตามนางว่า ลงจากรถม้า แต่ว่าพอกลับมาคิดเดินไปตักน้ำ ได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องตกใจกลัวจึงซ่อนหลังโขดหินไม่กล้าออกมา เห็นเพียงโจรคนหนึ่งสังหารเจิงหมัวมัวกับคนขับรถม้าแล้วหนีไปพร้อมถุงเงินของนาง”
กงหยางต้านมองจื่อหาน
“ตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวขอรับ พวกเขาสองคนล้วนถูกแทงหลายแผลจนสิ้นใจ” จื่อหานเอ่ยปากแล้วถอยออกมาจากรถม้า
หว่านอี้หนิงมองบุรุษหล่อเหลาตรงหน้า วาสนาของนางใช่จะจบลงหรือ ลงมือฆ่าคนครั้งแรก คนที่มาพบนางกับศพกลับเป็นคนของหน่วยทมิฬที่ขึ้นตรงต่อฝ่าบาท แม้นางไม่ได้อยู่เมืองหลวง แต่ว่าก่อนนี้สามปีในฐานะคุณหนูรองของจวน นางออกไปร่วมงานเลี้ยงบ่อยครั้ง เคยเห็นทั้งมือปราบ องครักษ์หลวง แม้แต่หน่วยองครักษ์ทมิฬ แต่คนตรงหน้านางไม่เคยพบเท่านั้น
กงหยางต้านมองสำรวจนางอีกรอบ สตรีงดงามล่มเมืองตรงหน้าคือคุณหนูหว่านที่เคยถูกกล่าวขานว่างดงามดุจเทพธิดาแต่อยู่ ๆ ไม่ออกจากจวน ที่แท้ถูกส่งออกมาอยู่ด้านนอก แบกรับความลำบาก
“ข้าจะไปส่งเจ้า”
หว่านอี้หนิงจ้องมองเขา “ท่านคือ”
“ข้าคือผู้ใดไม่ต้องใส่ใจ อยู่ด้านใน เมื่อถึงแล้วข้าจะให้เจ้าออกมา”
หว่านอี้หนิงไม่พูดมาก เพียงพยักหน้าเข้าใจ มองเขาออกไปด้านนอก
ดวงตาที่ฉายถึงความกลัวในตอนแรกเปลี่ยนเป็นราบเรียบไร้ความรู้สึก นางมองรอยเลือดของเจิงหมัวมัวที่พื้นรถม้า ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
