บทที่ 2 ตอนที่ 1 ความสูญเสีย (2/2)
บารมีดึงตัวรวิมากอดไว้ รวิกอดเอวบารมีซบหน้าลงที่อก ร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน ตอนนี้เธอไม่เหลือใครแล้ว ญาติพี่น้องก็ไม่มี บ้านก็ไม่มี
เงินประกันของพ่อแม่ก็จะได้ในอีกหนึ่งเดือน คำนวณไว้ว่าถ้าใช้หนี้คนที่พ่อไปยืมเงินไว้ รวมทั้งหนี้นอกระบบ ก็ยังไม่รู้เงินจะพอจ่ายคืนบารมีรึเปล่า เพราะเธอเพิ่งจะอยู่ ม.6 ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง ขนาดเงินจัดงานศพยังเป็นเงินที่ชาวบ้านช่วยกันคนละเล็กละน้อย
บารมีปลอบใจรวิอยู่สักพักก็ดันตัวออก
“รวิ ไปอาบน้ำแต่งตัวนะ อาจะไปส่งที่งาน”
บารมีไปส่งรวิที่วัดแล้วกลับไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะมาร่วมงานฌาปนกิจในวันสุดท้าย ซึ่งจะเคลื่อนศพขึ้นเมรุในตอนบ่ายนี้
บารมีอยู่จัดการเอกสารสำคัญ แล้วออกไปที่งานศพ ตอนนี้ชาวบ้านทยอยวางดอกไม้จันทน์ เจ้าพ่อเงินกู้วัยสี่สิบสองเดินขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์ แล้วเดินมายืนข้างรวิ
ขณะที่สัปเหร่อจัดการกับศพตามพิธีกรรม และเอาเข้าเมรุทั้งสองเตาพร้อมกัน ตามคำเรียกร้องของรวิที่อยากให้ท่านทั้งสองเผาพร้อมกัน
ขณะนั้นเองก็มีเจ้าหนี้นอกระบบมาทวงเงินรวิถึงในงาน รวิจึงเดินออกไปคุยด้วย
“อีกเดือนหนึ่งหนูถึงจะได้เงินประกัน ตอนนี้หนูไม่มีจริงๆ”
“ซองช่วยงานศพก็น่าจะพอเหลือ จ่ายพวกพี่เถอะน้อง อย่าให้ดอกมันบาน” หนึ่งในสองคนที่มาด้วยกันพูดขึ้น
“เงินซองหนูก็ใช้ในการจัดงานจนหมดแล้ว หนูไม่มีให้จริงๆ” รวิพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เป็นที่น่าเวทนาต่อชาวบ้านในบริเวณงาน
เจ้าพ่อเงินกู้วัยสี่สิบสองเดินเข้าไปยืนข้างๆ รวิ สองคนที่มาทวงหนี้มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะรู้ดีว่าบารมีคือใคร
“ทวีติดหนี้อยู่เท่าไหร่” บารมีถาม
“สะ สองหมื่นห้าครับ รวมดอกก็ สะ สะ สี่หมื่น” คนพูดเสียงสั่น
“กูจะตามไปจ่ายกับเฮียฮวดเอง พวกมึงเลิกมาวุ่นวายในงานศพ หัดรู้จักกาลเทศะซะบ้าง”
“พะ พะ พวกผมขอโทษครับเสี่ย ผมจะกลับเดี๋ยวนี้ครับ ขอโทษนะน้อง” พวกนั้นพูดกับบารมีด้วยเสียงตะกุกตะกัก แล้วหันไปกล่าวขอโทษรวิที่ยืนสั่นเทาด้วยความกลัวและอับอายที่ถูกทวงหนี้ต่อหน้าคนหมู่มาก
คนทวงหนี้กลับไป ชาวบ้านบางส่วนก็ทยอยกลับ บางส่วนก็อยู่ช่วยงานต่อ สัปเหร่อเดินมาบอกรวิให้กลับบ้านไปก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยมารับเถ้ากระดูกของพ่อแม่
“รวิไปอยู่กับอานะ” บารมีบอกเด็กสาวที่ตอนนี้ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน
เขาไม่อยากให้เธออยู่คนเดียว ไม่รู้ว่าจะมีคนมาทวงหนี้เธออีกเมื่อไหร่ กลัวเธอไม่ปลอดภัย และเธอคงอยู่คนเดียวโดยไม่มีพ่อแม่อย่างลำบากแน่นอน
รวินิ่งคิดอย่างชั่งใจ แม้จะเคืองบารมีอยู่บ้างที่รับจำนองบ้านของเธอแต่รู้ว่าเขาทำไปเพื่อช่วยเหลือ และวันนี้ก็ช่วยเธอจากการถูกทวงหนี้ การไปอยู่กับเขาก็คงไม่แย่ไปกว่านี้อีกแล้ว
“อาไม่อยากให้หลานที่อาเห็นมาตั้งแต่เด็กต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง อาไม่อยากให้เจอกับเหตุการณ์แบบเมื่อกี๊อีก” บารมีหว่านล้อมรวิด้วยเหตุผลที่เธอก็กำลังคิดมากอยู่
“ตกลงค่ะ รวิจะไปอยู่กับอา”
บารมีพารวิไปเก็บของใช้ที่จำเป็นที่บ้านแล้วปิดล็อกไว้อย่างแน่นหนา
“รวิขอกลับมาทำความสะอาดบ้านอาทิตย์ละครั้งนะคะ” รวิบอกกับบารมี บารมีพยักหน้ารับคำขอนั้น
“มาได้บ่อยตามที่รวิต้องการ” บารมีบอกแล้วลูบหัวด้วยความเอ็นดู
“ส่วนรถยนต์ของทวี และมอเตอร์ไซค์ของรวิ อาจะให้คนตามมาขับไปเก็บไว้ที่บ้านอาทีหลัง ไม่ต้องห่วง”
“ค่ะ” รวิรับคำสีหน้ากังวลใจ ขณะที่เรากำลังเดินทางไปที่บ้านของบารมี
“รวิยังโกรธอารึเปล่า” บารมีถามตรงๆ เพราะต่อไปรวิต้องมาอยู่ในความดูแลของเขา
“จริงๆ รวิไม่ได้โกรธอาบารมีเลยนะคะ เพียงแต่เสียใจ และพาลโทษคนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตัวเองสบายใจขึ้น รวิขอโทษนะคะ” รวิพูดความรู้สึกออกมา บารมียิ้มลูบหัวคนที่เป็นเสมือนลูกของตัวเอง
“แล้วทำไมทำสีหน้าไม่สบายใจ”
“รวิต้องเป็นหนี้อา บ้านของพ่อเป็นของอาแล้ว แต่วันนี้อาจะช่วยจ่ายหนี้แทนรวิอีก ไหนจะหนี้อื่นๆ ที่จะตามมา เงินประกันที่รวิจะได้รับคงไม่พอใช้หนี้คืนอา แล้วยังต้องรบกวนไปอาศัยที่บ้านของอาอีก” รวิพูดไปน้ำตาไหลไป
“ถ้ารวิกลัวเป็นบุญคุณ อาก็ไม่ได้ให้รวิอยู่เฉยๆ หรอก อาจะให้รวิทำงาน”
“แต่รวิยังเรียนไม่จบเลยนะคะ”
“ไม่ใช่ตอนนี้” บารมีบอกรวิด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่ให้รวิต้องเป็นกังวล
“ตอนนี้รวิแค่ตั้งใจเรียนให้จบ สอบเรียนต่อให้ได้ เรียนจบเมื่อไหร่เดี๋ยวค่อยหาเงินมาคืนอา ตอนนี้ก็ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ช่วยเด็กที่บ้านอาไปก่อน แบบนี้รวิสบายใจไหม” บารมีบอกข้อเสนอไป
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่เมตตารวิ” รวิยิ้มรับข้อเสนอด้วยความยินดี
