บทที่ 14 ใจไม่นิ่ง
บทที่ 13
ใจไม่นิ่ง
จิรัชญานอนเล่นพักผ่อนทั้งวัน ตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ตัวของหญิงสาวก็เบาขึ้นนั่นก็คงจะเป็นเพราะว่าไข้เริ่มจะหายดีแล้ว เห็นทีพรุ่งนี้ก็คงจะไปเรียนและไปทำงานได้แล้วจริงๆ
แต่หล่อนก็ยังแอบเสียดายในเรื่องอาบน้ำอยู่ สาเหตุที่ทำให้จับไข้อีกครั้งก็คงจะเป็นเพราะการอาบน้ำนานกว่าปกติของเธอ ซ้ำยังเป็นคนป่วยอยู่ถึงแม้เวลาครึ่งชั่วโมงมันไม่นานมากนัก แต่สำหรับคนป่วยที่ยังไม่หายดีจากการเป็นไข้ ก็ควรที่จะเช็ดตัวมากกว่าที่จะไปอาบน้ำนานๆ
“เสียดาย อุตสาห์ได้หยุดทั้งทีอยากจะอาบน้ำนานๆ สักหน่อย แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้”
เธอเดินเล่นลัดเลาะไปตามห้องเพื่อดูว่ามีอะไรที่คนป่วยอย่างเธอจะทำแก้เบื่อได้บ้าง แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีเพราะว่าเจ้าของห้องได้ทำความสะอาดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
‘เป็นผู้ชายที่เรียบร้อยดีจัง’
นึกชื่นชมจัสตินในใจที่เขาดูแลทำความสะอาดห้องได้ดีมากทั้งที่เป็นผู้ชาย
อันที่จริงแล้วเขาจะจ้างแม่บ้านมาทำให้ก็ได้ แต่ชายฉกรรจ์อย่างเขากลับทำทุกอย่างเองได้เรียบร้อยเกินคาด รวมถึงในเรื่องของอาหารด้วย ทั้งหน้าตาและรสชาติก็อร่อยใช้ได้เลย
‘ทำไมผู้ชายคนนี้เก่งจังเลยนะ งานบ้านก็ทำเป็น กับข้าวก็ทำอร่อย ทั้งที่เป็นลูกคนรวยแท้ๆ งานบ้านจ้างคนอื่นทำก็ได้ อาหารก็ไปซื้อทานเองก็ได้’ ตั้งคำถามอยู่ในใจจนนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรู้เรื่องทุกอย่างของเจ้าหนี้
‘ลืมตัวไปแล้วหรือไงเจนนี่ ว่าแกเป็นแค่ขี้ข้าและนางบำเรอที่ติดหนี้’
เกิดอาการสลดขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่สายตาอันหลักแหลมจะไปสะดุดอยู่ที่ถุงยาที่ถูกวางไว้บนโต๊ะทำงาน
ความจริงแล้วเธอไม่ได้เคยเห็นมันเป็นครั้งแรก เพราะเวลาจัสตินจะทานอาหารทีไรเขามักจะกินยาอยู่ตลอด ทั้งก่อนและหลังอาหาร
อันที่จริงแล้วหล่อนก็สงสัยว่าชายหนุ่มที่ดูแข็งแรงและบึกบึนมากคนนี้ได้มีโรคประจำตัวอะไรรึเปล่า ถึงได้กินยาทุกครั้งเวลาทานอาหาร แต่ก็ไม่กล้าถามเพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ชอบให้เธอถามเรื่องส่วนตัวสักเท่าไหร่
ทว่าดูเหมือนวันนี้ความสงสัยจะถูกคลายลงเพราะชายหนุ่มเจ้าของห้องนั้นไม่อยู่ ดังนั้นถ้าเธอหยิบยาพวกนี้มาดูก็อาจจะรู้ได้ว่าเขาเป็นโรคอะไร
‘จะดีเหรอ มันไม่ถูกต้องนะ หยิบของคนอื่นขึ้นมาดูตอนที่เขาไม่อยู่’ ในใจก็คิดเช่นนั้น
‘แต่การอยากรู้มันก็ไม่ผิดนะ หากรู้ว่าเขาป่วยเป็นโรคอะไร เราจะได้ทำตัวถูก’
เกิดความคิดสวนทางกันอีกแล้ว แต่เธอกลับเลือกอย่างหลังมากกว่าเพราะอยากจะรู้จริงๆ
ดังนั้นหล่อนจึงไม่รอช้าหยิบถุงยาขึ้นมา ก่อนจะเริ่มอ่านชื่อยาและเสิร์ชดูสรรพคุณของมันในอินเทอร์เน็ต และผลก็ออกมาอย่างที่ไม่คาดคิด โรคที่จัสตินเป็นนั้นมันคือโรคป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง
“น่ากลัวจัง” รำพันออกมาเบาๆ เมื่อได้รู้แล้วว่ายาพวกนี้มีไว้รักษาโรคอะไร
จนได้รู้ว่าเขาเป็น โรคนิมโฟมาเนีย เป็นโรคจิตชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยมีอาการคลั่งเซ็กส์และมีความต้องการทางเพศสูง แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก
ผู้ป่วยยังคงสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนทั่วไปในสังคมได้ ถ้าหากทำการบำบัดตามที่คุณหมอแนะนำและทานยาเป็นประจำอาการก็จะดีขึ้น
ถึงแม้โรคนี้จะยังไม่มีตัวยาไหนรักษาให้หายดีก็ตาม ข้อควรระวังก็คืออย่าให้ผู้ป่วยเกิดอาการเครียด เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ป่วยทางจิตรเวลามีเรื่องเข้ามากระทบกระเทือนต่อความรู้สึกนั้น พวกเขาจะเกิดอาการหดหู่ใจขึ้นมาได้ง่ายๆ และอีกข้อที่อันตรายก็คือโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้สูง....
“จะกลัวหรือว่าสงสารดีล่ะเนี่ย ที่ให้ฉันมาเป็นนางบำเรอก็คงจะเพราะเอามาบำบัดความต้องการทางเพศแน่เลย”
เธอไม่รู้ว่าควรจะสงสารหรือกลัวดี เพราะโรคนี้มันก็ไม่ได้อันตรายจนผู้ป่วยไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้ แต่เพราะจัสตินคงดูแลรักษาเนื้อรักษาตัวอย่างดี เขาจึงสามารถอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้ จนดูไม่เหมือนคนป่วยเลยสักนิด
‘เห็นว่าถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ด้วย ถ้างั้นก็แปลว่าถ้าคุณจัสตินมีลูก ลูกของเขาก็อาจจะติดไปด้วย แล้วแบบนี้ใครจะแฮปปี้ล่ะ ถ้ารู้ว่าลูกจะติดโรคที่ตัวเองเป็นอยู่’
จริงอยู่ที่มันอาจจะฟังดูน่ากลัว เพราะผู้ป่วยโรคนี้เท่าที่หล่อนอ่านมาเมื่อครู่ พวกเขามักจะมีอาการความต้องการทางเพศสูง บางรายถ้าตามใจตัวเองหนักมากก็จะเปลี่ยนคู่นอนเป็นว่าเล่น
การมีเซ็กส์ก็ดุดันและความต้องการสูงมากๆ มันจะน่ากลัวก็คงจะตรงนี้ และคนที่จะมารองรับความต้องการของเขาก็คือเธอด้วย...
‘แล้วแบบนี้ฉันจะไม่แหลกคามือเขาหรอเนี่ย แต่จะว่าไปเขาอาจจะชอบเปลี่ยนคู่นอนก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะเบื่อเราเร็วและปล่อยเราไป’
คิดได้แบบนี้ก็มีสีหน้าที่แจ่มใสขึ้น ก่อนจะรีบเก็บยาไปไว้ที่เดิมเพราะกลัวว่าจะถูกจับได้ แต่หารู้ไม่ว่าผู้ป่วยอย่างพวกเขาถ้าหากได้ลิ้มรสการมีสัมพันธ์ทางเพศกับใครแล้วรู้สึกอิ่มเอมเป็นพิเศษ พวกเขาก็ไม่มีทางจะปล่อยอาหารอันโอชะที่กินอิ่ม แถมอร่อยและกินได้ไม่เบื่อให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน
ยกตัวอย่างเช่นผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่ยังสามารถมีครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียวได้โดยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคนี้ ก็ยังคงมีอยู่ แต่ก็อาจจะมีไม่กี่คนที่ยอมบอกคนรู้จักออกมาตรงๆ ว่าเป็นโรคอะไร เพราะเรื่องพวกนี้มันไม่ควรที่จะเปิดเผยกับคนที่ไม่สนิท
เช่นเดียวกับจัสติน จะมีก็แต่พวกเพื่อนๆ ของพวกเขาที่รู้เรื่องนี้ แต่ทุกคนก็ไม่มีท่าทีรังเกียจอะไร เพราะคบหากันด้วยใจไม่ได้คบหากันเพราะชื่อเสียงวงศ์ตระกูลหรือเพื่อธุรกิจแต่อย่างใด
เพื่อนสนิทในกลุ่มเข้าใจว่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บพวกนี้มันห้ามกันไม่ได้ หนำซ้ำถึงแม้บรรดาแก๊งเพื่อนสนิทจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคนิมโฟมาเนีย ทุกคนก็ยังชอบไปเริงร่ากันในไนท์คลับและก็พาสาวกลับไปเริงสวาทด้วยแทบจะทุกวัน
แถมยังชอบเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ไม่ซ้ำหน้า เช่นเดียวกับจัสติน เรียกได้ว่าถึงแม้จะไม่มีโรคความต้องการทางเพศสูงอย่างจัสติน เหล่าบรรดาเพื่อนๆ ของพวกเขาก็มีความต้องการทางเพศสูงมากๆ กันอยู่แล้ว
ที่มหาวิทยาลัย
“ฉันกลับก่อนนะ เจอกันที่คลับตอนสองทุ่ม”
“ได้เลยเพื่อน” >>แจ๊คสัน
“โอเค” >>อาร์มันโด้
“บาย จัสติน” >>อาร์เธอร์
ล่ำลาเพื่อนๆ ด้วยรอยอิ้ม อันที่จริงไม่ใช่ครั้งแรกในระหว่างวันที่เขายิ้ม สีหน้าของจัสตินวันนี้มันดูมีความสุขมากกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา
สีหน้าและแววตาของเขามันดูมีชีวิตชีวามากกว่าวันก่อนๆ จนเพื่อนในแก๊งยังรู้สึกได้
“สองวันมานี้มันอารมณ์ดีแปลกๆ นะ เห็นปกติอารมณ์มันถ้าไม่บูดบึ้งก็เรียบเฉย แต่สองวันมานี้ทั้งสีหน้าและแวตตาดูมีความสุขเหลือเกิน เอ...หรือว่ามันกำลังมีความรัก” แจ๊คสันพูดด้วยท่าทางอึ้งๆ
เพราะถ้าหากชายหนุ่มผู้หน้านิ่งตลอดเวลา แต่ดุดันก็เฉพาะตอนมีอารมณ์ใคร่สวาท หากเพื่อนคนนี้จะมีความรักมันก็คงเป็นเรื่องที่น่าทึ่งที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเขาเลยทีเดียว
“บ้าน่า...มันเย็นชากับเพศแม่จะตาย ขนาดผู้หญิงสวยๆ ฐานะดีๆ เข้ามาหาทั้งนั้นมันยังเมินใส่เขาเลย คนอย่างมันจะสนใจหาผู้หญิงก็ตอนที่กำลังอยากขึ้นเตียงเท่านั้นแหละ มันคงไม่ชิ่งมีแฟนตัดหน้าพวกเราหลอก” อาร์เธอร์เพื่อนอีกคนในแก๊งแย้งขึ้น
“ฉันก็ว่างั้นแหละ เห็นด้วยกับอาร์เธอร์ พวกเรากับหอดีกว่า สองทุ่มเมื่อไหร่ก็ไปตามนัดเหมือนเดิม” เดวิดตัดบท ก่อนจะไล่เพื่อนชายทั้งสองคนให้กลับบ้าน
ปากก็บอกว่าเห็นด้วยกับอาร์เธอร์ ทั้งที่ตัวเองก็รู้ดีที่สุดว่าจัสตินต้องกำลังมีความรักแน่ๆ
‘เอาเถอะ ไว้ให้จัสตินรู้ด้วยตัวเองและเปิดตัวผู้หญิงคนนั้น มันน่าจะดีกว่า’
เดวิดไม่ใช่พวกใจร้อนวู่วาม จึงได้แต่คิดเรื่องนี้ด้วยรอยยิ้ม และรออย่างใจเย็น หวังว่าเพื่อนเขาคงจะรู้ตัวในเร็วๆ นี้
ถ้าหากจัสตินจะเป็นพวกบื้อในความรัก ถึงรู้สึกตัวช้าก็คงไม่นานเกินรอ แต่ที่ไหนได้ คนที่ไม่เคยมีความรักและไม่คิดอยากจะมีมักจะบื้อ และรู้สึกตัวช้าก็มีถมเถไป...
ที่คอนโด
“กลับมาแล้ว” พูดด้วยในเสียงราบเรียบ แต่ทว่าถึงหน้าจะนิ่งปากก็ไม่ยิ้ม แต่นัยน์ตาของเขามันดันมีประกายวิบวับแปลกๆ ยามมองมาที่เธอ จนคนที่แม้ปากจะไม่ค่อยพูด แต่ช่างสังเกตอย่างหญิงสาว อดไม่ได้ที่จะเห็นประกายตานั้นแล้วเกิดรู้สึกประหม่าขึ้นมา
“ค่ะ นั่งพักก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันมา”
นึกสงสัยว่าหล่อนจะทำอะไร แต่ก็ยอมนั่งรอบนโซฟาที่เป็นทั้งที่นั่งเล่นของเขาและที่นอนของหล่อน
หญิงสาวหายเข้าไปในห้องครัวชั่วครู่ และเดินกลับมาหาเขาพร้อมกับถาดที่บรรจุของที่เธอเตรียมไว้ให้เขา
“เช็ดหน้า แล้วก็ทานของว่างก่อนนะคะ” ว่าแล้วก็วางถาดที่บรรจุน้ำส้มคั้น แอปเปื้ลแดงที่ถูกปลอกเป็นชิ้นๆ พร้อมกับผ้าเย็นที่เตรียมไว้ลงบนโต๊ะ
ชายหนุ่มได้แต่มองอย่างอึ้งๆ เพราะไม่คิดว่าหล่อนจะทำอะไรแบบนี้ ก่อนที่หัวใจของเขามันจะลิงโลดด้วยความปลื้มใจ พร้อมกับยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
ส่วนหญิงสาวนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกเคอะเขินอะไร เนื่องจากเมื่อก่อนเธอจะหาน้ำ หาของว่าง หาผ้าเย็นมาให้พ่อกับแม่ทุกวันหลังจากที่พวกท่านเลิกงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้เป็นแม่ก็เป็นคนสอนให้เธอและน้องสาวทำเอง
ทั้งที่ปกติตั้งแต่เด็กจนโตหรือเวลาที่กลับไปเยี่ยมบิดามารดาทีไร มารดาของเขาและคนใช้ก็จะปฏิบัติต่อเขาและพี่สาวแบบนี้ ทว่าเขาก็กลับรู้สึกเฉยๆ
นั่นก็เป็นเพราะว่ารู้สึกคุ้นเคยกับอะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต แต่ไม่ใช่กับหญิงสาวผู้นี้ การกระทำของหล่อนในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกปลื้มใจขึ้นมา โดยหาสาเหตุไม่ได้อีกตามเคย รู้เพียงแต่ว่ามันดีต่อหัวใจยิ่งนัก
“ขอบใจ” ว่าแล้วก็หยิบผ้าเย็นมาเช็ดหน้า ก่อนจะลงมือทานของว่างที่หญิงสาวเตรียมไว้ให้ หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ส่งยิ้มน้อยๆ ให้เขา
“ไข้เธอหายหรือยัง” ถามขึ้นในระหว่างที่กำลังกิน
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ พรุ่งนี้ก็ไปเรียนได้แล้ว”
“จริงรึเปล่า”
ไม่พูดเฉยๆ เขาวางจานแอปเปิ้ลลง ก่อนจะขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ หล่อนและใช้มืออังหน้าผาก จังหวะนั้นเองความอ่อนโยนที่ได้รับจากการสัมผัสของเขา ทำให้หญิงสาวใจสั่นหวั่นไหวอีกแล้ว และแน่นอนว่าความหวั่นไหวมักจะมาพร้อมกับการเขินอาย
“อืม... ดีขึ้นแล้วจริงๆ ด้วย กินยาอีกสักรอบก็น่าจะหายดีแล้ว ว่าแต่ทำไมหน้าเธอแดงๆ ไข้ก็ไม่ได้ขึ้น”
เธอรู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังเขิน ดังนั้นจึงตกใจเมื่อรู้ว่าเขาสังเกตได้ว่าหน้าตนเองแดงเรื่อ
“อ๋อ... มะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คงจะเพราะไข้มันเบาลงแล้วจากที่หน้าซีดก็เลยกลายเป็นหน้ามีสีเลือดฝาดๆ คุณทานต่อเถอะค่ะ”
พยายามจะแก้ตัวสุดฤทธิ์แต่ไอ้ท่าทางการพูดสะดุดๆ พร้อมทั้งยังหลบตาเวลาพูดแถมแก้มก็ยังแดงเรื่ออยู่ และดูเหมือนจะแดงยิ่งกว่าเดิม มันทำให้จัสตินถึงกับยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก เขารู้ว่าเธอกำลังเขินอยู่แน่ๆ ท่าทางมันชัดออกขนาดนี้
“อ้อ แบบนี้นี่เอง” ไม่ได้พูดเย้าแหย่ แต่ก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมาแปลกๆ ที่ทำให้แม่สาวสุขุมพูดน้อยคนนี้เกิดอาการเขินได้
จุ๊บ!
“ปากนุ่มจัง”
“อุ๊ย!”
ทวีคูณความเขินอายเพิ่มขึ้นหลายเท่าบวกกับความตกใจเข้าไปอีก ทำเอาใจของเธอไม่ดี ที่ไม่ดีก็เพราะความหวั่นไหว เขินอาย ตกใจที่ชายหนุ่มเพิ่มมาให้
เขาจุ๊บปากเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยนก็ทำเอาใจเธอสั่นไหวจะแย่แล้ว และนี่ยังมาบอกว่าปากหล่อนนุ่มอีก แล้วแบบนี้หญิงสาวจะไม่เขินอายจนแทบจะมุดหน้าลงกับโซฟาได้อย่างไร
ทั้งหวั่นไหวและตกใจ แถมเขินอายเข้าไปด้วย
“กินต่อแล้วนะ หึๆ”
ได้แต่ขำเบาๆ อย่างกระชุ่มกระชวยหัวใจ เขารู้ว่าที่หล่อนหันหลังหนีก็คงจะหนีไม่พ้นว่าเขินอายจนไม่กล้าหันหน้ามา
ถึงใจจริงอยากจะรู้ว่าหญิงสาวเขินอายจนหน้าแดงมากแค่ไหน แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากจะแกล้งเธอไปมากกว่านี้ จึงได้แต่นั่งทานแอบเปิ้ลด้วยสีหน้าอิ่มสุข และรอดูว่าเมื่อไหร่เธอจะหันมา
พอรู้สึกได้ว่าอาการเขินอายเริ่มซาลง เจ้าหล่อนก็หันหน้ากลับมา รู้สึกโล่งใจที่ชายหนุ่มไม่ถามว่าเป็นอะไร ทำไมถึงหันหน้าไปทางอื่น และพอหันมาเห็นว่าเขากำลังดูรายการทีวีอย่างเพลิดเพลิน หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกโล่งใจขึ้นไปอีกมากโข
กลัวเหลือเกินว่าจะถูกจับได้ว่าเขิน ทั้งที่ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจับได้สองรอบแล้ว
“เดี๋ยวฉันเอาไปเก็บให้นะคะ” ว่าแล้วก็เก็บของใส่ถาดเพื่อที่จะเอาไปล้างทำความสะอาด
“อืม”
เพราะรู้ว่าหญิงสาวหายดีแล้ว จึงปล่อยให้เธอทำ แต่ใช่ว่าจะปล่อยให้เธอไปเฉยๆ
“ปากเธอหวานกว่าน้ำส้มอีกนะ กินแทนกันได้เลย” ว่าแล้วก็ยิ้มหวานออกมาโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าการคลี่ยิ้มบางๆ มันจะหวานจนแทบจะฆ่าคนฟังให้กำลังจะตายได้ ทั้งรอยยิ้มและคำพูด
‘อร้าย... ตาบ้า’
ได้แต่กรีดร้องอยู่ในใจ แม่สาวขรึมที่ชอบคิดมากกว่าพูดถึงกับรีบหยิบถาดออกมา และเดินจากไปด้วยอาการกระสับกระส่ายหยิบผิดหยิบถูก หน้าก็แดงจนจะเหมือนกับเปลือกแอปเปิ้ลแดง
หญิงสาวรีบเดินจากไปโดยเร็ว เขาทำให้หล่อนเขินอีกแล้ว แตกต่างกับคนที่นั่งอยู่ เขาได้แต่มองตามหลังเล็กบางนั้นด้วยสีหน้าและแววตาแสนสุข
ซึ่งถ้าหากว่าใครมาเห็นสายตายามที่ชายหนุ่มมองจิรัชญาในตอนนี้ ผู้คนที่รู้ว่าอาการตกหลุมรักเป็นยังไงทุกคนก็ต้องรู้แน่ๆ ว่าจัสตินกำลังมีอารแบบนั้น ขนาดอาร์มันโด้หนึ่งในเพื่อนสนิทของเขายังจับสังเกตได้ ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นสายตาที่จัสตินมองจิรัชญา
‘เห้ย... ทำไมยังเขินไม่หายเลย หยุดสักที เขาก็แค่พูดตามประสาคนหื่นกาม’ บอกตัวเองให้หยุดเขินเสียที พอคิดๆ ดูวันนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเขินเขา
‘ตานี่ก็บ้าจริง โรคจิตอย่างเดียวไม่ว่ายังมาทำให้ฉันเขินอีก’ หญิงสาวกำลังแย่ถึงจะเริ่มเลิกเขินได้แล้ว แต่พอนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในวันนี้ที่ชายหนุ่มทำให้หล่อนเขิน รวมทั้งเหตุการณ์ล่าสุดใจของเธอมันก็ไม่นิ่งเอาเสียเลย ยิ่งคิดอาการเขินอายก็ค่อยๆ ย้อนกลับมาจนตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ถึงจะตอนนี้จะไม่สามารถไล่เขาออกไปจากชีวิตและหนีเขาได้ แต่ก็จะพยายามจะไม่นึกถึงเหตุการณ์เขินอายในก่อนหน้านี้ให้ได้
‘เราไม่ได้ชอบเขาสักหน่อยหยุดเขินสักที’
สมองคิดเช่นนั้น แต่หัวใจกลับตรงกันข้าม เธอชอบเขาแล้วต่างหาก แต่ยังไม่รู้ตัว!
เหมือนกับฝ่ายนั้นที่ยังไม่รู้หัวใจตัวเอง!
เวลาต่อมา
“ฉันไปแล้วนะ”
“ค่ะ” ตอบด้วยหน้าตาเรียบเฉย
“ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยแล้วกัน”
ไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำพูดเรียบๆ แค่บอกให้คนป่วยอย่างหล่อนดูแลตัวเองดีๆ แต่แม่คนป่วยดันใจเต้นอีกแล้ว
เมื่อพูดจบก็เดินออกไปด้วยสีหน้าอิ่มใจสุดๆ แตกต่างกับคนในห้องที่ใจไม่เป็นสุขแล้ว แม่สาวขรึมผู้ไม่คิดจะมีรักกำลังจะบ้าตายกับคำพูดของเขา
‘วันนี้ตาบ้านี่มาแปลกจริงๆ ทำฉันจะบ้าตายไปหลายรอบแล้วนะ’
ตอนนี้คราบสาวขรึมมันหลุดออกจากตัวเธอไปแล้ว เมื่อได้เจอกับอะไรที่มันทำให้จิตใจมันอยู่ไม่นิ่งเหมือนเมื่อก่อน
