บทที่ 7 ป่วย
บทที่ 6
ป่วย
ณ ร้านอาหารยอดฮิตที่จิรัชญาทำงานอยู่
“ถาดนี้ของโต๊ะสิบนะจ๊ะ ส่วนน้ำมะนาวนี่ขอโต๊ะห้า”
“ค่ะๆ” ว่าแล้วเด็กสาวก็นำของไปเสิร์ฟ
เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดลูกค้าจึงลดไป 30% เพราะร้านนี้เป็นร้านเจ้าโปรดของเหล่านักศึกษาและพนักงานตามบริษัท เพราะฉะนั้นพอเป็นวันหยุดลูกค้าจึงลดน้อยลง
ทางร้านอาจจะเสียกำไรไปเล็กน้อยแต่ไม่ใช่กับพวกพนักงาน เพราะมันทำให้พวกเขาได้มีเวลานั่งพักผ่อนบ้าง
“ทำไมวันนี้เลิกเย็นล่ะ เจนนี้” ผู้จัดการร้านเอ่ยถามเพราะปกติลูกจ้างคนนี้ทนงานและขยันมาก ตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยลาหยุดเลยสักวัน
“หนูมีการบ้านที่ต้องทำน่ะค่ะ”
“อ๋อ...ดีแล้วล่ะ ตั้งแต่ทำงานมาเธอไม่เคยพักเลย ถือว่าทำการบ้านและพักผ่อนไปในตัวเลยก็แล้วกัน”
“ค่ะ”
ไม่อยากจะโกหกเลยสักนิด แต่จะให้ตอบว่ารีบกลับไปบำเรอกามให้เจ้าหนี้มันก็ไม่ได้
เพราะว่าที่นี่เป็นรัฐที่ล้อมรอบไปด้วยทะเลและแสงแดดอุ่นๆ ดังนั้นพอมีเวลาว่างผู้คนก็จะนิยมมาทำกิจกรรมสนุกๆ ที่ริมชายหาดกัน
เช่นเดียวกับจัสตินที่มาผ่อนคลายด้วยการเล่นเซิฟบอร์ด โดยมีเดวิดหนึ่งในเพื่อนรักของเขาที่กำลังนอนอาบแดดอยู่บนเตียงผ้าใบอย่างสบายอารมณ์
“เหนื่อยจัง ไปหาอะไรกินกันเถอะ” จัสตินพูดขึ้นเมื่อเดินถือเซิฟบอร์ดเข้ามาหาเพื่อนด้วยความเหนื่อย
“ฉันสั่งไก่ทอดไว้แล้ว อีกสักพักเขาคงมาส่ง”
“อืม...ก็ได้” ว่าแล้วชายหนุ่มก็กระกดน้ำเปล่าดื่ม
แต่ทั้งที่เป็นการดื่มน้ำแบบธรรมดาแท้ๆ แต่เพราะตอนนี้ในตัวเขามีแค่กางเกงไว้น้ำขายาวประมาณหวเข่าแค่ตัวเดียว ดังนั้นมันจึงทำให้ทุกคนในที่นี้มองเห็นสัดส่วนของจัสตินได้ชัด
แผงอกและสันกล้ามล่ำๆ ของเขา ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่ในระแวกนั้นมองกันจนตาหวานเยิ้ม
“ไก่มาแล้วค่ะ คุณเดวิด...”
นอกจากจิรัชญาจะทำงานในร้านแล้ว เวลาที่คนในร้านไม่ว่างคนที่ขับมอเตอร์ไซค์เป็นอย่างหล่อนก็ต้องมาทำหน้าที่ส่งไก่ทอดนอกสถานที่ด้วย
และพอต้องมาเจอเจ้าหนี้ในขณะปฏิบัติงานก็ทำเอาทั้งเธอและเขาตกใจมากพอๆ กัน โดยเฉพาะจัสติน เขาเกือบจะสำลักน้ำ
“อ้าว... คุณเจนนี่ วันหยุดยังทำงานอีกหรือครับ”
“ค่ะ” ว่าแล้วก็ส่งไก่ทอดให้เดวิด ก่อนจะรับเงินมา
เธอและจัสตินต่างก็มองหน้ากัน แต่ก็ไม่มีใครเป็นฝ่ายทักก่อน เพราะถ้าหากเพื่อนของชายหนุ่มรู้เรื่องของเขาและเธอ มันก็คงจะไม่ดีนัก จะบอกว่ารู้จักหล่อนเพราะหล่อนเป็นนางบำเรอที่มาใช้หนี้มันก็คงจะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่น่าพูดถึงสักเท่าไหร่
“ไปแล้วนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ”
เสร็จแล้วก็รีบวิ่งออกไปอย่างเร็ว ต่างคนต่างก็รู้สึกตกใจจนใจเต้นแรงกันเลยทีเดียว
‘เห็นหน้าโดยบังเอิญก็จำเป็นจะต้องใจเต้นด้วยเหรอเนี่ย’ หนุ่มหล่อถามตัวเองดังนั้น ยิ่งรู้สึกใจเต้นมันก็เกิดทำให้เขานึกสงสัยความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมา
‘เป็นบ้าอะไรยัยเจนนี่ หัวใจแกเต้นแรงทำไม’ ยกมือทาบที่อกพร้อมกับบ่นตัวเองในใจ
เวลาต่อมา
ที่ร้านอาหาร
“เจนนี่ครับมื้อนี้จะทานอะไร พี่กับวิลเลียมจะไปซื้ออาหารกลางวัน” พนักงานหนุ่มถามขึ้นพลางกำลังจดเมนูอาหารกลางวันที่เพื่อนๆ พนักงานฝากซื้อ
“ไม่เป็นไรค่ะ วันหนูมีแซนวิชแล้ว” ว่าแล้วก็ยกกล่องใส่อาหารที่มีแซนวิชหนึ่งชิ้นขึ้น เพราะอีกชิ้นเธอทานไปตั้งแต่เช้าแล้ว
“อ่อจ้า วันนี้ทำมาทานเองเหรอเนี่ย” ชายหนุ่มพูดด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเดินออกไปซื้ออาหารราคาถูกที่ร้านอื่นกับเพื่อนๆ
‘ก็ใจดีเหมือนกันนี่นา ถึงจะดิบๆ เถื่อนๆ ชอบใช้ความรุนแรงก็เถอะ’ คิดก่อนจะอมยิ้มและหยิบแซนวิชขึ้นมาทาน
และแล้วก็ได้เวลาที่สาวน้อยจิรัชญาเลิกงาน เธอใช้การเดินกลับเหมือนเดิม เพราะไม่ใช่เมืองหลวง รัฐนี้เลยไม่ค่อยมีผู้คนเดินกันตามถนนเยอะมาก
มันสะดวกที่เธอจะเดินไปและคุยแชทกับน้องสาวตัวเองที่อยู่ประเทศไทยด้วยความคิดถึง น้องสาวของเธอเพิ่งจะไปฟังผลสอบและผลก็ออกมาว่าน้องได้ที่หนึ่ง ทำเอาเธอและคุณแม่ปลื้มใจมาก หญิงสาวเองก็เช่นกัน หล่อนภูมิใจในตัวน้องสาวตัวน้อยจนยิ้มไม่หุบ
แต่ในขณะนั้น...
“โอ๊ย...ปะ...ปวดท้อง” อยู่ๆ หล่อนก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมาอย่างฉับพลัน และปวดมากจนเข่าทรุด ก่อนจะเป็นลมไปในที่สุด
“อ้าว... คุณเป็นอะไรไปคะ” แต่ยังโชคดีที่พลเมืองดีผ่านเข้ามาเห็น เขาจึงช่วยโทรเรียกรถพยาบาลมาให้
ที่ด้านจัสติน หลังจากที่แยกจากหนึ่งในเพื่อนรักอย่างเดวิด ชายหนุ่มก็กลับมานั่งดูหนังฟังเพลงและอ่านหนังสือที่ห้อง
และในระหว่างที่เจ้าตัวกำลังมีสมาธิอยู่กับการอ่านหนังสือ เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์เครื่องหรูก็ดังขึ้น
“ฮัลโหลครับ...”
‘สวัสดีค่ะ โทรมาจากโรงพยาบาล...นะคะ ไม่ทราบว่านี่ใช่เบอร์ญาติของคุณ จิรัชญา นวสิน รึเปล่าคะ พอดีว่าเราเห็นเบอร์คุณเป็นเบอร์ล่าสุดที่โทรมาหาคุณนวสิน’
จัสตินหยุดนิ่งเพียงชั่วครู่ ก่อนจะนึกได้ว่านี่คือชื่อของนางบำเรอของเขา แล้วหล่อนไปทำอะไรที่โรงพยาบาล
“อ่า... ครับ แล้วเธอไปทำอะไรที่โรงพยาบาลครับ”
‘พอดีว่ามีพลเมืองดีไปเห็นเธอเป็นลมอยู่ที่ริมถนน... น่ะค่ะ’
“อะไรนะครับ เป็นลมอยู่ริมถนนเลยเหรอ เดี๋ยวผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ” ว่าแล้วก็รีบวางสายและรีบขับรถสปอร์ตคันหรูไปที่โรงพยาบาล
ความเป็นห่วงมันเกิดขึ้นมาโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกันว่ากำลังห่วง...
ณ โรงพยาบาล
“เธอเป็นโรคกระเพาะครับ และร่างกายก็อ่อนเพลียมากจากการพักผ่อนน้อย กินน้อย ทานอาหารไม่ตรงเวลา พออาการหนักเข้าจึงเป็นลม เดี๋ยวหมอจะจัดยาให้นะครับ น้ำเกลือหมดก็พากลับบ้านได้แล้ว ช่วยดูแลเธอให้ดีด้วยนะครับ ให้เธอพักผ่อนและรักษาตัวอย่างเต็มที่เป็นเวลา 2-3 วัน ถ้าทำได้เดี๋ยวก็หายเอง ขอตัวนะครับ”
“ขอบคุณนะครับ” จัสตินที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคนแรกที่สามารถช่วยเหลือจิรัชญาได้ ได้ขอบคุณคุณหมอ ก่อนจะเดินเข้าไปดูสีหน้าคนที่ป่วยหนักจนป็นลม
“ตัวเล็กขนาดนี้ กินก็น้อย ทำงานก็หนัก ยังทำเป็นเก่งอีก นี่ถ้าไม่มีฉันแล้วใครจะมาดูเธอ” ว่าแล้วก็มองหน้าเธอด้วยความหงุดหงิดนิดๆ เพราะถึงจะแอบเป็นห่วงแต่ก็ไม่ชอบใจที่หล่อนทำร้ายสุขภาพร่างกายตัวเองด้วยการโหมทำงานหนัก ประหยัดกิน ประหยัดใช้จนเกินไป คนที่รักสุขภาพอย่างเขาก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
ชายหนุ่มไปจัดการจ่ายค่ายาค่ารักษาให้เธอเรียบร้อย ก่อนจะกลับมานั่งรอหญิงสาวที่ข้างเตียง
‘ตื่นขึ้นมาต้องดุสักหน่อยแล้ว ยัยนี่ดื้อเกินไปจริงๆ’
เวลาต่อมา
พอฟื้นขึ้นมาก็ยังคงปวดท้องอยู่ และพอรู้ว่าคนที่มาหาเธอเป็นคนแรกและเป็นคนเดียวที่มาหา แถมยังเป็นคนจ่ายค่ายาให้หล่อนก็รู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาแปลกๆ เพราะเขาเป็นคนช่วยชีวิตเธอไว้ เนื่องจากไม่มีญาติมิตรและเพื่อนสนิทที่นี่เลย
ถ้าหากจัสตินไม่ช่วยไว้ หญิงสาวก็ยังคิดไม่ถึงเลยว่าใครจะมาหา และจ่ายค่ายาพร้อมกับนั่งเฝ้าจนหล่อนฟื้น
“โอ๊ย...”
กุมที่ท้องจนตัวขดตัวงอ เพราะอาการปวดที่ยังคงอยู่
“ปวดเหรอ”
“ค่ะ” ว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินต่อ แต่หล่อนปวดจนเดินไม่ไหว ปวดจนน้ำตาเล็ด
“ยัยขี้แงเอ๊ย! อะไรก็ร้องๆ อย่าเดียว มานี่มา” ว่าแล้วก็โน้มตัวลงทำท่าจะให้หญิงสาวขี่หลัง
“ไม่...”
“ไม่ต้องมาปฏิเสธ ปวดจนร้องไห้ขนาดนี้ยังจะปากแข็งอีก ขึ้นมาเร็ว ‘อย่าขัดใจ’“
เธอไม่ได้ตั้งใจจะขัดใจ แต่จะบอกว่ารถเข็นก็มีต่างหาก
“คู่นี้น่ารักจังเนอะ รถเข็นก็มี แต่อยากให้แฟนขี่หลัง”
“ผู้ชายหล่อจัง ผู้หญิงก็น่ารัก”
คนรอบข้างได้แต่ซุบซิบกันเมื่อได้เห็นภาพที่จัสตินแบกจิรัชญาขึ้นหลังทั้งที่รถเข็นก็มี
จิรัชญาก็ได้แต่ปล่อยให้เขาแบกอยู่อย่างนั้น เพราะพยายามจะไม่ขัดใจอย่างที่เขาบอก ชายหนุ่มนั้นก็ได้แต่มุ่งมั่นแบกหล่อนขึ้นรถด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังมีความรู้สึกเป็นห่วงผู้หญิงคนนี้
อาจจะเป็นเพราะไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับใครนอกจากเพื่อนๆ และคนในครอบครัว จึงไม่รู้หัวใจตัวเองก็เป็นได้
