บทที่ 8 คนกำลังจะบ้า
บทที่ 7
คนกำลังจะบ้า
ณ หอพักสุดหรูของจัสติน
“ขอบคุณนะคะ”
พอเข้ามานั่งพักในห้อง หล่อนก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณเขา และมันก็ทำให้คนที่กำลังรินน้ำให้เธอดื่มนึกคิดถึงเรื่องที่อยากจะดุเธอได้
“เดี๋ยวฉันจะไปเทซุปใส่ถ้วยให้ เธอทานซะ และก็กินยา ทานเสร็จแล้วก็บอก เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
หล่อนไม่รู้ว่าเรื่องที่ชายหนุ่มจะคุยด้วยเป็นเรื่องอะไร แต่มันก็ดูเหมือนว่าเขาจะจริงจังมาก ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่รอทานยา ทานอาหารให้หมด และรอฟังเรื่องที่ชายหนุ่มจะคุย
เวลาต่อมา
เมื่อทานเสร็จแล้ว หล่อนก็ทำท่าจะเอาถ้วยจานไปเก็บ แต่ทว่าเพราะความเจ็บที่ช่องท้องทำให้หล่อนได้แต่กัดฟันสู้ไม่ร้องออกมาว่าเจ็บ แต่แสดงออกทางสีหน้าแทน โดยที่ไม่รู้ว่าจัสตินนั้นมองดูอยู่
“วางลงเดี๋ยวนี้นะ เจ็บอยู่ยังจะทำอีก”
หญิงสาวยอมวางถาดอาหารลงเพราะปวดมากจริงๆ
“ปวดอยู่ยังจะทำอีก อยากตายเรอะ” ว่าหล่อนด้วยสีหน้าหงุดหงิด เพราะชอบทำอะไรเกินตัวแบบนี้ หล่อนถึงได้ป่วย
หญิงสาวยอมปล่อยให้เขาเอาไปเก็บเอง เพราะเธอก็ไม่ไหวอยู่แล้ว ทีนี้ก็ได้แต่นั่งฟังว่าเรื่องที่เขาจะพูดคือเรื่องอะไร
“เข้าเรื่องเลยนะ”
พอนำของทุกอย่างไปเก็บก็มายืนอยู่ตรงหน้าเธอ วางมาดเข้มเพราะกำลังจะเข้าเรื่องจริงจัง
“ค่ะ”
“ฉันไม่ชอบที่เธอเป็นแบบนี้ ทำโอทีทุกวัน เดินกลับบ้านเอง ไม่ทานอาหารเช้า กินน้อย ไม่ดูแลตัวเอง ทั้งที่ถ้าไม่ทำโอทีเธอก็จะมีเวลาดูแลตัวเองมากกว่านี้ ถ้ายอมเสียเงินขึ้นรถโดยสารสักหน่อย เธออาจจะไม่ต้องมาเป็นลมข้างถนน ดีนะที่ตอนนั้นเป็นตอนกลางวัน ยังพอมีผู้คนอยู่ และถ้าเป็นตอนกลางคืนล่ะ เธอคงถูกจับไปรุมโทรมแล้วมั้ง ฉันได้ยินว่าเธอก็ฉลาดนะ แต่ทำไมเลือกทำแต่อะไรโง่ๆ ที่ทำให้ตัวเองเจ็บแบบนี้”
พูดทุกอย่างด้วยความจริงจัง และมันก็ทำให้หล่อนได้คิด แต่ก็มีเหตุผลที่จะต้องเถียง
“คุณไม่เคยจนไม่รู้หรอกค่ะ คุณอยู่สบาย มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม แถมยังมีฉันที่เป็นลูกหนี้ด้วย พ่อแม่คุณรวยระดับเศรษฐีหมื่นล้าน แต่ครอบครัวฉันแม้แต่เงินเก็บสักแสนยังไม่มี แม่ฉันก็เป็นแค่แรงงานธรรมดา ได้เงินเดือนแค่หมื่นกว่าบาท และหมื่นกว่าบาทนี่ก็ต้องเอาไปจ่ายทุกอย่างในบ้าน รวมทั้งค่าเล่าเรียนของน้อง ฉันทำงานช่วยแม่ตั้งแต่อายุ 16 ปี
และมันก็ช่วยท่านได้มาก เราไม่ได้รวย แต่เราก็มีกินไม่ต้องไปกู้เงินใครมาใช้ ฉันเป็นลูกคนจนและเป็นเด็กจนๆ ที่สามารถทำงานช่วยเหลือท่านได้ เพราะฉะนั้นเงินแค่ห้าบาท สิบบาท มันก็ต้องประหยัด เพราะไอ้เงินจำนวนนี้ ถ้าประหยัดมากๆ มันก็จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้
ทำความเข้าใจไว้ด้วยนะคะว่าไม่มีใครเขาอยากลำบากหรอก ถ้าฉันเลือกเกิดได้ ฉันก็จะไม่ทำอะไรที่เกินตัวแบบนี้ แต่เพราะความจนต่างหากที่ต้องทำให้ดิ้นรน” เธอค่อยๆ พูดด้วยอารมณ์จริงจัง และก็แอบเคืองอยู่เล็กน้อย ทั้งที่ฐานะรวยมากแท้ๆ แต่เขากลับมาพูดเหมือนรู้ทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจอะไรเลย
ซึ่งการโต้ตอบของหญิงสาวก็ทำให้ชายหนุ่มได้หยุดคิดเพียงชั่วครู่ ที่หล่อนพูดมาก็มีเหตุผล เรื่องมันเป็นแบบนี้จริงๆ แต่ถ้าอยากมีลมหายใจ เพื่อที่จะได้แบ่งเบาภาระของแม่ เธอก็ไม่ควรจะหักโหมขนาดนี้
“และฉันก็ขอถามเธอกลับอีกนะ แม่เธอเป็นหนี้เหรอ น้องเธอได้ป่วยอาการโคม่าอยู่ในห้องไอซียูรึเปล่า จะมีคนมายึดบ้านเธอเหรอ ถึงจะต้องทำงานจนสายตัวแทบขาดแบบนี้ ไม่คิดจะเก็บแรงไว้ใช้งานอะไรอย่างอื่นบ้างเลยรึไง อย่างเช่น ใช้หนี้ฉัน...” เขาพูดตามความจริง แต่หล่อนกลับคิดไปเองว่าที่จัสตินดูจริงจังมากขนาดนี้ก็เพราะหล่อนไม่มีเวลามาบำเรอเขา
“นี่ใช่มั้ยคะ เหตุผลที่แท้จริง ฉันไม่ควรป่วยและไม่ควรทำงานหนัก เพราะจะไม่มีเวลามาใช้หนี้คุณ”
นี่ไม่ใช่ความจริง แต่ชายหนุ่มก็ไม่อยากจะเถียง เพราะถ้าหากความเข้าใจผิดในครั้งนี้มันทำให้หล่อนได้พักบ้าง มันก็คงจะดี
“มันก็ใช่ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการใช้หนี้ ฉันอนุญาตให้ไปทำงานทุกวันแต่ว่าเธอห้ามทำโอที ต้องกลับมาทำหน้าที่ ถ้าอยากเดินเท้าไม่อยากนั่งรถสบายๆ เธอก็ต้องกลับมาที่นี้เวลาเย็นเท่านั้น
อย่ามาทำตัวเยอะให้มาก ฉันเชื่อว่าถ้าแม่เธอไม่ได้เป็นหนี้ เงินแค่นี้ก็ต้องพอใช้อยู่แล้ว เธอมีเศรษฐีใจดีส่งเงินให้กินนี่ เพราะฉะนั้นอย่าเรื่องมาก ถ้าแม่เธอมีปัญหา แปลกใจที่เธอไม่ทำงานหนักก็บอกไปว่าเธอป่วย ร่างกายไม่แข็งแรงเพราะโหมงานหนัก ฉันเชื่อว่าท่านต้องเข้าใจ ทำตามที่ฉันพูด และนอนได้แล้ว!”
“ฮึก...”
เพราะอารมณ์ความเจ็บปวดของคนที่ขัดคำสั่งไม่ได้ หนำซ้ำยังเป็นคนขี้แยและร้องไห้ง่ายอยู่แล้ว บวกกับความเจ็บปวดที่ท้องอีก มันจึงทำให้หล่อนร้องไห้ออกมาจนได้ เพราะความเจ็บปวดจริงๆ ที่ตนเองเป็นคนสร้างหนี้สินขึ้นมา เพื่อพันธนาการตนเองไม่ให้ออกนอกเหนือคำสั่งเจ้าหนี้ได้
จัสตินรู้สึกได้ว่าหัวใจมันบีบรัดเข้าหากันด้วยความเจ็บปวด แถมยังเต้นแรงเหมือนครั้งแรกที่ได้เห็นหล่อนร้องไห้
เขารู้สึกไม่ดีเลย ยิ่งได้ยินเสียงสะอื้น ได้เห็นหยดน้ำตามันก็ทำให้เจ้าตัวรู้สึกเหมือนใจจะขาดเสียเอง ดังนั้นเขาจึงคิดว่าควรจะเดินหนีออกมาได้แล้ว ปล่อยให้หล่อนได้ร้องไห้ระบายความทุกข์ดีกว่า
เขาไม่อยากจะไปยืนดูเธอร้องไห้ เพราะเจ้าตัวก็ยอมรับเลยว่าปลอบผู้หญิงไม่เป็น แม้แต่พี่สาวตัวเองเขายังไม่เคยปลอบตอนที่พี่ร้องไห้เลย
เพราะพี่มีคนคอยปลอบทั้งบ้าน เวลาที่หกล้มร้องไห้ตอนเด็กๆ เหตุนี้เองชายหนุ่มจึงไม่รู้จะปลอบผ้หญิงคนนี้ยังไง และถ้าการปลอบของเขามันจะทำให้หญิงสาวได้ใจ จัสตินก็คิดว่าดีแล้วที่จะไม่เข้าไปปลอบเธอ
พอยาที่ทานไปออกฤทธิ์ อาการเจ็บปวดทุเลาลง มันก็ให้หล่อนหลับไปโดยไม่รู้ตัวและหลับไปทั้งน้ำตา เช่นเดียวกับจัสตินที่ยอมวางมือจากเกมส์ในมือถือ
พอเห็นว่าคนที่นอนอยู่ที่โซฟาหน้าโทรทัศน์นั้นหยุดร้องไห้ และเงียบไปได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว เขาจึงเดินเข้ามาดู
‘ร้องไห้เสร็จก็หลับ ท่าทางเหนื่อยขนาดนี้ยังจะดื้ออีก ใจพร้อม กายมันก็ต้องพร้อมด้วยนะยัยเด็กบ้าถึงจะไหว ฉันไม่เคยจน แต่ฉันก็เคยเห็นคนจนนะยัยบ้า’
ได้แต่อมยิ้มน้อยๆ และพูดแบบนั้นในใจ
‘ผ้าก็ไม่ห่ม น้ำตาก็ไม่เช็ด สมแล้วที่เป็นเด็กบ้า’ คิดแล้วก็ห่มผ้าให้หล่อน ก่อนจะใช้มือเช็ดน้ำตาให้
ซึ่งครั้งนี้จัสตินก็ได้ทำสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำให้กับใครมาก่อน และเผลอทำโดยไม่รู้ตัว และมารู้ตัวในตอนที่ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ทั้งเช็ดน้ำตา ห่มผ้า และยังได้ลูบหัวด้วยความอ่อนโยนอีกด้วย
‘เฮ้ย... นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย ฉันทำอะไรแปลกๆ แบบนี้ทำไม นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา มันแปลกตั้งแต่ใจเต้นแรงและเจ็บใจตอนที่เห็นยัยนี่ร้องไห้แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับตัวฉัน นี่ฉันบ้าไปแล้วใช่มั้ย’
มาตกใจกับการกระทำของตนเองเมื่อตอนที่กำลังเดินอมยิ้มมาเข้านอน ทั้งที่ชอบเรียกเธอว่ายัยบ้า แต่ตอนนี้กลายเป็นเขาไปแล้วที่บ้า กำลังบ้ากับความสับสนในใจของตัวเอง
‘ฉันควรจะไปปรึกษาเพื่อนสินะ หรือไปหาหมอดี แต่ควรไปหาพวกเพื่อนๆ ก่อนดีกว่า ถ้าอาการหนักมากค่อยไปโรงพยาบาล เอ๊ะ...หรือว่าไปหาพ่อกับแม่ ไปถามดูหน่อยดีมั้ยว่าพ่อเคยมีอาการแบบนี้รึเปล่า’
เพราะเป็นโรค ‘นิมโฟมาเนีย’ หรือที่บุคคลทั่วไปชอบเรียกว่า โรคมีความต้องการทางเพศสูง
ซึ่งเป็นอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง ดังนั้นพอเจออะไรแปลกๆ ต่อหัวใจแบบนี้ เขาจึงคิดว่าควรจะไปหาหมอหรือไม่ก็ไปหาพ่ออย่างเดียว เพราะคุณพ่อและพี่สาวก็เป็นโรคคนี้ด้วย
ในครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูก มีแค่มารดาเท่านั้นที่สุขภาพดีทั้งด้านจิตใจและด้านร่างกาย ส่วนตัวชายหนุ่มและบิดากับพี่สาวต้องมาคอยทานยาระงับ และบำบัดโรคจิตชนิดนี้ เพื่อให้มันทุเลาลง
เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่พบยาหรือวัคซีนอะไรที่ให้ผู้ป่วยหายจากโรคนี้ได้เลย จะทำได้ก็เพียงแค่ทำให้อาการดีขึ้นเท่านั้น นั่นก็คือสามารถควบคุมอารมณ์ใคร่ได้บ้างในบางครั้ง
‘ไปหาเพื่อนดีกว่า ป่านนี้พ่อคงกำลังพัก พี่ก็คงจะไม่ว่าง’
คนที่คิดว่าตัวเองไม่ปกตินั้นดูร้อนรนมากในเวลานี้ เพราะเจ้าตัวไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อนเลยในชีวิต
