บทที่ 8 เจ้าสาวของอสูร

ยอดชีวานั่งตัวเกร็ง เมื่อรถเคลื่อนไปใกล้จุดหมาย เธอเคยมาที่คฤหาสน์นี้แล้วหนหนึ่ง พอจะจำทางได้ เมื่อรู้ว่าใกล้ถึงที่หมายแล้ว ใจเธอก็ยิ่งเต้นแรง ภาพของเจ้าของคฤหาสน์ เต้นระริกอยู่ในมโนของความทรงจำ ทีปต์ ทีฆทัศน์ เขาเหมือนกับเจ้าชาย...เจ้าชายของปราสาทผีสิง ที่ทำตัวเย็นชาและน่ากลัว

เสี้ยวหน้าของเขาด้านหนึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยแผลเป็น มันทำให้เขาดูน่ากลัว และที่น่ากลัวยิ่งกว่า ก็คือความคิดของเขา ที่คิดจะเอาเธอมาใช้หนี้ ด้วยการ...

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น มือเย็นเฉียบกำเข้าหากัน ต่อนี้ไปเธอจะต้องอยู่กับเขา เห็นเขาทุกวัน เธอจะหายกลัวเขาไหมนะ รูปลักษณ์ของเขาทำให้เธอหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็น้อยกว่าจิตใจของเขา นี่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะต้อนรับเธอแบบไหน แล้วจะทำอะไรกับเธอบ้างในวันแรกที่เธอเข้าไปอยู่กับเขาที่คฤหาสน์

ข้อสัญญาที่บ่งบอกว่าเธอจะต้องมีทายาทให้เขา มันหมายถึง...

แก้มสาวแดงร้อน เธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศ แม้จะเคยมีคนรักบ้าง แต่ก็คบกันเพียงผิวเผิน จุดมุ่งหมายในชีวิตของเธอ มันยิ่งใหญ่เสียจนยอดชีวาไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องเพศตรงข้ามนัก ตอนนี้เธอชักจะอยากให้ตัวเองมีประสบการณ์ทางนี้มาบ้าง อย่างน้อย เธอก็จะไม่ต้องหวาดกลัวเขาจนเกินไปนัก

ประตูคฤหาส์เปิดออก เนื้อที่อันแสนใหญ่โตของมัน เหมือนจะข่มให้ผู้ที่มาใหม่ รู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นให้ความร่มรื่น สวนจัดอย่างสวยงาม ไม่ได้ทำให้ยอดชีวารู้สึกตื่นเต้นและชื่นชมในความงดงามของมันเลยแม้แต่น้อย เธอต้องระงับอาการสั่น เมื่อคนรถเปิดประตูให้ เขายิ้มน้อยๆ ส่งให้เธอ ก่อนจะเดินไปขนสัมภาระของเธอลงมา หญิงรับใช้นางหนึ่งในชุดเครื่องแบบเมด ตรงมาหาเธอ ทำความเคารพ และเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“คุณผู้ชายไม่อยู่นะคะวันนี้ ท่านให้คุณทำตัวตามสบาย เดี๋ยวตามดิฉันมานะคะ จะพาไปที่ห้องของคุณ”

“ค่ะ”

ยอดชีวาหลบสายตาอีกฝ่าย ที่มองหน้าเธอ แก้มสาวแดงปลั่งขึ้นทันที เมื่อคิดว่าเจ้าของบ้านจะบอกอะไรหญิงรับใช้คนนี้บ้าง ว่าเธอคือใคร มีฐานะอะไรในบ้านหลังนี้

เธอตามหญิงรับใช้ ที่แนะนำตัวว่าชื่อ ประภา ไปยังห้องที่จัดไว้ หญิงสาวค่อยมองไปรอบๆ อย่างสำรวจ คฤหาสน์ของทีปต์ จัดตกแต่งไว้อย่างหรูหรา งดงามราวกับปราสาทของเจ้าชายเลยก็ว่าได้ ของทุกชิ้นดูจะเป็นของมีราคา ตกแต่งตามแบบของศิลปะโกธิค เฟอร์นิเจอร์เป็นสีขรึม ของประดับส่วนใหญ่นำเข้ามาจากยุโรป หรือไม่ก็สั่งทำ ถ้าเพื่อนของเธออย่างช่อชนิดามาเห็นคนจะชื่นชอบมาก เพราะขานั้นก็ชอบศิลปะแนวยุคนี้ คอนโดของช่อชนิดาเองก็ตกแต่งในสไตส์นี้เหมือนกัน

“นี่ห้องของคุณค่ะ”

หญิงรับใช้เปิดประตูห้องให้ ห้องของยอดชีวาอยู่ทางปีกทิศตะวันออก ประตูห้องทำจากไม้แกะสลักอย่างสวยหรู และด้านในก็หรูหราไม่แพ้กัน

พรมสีครีมปูตลอดห้อง เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำจากไม้แกะสลักเป็นรูปเถากุหลาบเลื้อยทาสีขาว ผ้าม่านเป็นสีฟ้า เตียงขนาดใหญ่กลางห้องเป็นเตียงแบบมีเสาสูง ผ้าปูเตียงเป็นลายดอกไม้สีฟ้าสลับขาว ตู้เป็นเสื้อผ้าก็เป็นไม้แกะสลักด้วยลวดลายเดียวกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นในห้อง ยอดชีวาเห็นแล้วถึงกับอ้าปากค้าง เพราะความงดงามน่ารักของห้องพักส่วนตัวของเธอ

“พักผ่อนตามสบายนะคะ มีอะไรจะเรียกใช้ ก็กดกริ่ง”

สาวใช้ผายมือให้เธอดูว่ากริ่งอยู่ตรงไหน

“เวลารับประทานอาหารค่ำ คือหกโมงเย็นนะคะ คุณจะรับประทานที่นี่ หรือว่าจะลงไปที่ห้องอาหารก็ได้ค่ะ อีกสามสิบนาที ฉันจะเอาของว่างมาเสิร์ฟให้ที่นี่”

“เอ่อ...” เธอเรียกประภาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะขอตัวไปทำงานของตนต่อ

“คะ?”

“คือว่า...คุณทีปต์จะกลับมากี่โมงคะ”

“คุณท่านไม่ได้บอกไว้ แต่ถ้าถึงเวลา คุณท่านก็คงจะเรียกคุณเข้าไปพบเองแหละค่ะ”

ทางนั้นตอบด้วยน้ำเสียงเย็นๆ แล้วมองหน้าเธอ ด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ยอดชีวาหน้าแดง เธอจึงอ้อมแอ้มเอ่ยขอบคุณ

“ถ้าอย่างนั้นขอบคุณมากค่ะ”

“อีกสามสิบนาที จะมีของว่างมาให้นะคะ แล้วเราตั้งโต๊ะตอนหกโมงเย็น” สาวใช้บอกย้ำอีกรอบ แล้วปิดประตูห้องเสีย ทิ้งให้ยอดชีวาอยู่เพียงลำพัง

เธอทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียง เมื่ออยู่คนเดียว แล้วถอนใจออกมาอย่างโล่งอก ข่าวดีที่เธอยังไม่เจอเขาตอนนี้ แต่จะอย่างไรก็ต้องพบเจอกันอยู่ดี ยอดชีวาก็ควรจะรวบรวมแรงใจเยอะๆ ก่อนที่จะเจอะเจอหน้าของเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้สินะ

เจ้าของที่นี่...และเจ้าของตัวเธอด้วย...

............................................................................................................................................................................................

“วันนี้พี่ทีปต์ไม่นอนที่บ้านกับคุณแม่ กับผมหน่อยหรือครับ? จะรีบกลับไปอยู่คนเดียวที่นั่นทำไม เหงาแย่เลย”

“พี่ชินแล้ว”

เสียงทุ้มเอ่ยตอบน้องชาย เขาพลิกเอกสารนั่งอ่านอย่างละเอียดอีกหน เมื่อเห็นว่ามันสมบูรณ์แบบ ไร้ข้อขัดแย้งแล้ว ก็พยักหน้าพลางส่งมันคืนให้กับหิรัญ ที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา

“เรียบร้อยดี โครงการของนายใช้ได้เลยนะ ดำเนินการไปได้เลย พี่อนุมัติ”

“ครับ ผมต้องขอโทษที่ไม่ได้รายงานพี่ไปก่อน ใจร้อนน่ะครับ” หิรัญเอ่ยแก้ตัว มือหนาของพี่ชายตบมาเบาๆ บนบ่ากว้าง ก่อนจะยิ้มน้อยๆ ส่งให้เขา

“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ และไว้ใจว่าระดับนาย ไม่ทำพลาดแน่นอน”

“ผมตั้งใจจะบอกกับพี่เมื่อประชุมผู้บริหารเสร็จ ก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วก็เป็นการแค่เสนอกับที่ประชุม เพื่อให้ตัดสินใจ ไม่คิดว่าเลขาของพี่จะเอาไปฟ้อง”

คำเอ่ยถึงรัตนฤทธิ์แบบไม่พอใจ ทำให้ชายหนุ่มนิ่งไปนิดหน่อย แล้วกล่าวแก้แทนเพื่อนรัก

“ไม่หรอก นายฤทธิ์ไม่ได้ฟ้องอะไร เขาก็แค่รายงานตามปรกติน่ะ พี่มีนายเป็นมือขวา และนายฤทธิ์เป็นมือซ้าย ที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโต พี่หวังว่าเรื่องแค่นี้ คงจะไม่ทำให้นายกับนายฤทธิ์ขัดใจกันหรอกนะ”

“ผมก็แค่รู้สึกน้อยใจนิดหน่อยน่ะครับ” หิรัญถอนใจ นัยน์ตาของเขามีรอยเศร้า

“ผมกลัวว่าพี่ทีปต์จะไม่ไว้ใจผม ระแวงผม ก็พี่ทีปต์เคยถูกทรยศมาก่อน มันธรรมดาถ้าจะไม่ไว้ใจ และจะคิดมาก”

“นั่นไม่มีวันที่พี่จะรู้สึกกับนาย นายนิกซ์”

น้ำเสียงนั่นช่างจริงใจ จนคนฟังยิ้มออกมาได้ เขาพนมมือไหว้ผู้เป็นพี่ชายอย่างนอบน้อม

“ขอบคุณมากครับ พี่ทีปต์ ที่รักและไว้ใจผมเหมือนน้องชายแท้ๆ”

“พี่รักนายเพราะนายคือครอบครัวของเรา” เขาเอ่ยย้ำ หิรัญยิ้มกว้าง แล้วเอ่ยชวนพี่ชายอีกรอบอย่างคนช่างตื้อ

“แต่ว่าเย็นนี้ พี่ทีปต์ไม่ไปที่บ้านสักหน่อยหรือครับ คุณแม่บ่นคิดถึง”

“ไม่”

ทีปต์ตอบสั้นๆ และก้มหน้าลงสนใจกับไอโฟนในมือ ยุติการสนทนากับน้องชายเสียเพียงเท่านั้น หิรัญมองเสี้ยวหน้าด้านที่อัปลักษณ์ไปด้วยแผลเป็น มันเห็นไม่ชัดเจนเพราะมีผมลงมาปรกไว้บางส่วน แต่ก็น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก เขานึกถึงเจ้าสาวของพี่ชาย ถ้าฝ่ายนั้นเห็นหน้าเต็มๆ ของทีปต์ยามนี้ จะไม่เป็นลมไปก่อนหรอกหรือ เขาเคยเห็นบุตรสาวของยอดชาย ผู้หญิงหน้าหวานแอร่ม รูปร่างอ้อนแอ้นบอบบาง ดูราวกับกุหลาบแก้วน่าถนอม พี่ชายยิ่งคับแค้นบิดาของหล่อนอยู่ จะบีบให้แหลกคามือหรือเปล่านะ

“เจ้าสาวของพี่ ที่พี่บอกแม่กับผมไว้ เธอ...”

“วันนี้ทำไมนายช่างซักจริงๆ นายนิกซ์”

เขาเงยหน้าขึ้นมา สีหน้านั้นเรียบเย็นไร้อารมณ์ ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืน เขาเก็บอุปกรณ์สื่อสารไว้ในกระเป๋า ร่างสูงนั้นทำท่าจะก้าวยาวๆ จากไป หิรัญรีบดึงมือไว้ พลางเอ่ยละล่ำละลัก

“พี่ทีปต์จะรีบไปไหนหรือครับ เอ่อ...ไม่อยู่คุยกันก่อนแล้วหรือ”

“ไม่”

คำตอบนั้นสั้นตามเคยอย่างประหยัดคำ เขาหลุบตามองมือของน้องชาย หิรัญปล่อยมือ แล้วยิ้มแหยส่งให้ สายตาท่าทางของทีปต์ ไม่ชวนให้ต่อกรเซ้าซี้

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปส่งนะครับ”

“ไม่ต้องหรอก ทำงานไปเถอะ พี่จะรีบกลับไปดูเจ้าสาวของพี่สักหน่อย” กล่าวเสร็จ ร่างสูงนั้นก็ก้าวยาวๆ เดินออกมาจากห้อง ทิ้งให้หิรัญได้แต่มองตาม แล้วกะพริบตาปริบๆ

แม่เด็กนั่น ก้าวเข้ามาในชีวิตของพี่ชายเขาแล้วสินะ...

นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมกันกับรอยยิ้มที่มุมปาก เขาทรุดลงนั่งบนเก้าอี้แบบเดิม แล้วหมุนมันไปมาอย่างใช้ความคิด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป