บทที่ 10 10

คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานมองปราดเดียวก็พอจะรู้ว่าการที่ลูกตกอยู่ในภวังค์นั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากปัญหาหัวใจ

มันคือสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคนเป็นพ่อและแม่...

ไม่เคยบีบบังคับหรือไปกะเกณฑ์เรื่องความรักของลูก แต่ก็พอจะรู้ว่าที่ผ่านมาใยไหมคงมีคนที่คบหาอยู่ รอแค่เวลาที่ลูกจะพาผู้ชายคนนั้นมาแนะนำให้ครอบครัวได้รู้จัก

ปองภพแสร้งกระแอมไอเพื่อให้ลูกหลุดจากห้วงความคิด

และก็ได้ผลเมื่อใยไหมหันมาแล้วส่งยิ้มให้ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อมีความสุขยิ่งกว่าสิ่งใด

“ใบหม่อนดึงตัวไว้ไม่ปล่อยให้กลับร้านหรือเปล่า” ปองภพถามเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนที่จะนั่งลงข้างๆ ลูกสาว

“ไม่ใช่หรอกค่ะ ไหมแค่เบื่อๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก”

ใยไหมเขยิบตัวเข้าหาบิดา แค่เพียงท่านอ้าแขนเธอก็รีบสอดแขนกอดเหมือนเมื่อตอนเด็กๆ

“สงสัยไหมจะหมดไฟอย่างที่หม่อนว่าจริงๆ”

ฝ่ามือใหญ่ที่เริ่มมีร่องรอยตามวัยลูบศีรษะลูกราวกับต้องการปลอบประโลม

“ไหวหรือเปล่าเรา?” ดวงใจของเขาสั่นศีรษะ ทำเอาปองภพเจ็บแปลบขึ้นมาทันที “อาการมันเป็นยังไงเล่าให้พ่อฟังที พ่อเป็นหมอของหนูไงลูก พ่อรักษาได้”

ใยไหมกำมือแน่นจนรู้สึกเจ็บ ข่มความอ่อนแอที่ตีตื้นขึ้นมา ปวดแสบปวดร้อนที่กระบอกตา

ครั้นจะเอ่ยตอบบิดาแต่ลำคอเหมือนมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ข้างในสร้างความทรมานอย่างยิ่งยวด

และสุดท้ายก็พ่ายแพ้แก่ความเสียใจที่ยังคงทิ้งบาดแผลไว้เต็มหัวใจของเธอ

“ฮึก...ไหมรู้สึกเหมือนเจอทางตันค่ะพ่อ” ใยไหมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นเครือแต่มันก็ยากเหลือเกิน “มันมืดจนไหมมองไม่เห็นทางออก ได้แต่หลงอยู่ในนั้น”

ปองภพกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นและตบหลังลูกสาวเบาๆ เสียงสะอื้นของใยไหมไม่ต่างอะไรจากน้ำกรดที่กำลังราดใส่หัวใจของเขา

“มืดแค่ไหน พ่อก็จะเป็นแสงสว่างให้กับหนูเอง”

ใยไหมปล่อยโฮเมื่อไม่สามารถเก็บกลั้นไว้ได้อีกต่อไป แม้ตอนนี้หัวใจจะเจ็บปวดร้าวรานแต่ในขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกอบอุ่นกับอ้อมกอดของคนเป็นพ่อ

“น้องไหม” ปองภพจุมพิตกับเรือนผมงาม “หนูรู้ใช่ไหมว่าทุกอย่างสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ เพียงแค่เราให้โอกาสตัวเอง”

หลายสิบปีก่อนใยไหมยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ที่เขานั่งกอดปลอบเพราะหกล้มจนเข่าแตก ทว่าลูกสาวเขาทนเจ็บไม่ปริปากร้องสักคำ กระทั่งอุ้มขึ้นมานั่งบนตักแล้วเขาเป็นคนเอ่ยปากถามว่า

‘เจ็บหรือเปล่าลูก’

‘เจ็บค่ะ’

‘พ่อทำแผลใส่ยาให้ครับ ถ้าเจ็บหนูก็แค่ร้องออกมา’

‘ไหมเข้มแข็ง’

‘อยู่กับพ่อ หนูไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง เพราะพ่อจะปกป้องหนูเอง’

ในวันนั้นลูกอาจจะวิ่งไม่ดูทางหรือเผลอสะดุดหกล้มจนเจ็บตัว โดยมีเขาเป็นคนคอยทำแผลใส่ยาให้

แต่ในวันนี้เขาไม่รู้ว่าบาดแผลของใยไหมเกิดจากสาเหตุอะไร แต่คนที่คอยใส่ยาให้ลูกนั้นก็ยังเป็นเขาเหมือนเดิม

เพียงแต่ร่องรอยบาดแผลเหล่านั้น ใยไหมต้องเป็นคนรักษาด้วยตัวเอง

“พ่อคะ” ใยไหมดึงตัวเองออกมาแล้วมองหน้าคนเป็นพ่อ รู้สึกผิดจนอัดอั้นอยู่ในใจ “ที่จริงแล้ว...ไหมมีคนรักค่ะ”

“อ้อ” ปองภพแสร้งเป็นตกใจแล้วก็พยักหน้ายิ้ม “เขาบอกเลิก?”

ใยไหมส่ายหน้าพลางระบายยิ้ม “ไหมเป็นคนบอกเลิกเขาค่ะ”

“พ่อเชื่อว่าหนูคงมีเหตุผลที่ตัดสินใจแบบนี้”

ความรักมันซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจ ในอดีตเขาเองก็เคยผิดพลาดเหมือนกัน “ไม่ต้องบอกพ่อว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอดีตไป”

“…”

“ก้าวไปข้างหน้านะลูก บางทีความเจ็บปวดก็ทำให้หัวใจของเราแข็งแรงขึ้น” ในฐานะพ่อแล้ว เขาได้แต่คอยดูแลลูกอย่างห่างๆ ทุกคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว

ปล่อยให้พวกเขาเลือกทางเดินชีวิตเองก็พอ...

ภายในไม่ถึงสองอาทิตย์ใยไหมเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ตอนนี้เธอเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์และบันทึกข้อมูลสำหรับคนสำคัญเท่านั้น ส่วนเบอร์ที่เอาไว้รับออร์เดอร์นั้นยังคงเป็นเบอร์เดิมเพราะดูแล้วมันยุ่งยากถ้าเปลี่ยนอีกเบอร์

สภาพจิตใจนั้นเรียกได้ว่าค่อยๆ ฟื้นฟูหลังจากที่เอาแต่นั่งถามตัวเองอยู่นานสองนาน

คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวก็คือ เธอเผลอทำอะไรพลาดไปหรือเปล่า หรือว่าเธอยังดีไม่พอที่จะเป็นคนสำคัญของเขาได้

แต่เมื่อมีเวลาทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมามากขึ้น ใยไหมคิดว่าตัวเองไม่เคยบกพร่องในแง่คนรัก

เธอ ‘ดีพอ’ สำหรับ ‘ตัวเอง’ แล้ว

ส่วนคนที่ไม่รู้จักพอนั้นมันอยู่นอกเหนือความควบคุม ยิ่งรั้งคนที่ยิ่งเจ็บก็คือตัวเธอ และการเลือกที่จะปล่อยมือนั้นไม่ต่างอะไรจากการหักดิบ ซึ่งมันสร้างบาดแผลรอยใหญ่เอาไว้

มันคือการตัดสินใจที่ถูกทางแล้ว ถึงเจ็บแต่จบ...ดีกว่าปล่อยให้เป็นแผลเรื้อรังจนรักษาไม่หาย

อีกเรื่องที่ต้องนอนทบทวนหลายตลบคือการศึกษาต่อปริญญาโท ก่อนหน้านี้เธอได้ทำเรื่องสมัครเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ยอมรับว่าที่เลือกสถานที่นั้นเป็นเพราะอยากมีโอกาสได้เจอกับณกรมากขึ้น

และเรื่องนี้เธอไม่เคยเอ่ยปากบอกเขามาก่อน แน่นอนว่ามันเป็นผลดีสำหรับตอนนี้ เพราะสถานะระหว่างเรามันได้เปลี่ยนไปแล้ว

จะยกเลิกเรื่องเรียนต่อก็เสียดายเงินที่จ่ายไป ดังนั้นใยไหมจึงเลือกที่จะเดินหน้าต่อ

การที่เราเลิกราหรือตัดใครออกไปจากชีวิตสักคน มันไม่ได้หมายถึงเราต้องล้มเลิกความตั้งใจที่เคยแพลนไว้ เพราะนั่นมันคืออนาคตของตัวเองไม่ใช่ของคนอื่น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป