บทที่ 13 13

“ไอ้ห่าพิ! ดูมึงอยากให้กูเป็นหมาเหลือเกินนะ” เป็นอีกครั้งที่ณกรด่ากราด รอบนี้ถึงกับยกขาขึ้นเตรียมถีบ พอทำท่าแบบนั้นไอ้เพื่อนเวรมันยิ่งหัวเราะชอบใจ

“ก็เออ กูอยากเห็นหน้ามึงตอนที่รู้ว่าน้องไหมมีแฟนใหม่” ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมาเคยเห็นณกรอกหักแค่รอบเดียว นอกนั้นมันเป็นฝ่ายเทเขาหมดเลย

และใยไหมเป็นผู้หญิงคนที่สองที่ทำให้ณกรดูเสียอาการ ส่วนคนแรกนั้นพิรัชย์ว่าเขาไม่ควรเอ่ยชื่อออกไปในสถานการณ์แบบนี้

“บอกไปหยกๆ ถ้าเขาเจอคนที่ดีกูก็ดีใจด้วย”

ชายหนุ่มหลุบตามองน้ำสีอำพันในแก้ว สิ่งที่เขาพูดไปนั้นก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ การที่ความสัมพันธ์มันพังลงยอมรับว่าเกิดจากตัวเขาทั้งนั้น

ใยไหมไม่ได้ผิดอะไร...

“เอาเป็นว่าถ้าน้องมีแฟนใหม่เมื่อไร กูจะยิ้มยินดีจากก้นบึ้งหัวใจให้มึงดูเลย พอใจยัง?”  

หนึ่งอาทิตย์มีเรียนเพียงแค่สองวันเท่านั้นคือเสาร์กับอาทิตย์ นอกนั้นคือยังไม่มีโปรแกรมทำอะไรสักอย่าง ใยไหมตั้งใจลงมากรุงเทพฯ ก่อนวันเริ่มเรียนสองวันเผื่อที่พักมีปัญหาจะได้จัดการให้เรียบร้อย

และตอนนี้เธอก็ได้แต่นั่งถอนหายใจทิ้งไปพลางๆ หลังจากที่อ่านหนังสือจบไปเล่มหนึ่ง ตอนแรกกะว่าจะงีบเอาแรงสักหน่อยแต่คงเพราะยังไม่คุ้นชินเลยไม่สามารถหลับได้

ถ้าจำไม่ผิดเหมือนใกล้ๆ คอนโดฯ จะมีห้างสรรพสินค้าอยู่ คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงลุกขึ้นหยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นมาสะพายแบบครอสบอดี ตรวจตราดูความเรียบร้อยจนแน่ใจแล้วถึงออกจากห้อง

จะว่าใกล้ก็คงไม่ใกล้เท่าไรแถมยังต้องข้ามถนนตัดเลนไปอีก รถราที่นี่ขับกันไวเหลือเกินดูแล้วเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจนหญิงสาวต้องตั้งสติ

เธอเลือกซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เลือกพวกอาหารแห้งติดไว้ที่ห้องน่าจะดี ส่วนของสดคิดว่าคงยังไม่จำเป็นเท่าไร

เครื่องครัวในห้องมีเพียงกาต้มน้ำร้อนส่วนเตาไฟฟ้านั้นจากที่สำรวจดูเหมือนจะไม่มี

อาจจะต้องกลับไปเช็กดูดีๆ อีกทีแล้วค่อยลิสต์รายการที่จำเป็น เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างที่บ้านมีของเก่าๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว เธออาจจะวานให้ใบหม่อนส่งมาให้จะได้ไม่ต้องซื้อใหม่ให้เปลืองเงิน

ส่วนตอนนี้ก็หาซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นไปก่อน จำพวกแปรงสีฟัน ยาสีฟัน แชมพูต่างๆ ใช้เวลาร่วมๆ ชั่วโมงกว่าจะเดินครบทุกซอกมุมแล้วเข็นรถไปเพื่อทำการจ่ายเงิน

ขามาว่าเหนื่อยแล้ว ขากลับน่าจะยิ่งกว่าเพราะต้องหิ้วข้าวของรวมๆ แล้วสี่ถุงเห็นจะได้

ใยไหมยืนรอตรงส่วนทางม้าลายเพื่อรอข้ามถนน ซึ่งดูเหมือนว่ารถยนต์ที่แล่นผ่านไปผ่านมาจะไม่มีทีท่าผ่อนลงเพื่อให้คนข้ามถนนสักนิด

หญิงสาวชะเง้อมองรถราก่อนจะเห็นว่าทางสะดวกเมื่อต้นทางคล้ายติดไฟแดง

ทว่าในช่วงนาทีที่ตัดสินใจเดินข้ามทางม้าลาย กลับมีมอเตอร์ไซค์โผล่พรวดมาด้วยความเร็วพร้อมกับเสียงตะโกนคล้ายก่นด่า

ใยไหมตกใจเบี่ยงตัวหนีแทบไม่ทันรวมไปถึงเจ้าของรถคันนั้นด้วยที่หักหลบได้แบบฉิวเฉียด

“แม่งจะรีบไปตายห่าที่ไหนวะ!”

เสียงแม่ค้าจากร้านข้างทางแผดเสียงด่าเจ้าของมอเตอร์ไซค์ที่บิดรถไปต่อไม่แม้แต่จะขอโทษกันสักคำ

“เป็นไรหรือเปล่าหนู”

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ” ใยไหมหันไปค้อมศีรษะให้หญิงวัยกลางคนที่เอ่ยถาม เจ้าตัวพยักหน้าให้แล้วกลับไปขายของต่อ

ส่วนเธอนั้น...ยังอยู่ในอาการตกใจปนโมโห คนที่ผิดคือคนขับมอเตอร์ไซค์ต่างหากเพราะเธอเดินเกือบถึงกลางถนนแล้วด้วยซ้ำ

ใยไหมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายพลางเม้มปากแน่น เพราะดูเหมือนตอนนี้สัญญาณไฟได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวเรียบร้อย

คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อมีคนหยุดฝีเท้าอยู่ข้างๆ แต่ไม่ถึงกับใกล้มาก เป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งซึ่งเขาเหลือบมองกันแวบหนึ่งทำให้ใยไหมต้องรีบเสมองไปทางอื่น

เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เธอกล้าๆ กลัวๆ ในการข้ามถนนใหญ่แบบนี้ เพราะต้องข้ามถึงสองฝั่งไหนจะของที่พะรุงพะรังนี่อีก

“คุณ” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นจากชายหนุ่มข้างๆ “ผมช่วยถือไหม จะได้เดินข้ามคล่องๆ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ” ใยไหมปฏิเสธความหวังดีจากคนแปลกหน้า เกิดเขาวิ่งหนีไปพร้อมของเล่า เธอจะทำยังไง

เธอมีปัญญาวิ่งตามที่ไหนกัน...

“ผมดูเหมือนขโมยเหรอ?” เจ้าตัวว่าเสียงกลั้วหัวเราะ “ส่งมาเถอะ เผื่อมีมอ’ไซค์ตัดหน้าคุณอีก”

เขาเห็น?

“อีกนานกว่าไฟจะแดงอีกรอบ คุณได้ยืนรากงอกก่อนแน่ๆ” ถ้าประเมินจากสายตาแล้วใยไหมคิดว่าเขาก็ดูห่างไกลจากมิจฉาชีพ

ทั้งนี้ทั้งนั้นเธอไม่เคยตัดสินใครด้วยภายนอกอยู่ดี นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เธอใช้ความรู้สึกตัดสินคนที่เพิ่งเจอกัน

“ไปเร็ว ถนนเส้นนี้รถขับไวอย่างกับจรวด”

เขาว่าพลางรวบถุงจากห้างสรรพสินค้าในมือเธอไปหิ้วเอง

“เอามาทั้งหมดนั่นแหละ”

แม้จะงุนงงแต่ใยไหมก็รีบก้าวขาตามเจ้าของร่างสูง โดยที่รถยนต์บางคันเห็นก็จอดให้บ้าง แต่บางคันกลับรีบเร่งคล้ายกลัวคนได้ข้ามถนน ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหนเหมือนกัน อย่างน้อยก็ควรมีน้ำใจให้กันบ้างเพราะตรงนี้เป็นทางม้าลายแท้ๆ

“วางไว้ตรงนี้ก็ได้ค่ะ ที่เหลือฉันจัดการเอง ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” ใยไหมรีบพูดเมื่อก้าวเท้าขึ้นฟุตพาท ซึ่งเขาก็ยอมทำตามแต่โดยดี

“ไม่เป็นไรครับ”

ชายหนุ่มพูดโดยไม่มองหน้าเพราะโทรศัพท์เขาแผดเสียงร้องขึ้นมาพอดี นัยน์ตาเข้มเหลือบมองหญิงสาวเล็กน้อย มุมปากหยักหยัดยิ้มเป็นเส้นโค้ง

“คราวหน้าก่อนข้ามก็ดูรถให้ดีล่ะคุณ”

ใยไหมคลี่ยิ้มตามมารยาท ก่อนที่คนตัวโตจะกดตัดสายโทรศัพท์แล้ววิ่งข้ามถนนกลับไปที่เดิมท่ามกลางคำถามที่เกิดขึ้นในใจ

นี่เขาเป็นพลเมืองดีอาสาพาหิ้วของ แล้วพาเธอข้ามถนนหรือไงกัน...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป