บทที่ 23 23
ohm : จอดรถอยู่ข้างๆ ซุ้มกิจกรรมนะ
ohm : ส่งรูป
หลังจากอีกฝ่ายกดอ่านข้อความแล้วพร้อมกับส่งสติกเกอร์กลับมา อัษฎาจึงคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลง ใบหน้าคมคายเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้า
อันที่จริงเขามาถึงมหาวิทยาลัยได้ราวๆ ยี่สิบนาที แล้วก็รู้ว่าจุดนัดรับที่ใยไหมนัดกับลูกค้าคือโซนด้านหน้า หลังจากจอดรถเลยตั้งใจเดินไปหาเพื่อน
ทว่าดันเห็นใยไหมยืนคุยอยู่กับเจ้านายของเขา !
และเพราะแบบนั้นชายหนุ่มจึงเลือกที่จะหยุดฝีเท้า ลอบมองทั้งคู่คุยกันซึ่งท่าทีไม่เหมือนคนที่เพิ่งเคยเจอกัน ลางสังหรณ์ของอัษฎาร้องเตือนว่าณกรอาจเป็น ‘อดีตคนรัก’ ของเพื่อน
ประตูรถข้างคนขับถูกเปิดออก ก่อนที่ใยไหมจะขึ้นมานั่งบนรถใบหน้ายังมีร่องรอยความหงุดหงิดฉายชัด อัษฎามองกระจกหลังเผื่อว่าจะมีใครเดินตามมา
แต่ก็ไร้วี่แวว...
“ไปกันเลยเปล่า หิวแล้วอะ” ใยไหมหันมาถามเพื่อน เมื่ออัษฎายังไม่ยอมออกรถ
“ไอ้ไหม!”
“ตะโกนอะไร ตกใจหมด” หญิงสาวถึงกับเบิกตากว้าง มือทาบอกโดยอัตโนมัติ และเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของเพื่อน ใยไหมถึงกับเลิ่กลั่ก
“เมื่อกี้แกยืนคุยอยู่กับใคร” อัษฎาจ้องหน้าถามตรงๆ
“เห็นเหรอ” คนถูกคาดคั้นถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า
อัษฎาผงกศีรษะแล้วเบี่ยงตัวหาเพื่อน มิวายย้ำถามอีกครั้ง “เขาเป็นอะไรกับแก”
ใยไหมนิ่งไปพักหนึ่งก่อนสารภาพตามตรง “แฟนเก่า”
“กูจะบ้าตาย!” อัษฎาถึงกับขยุ้มผมตัวเองเมื่อรับรู้ความจริงที่เพื่อนปิดบังไว้นานหลายปี
เขารู้ว่าใยไหมมีคนรักแต่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยได้ยินเพื่อนหลุดปากแม้แต่ชื่อแซ่ของผู้ชายคนนั้น
“ไอ้ไหม ผู้ชายที่หลอกแกมาตลอดสี่ปีคือพี่มาร์ช จริงๆ เหรอวะ”
“…”
ใยไหมขมวดคิ้วเมื่อชื่อของ ‘พี่มาร์ช’ หลุดออกจากปากของเพื่อนสนิทอย่างอัษฎา
เธอค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่เคยหลุดปากพูดชื่อของอดีตคนรัก
“พี่มาร์ชคือหัวหน้าฉัน คือรุ่นพี่คนนั้นที่เคยบอกแกไง” อัษฎาบอกไปแล้วก็แทบกลอกตาเป็นวงกลม
บางทีฟ้าก็ชอบเล่นตลกกับชีวิตเราเหมือนกัน เหวี่ยงอะไรต่อมิอะไรเข้ามาราวกับเรื่องบังเอิญ
“คนที่โอมเคยบอกว่าเขามีแฟนแล้วน่ะเหรอ” ถ้า ‘พี่มาร์ช’ คือคนเดียวกับคนที่อัษฎาว่า เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าแฟนของณกรที่อัษฎาหมายถึงคือคนไหน
“เออ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “แต่เรื่องนี้ เขาเป็นคนพูดกับปากเองว่ามีแฟนแล้ว แต่ไม่มีใครเคยเห็นหน้า ก็ไม่คิดเปล่าวะว่าแฟนบอสจะเป็นเพื่อนตัวเอง”
ใยไหมได้แต่นั่งนิ่ง เหมือนสมองทำงานอย่างหนักหน่วงยังไงชอบกล ยิ่งพอรู้ว่าเพื่อนตัวเองทำงานกับณกรมาโดยตลอด ข้อสงสัยหลายๆ อย่างที่เธอเก็บไว้ก็เริ่มผุดขึ้นมา
แต่...รู้แล้วจะได้อะไร ในเมื่อตอนนี้ระหว่างเธอกับผู้ชายคนนั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว
“ใกล้ตัวแท้ๆ ทำไมฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลยวะ” อัษฎายังบ่นไม่เลิก
“ไม่แปลกหรอก” ใยไหมเอื้อมมือไปบีบไหล่ชายหนุ่ม “ไม่ได้มีแค่โอมที่ไม่รู้ คนรอบข้างไหมก็แทบไม่มีใครรู้เหมือนกัน”
อัษฎานิ่วหน้า คิ้วขมวดแทบจะเกยกัน “แกโอเคไหมเนี่ย”
“โอเคสิ โสดแล้วรู้สึกชีวิตดีขึ้นเยอะ”
ใยไหมบอกตามความรู้สึกที่เด่นชัดขึ้นมากในระยะหลัง เพราะเธอไม่ต้องมานั่งพะวักพะวนว่าเขาจะไปไหนหรือทำอะไรกับใครเหมือนเก่า
“ไม่ได้พูดให้กำลังใจตัวเองนะ แต่คิดแบบนั้นจริงๆ”
“อ่า...การประจันหน้ากันอีกครั้ง ทำให้แกแกร่งขึ้นใช่ปะ?” คนเป็นเพื่อนปรบมือเหมือนให้รางวัล
“ตอนแรกไหมก็กลัวเหมือนกัน แต่พอกลับมาเจอกันอีกครั้งจริงๆ มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด”
หญิงสาวนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ สิ่งที่สัมผัสได้ก็คือหัวใจตัวเองไม่ได้อ่อนแอเหมือนเก่า
อาจจะเป็นอย่างที่บิดาเคยบอกไว้ ความเจ็บปวดจะสอนให้เราเข้มแข็งขึ้น
อัษฎาถอนหายใจก่อนจะระบายยิ้ม ฝ่ามือใหญ่วางบนศีรษะทุยได้รูปแล้วจับโคลงไปมา ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับใยไหมนอกจากความเป็นเพื่อนแล้ว บางมุมเขาก็มองอีกฝ่ายเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง
“ฉันดีใจนะ ที่แกถอนตัวถอนใจออกมาแบบจริงจัง ยอมรับว่าตอนแรกยังกลัวๆ ว่าแกจะกลับไปอ่อนข้อให้เขาเหมือนเดิม”
ใยไหมได้แต่ยิ้มไม่ตอบอะไรกลับไป ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไปแล้วก็จริงแต่ใช่ว่าจะเลือนหายไปหมด ร่องรอยบาดแผลที่ณกรทิ้งไว้ยังคงสัมผัสได้ถึงความหน่วงๆ อยู่ข้างใน
มีใครบ้างที่ไม่อยากลืม อะไรที่มันบั่นทอนจิตใจล้วนอยากจะกดลบให้หายวับไปด้วยซ้ำ
การกลับมาเจอกันหลังที่เลิกรากันอย่างจริงจัง ทำให้ใยไหมรู้ว่าณกรก็ยังคงเป็นณกรคนเดิม ซึ่งเธอไม่อยากเสียเวลาทนอยู่กับคนแบบนั้นแม้เพียงเสี้ยววินาที
ในอดีตเขาเป็นผู้ชายที่เปรียบเสมือนโลกทั้งใบของเธอ ทว่าจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ใยไหมกลับรู้สึกได้ถึงพลังด้านลบเมื่อต้องพูดคุยกับชายหนุ่ม
‘แล้วถ้าพี่ยังไม่ลืมล่ะ’
ไม่ใช่ว่าณกรยังไม่ลืมหรอก เขาแค่กำลังพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แค่อยากเห็นเธอพ่ายแพ้และกลับไปอ้อนวอนหรือพร่ำบอกคำรักให้เขาได้ยินเหมือนวันวานก็เท่านั้น
ที่ณกรมั่นใจแบบนั้นเป็นเพราะเมื่อก่อนเธออ่อนให้เขามาโดยตลอดยังไงล่ะ
