บทที่ 4 4
กลัว…กลัวว่าถ้าเขารู้แล้วจะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเราเปลี่ยนไป
จนกระทั่งวันหนึ่งที่ณกรตัดสินใจบอกความจริงบางอย่าง ซึ่งทำให้สถานะของเราสองคนไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
‘ที่จริงพี่ไม่ได้มาทำธุระ มันก็แค่ข้ออ้างที่พี่อยากหาเรื่องมาเจอน้องไหม’
‘พี่ไม่เคยคิดกับไหมแค่น้องสาว’
‘แล้วพี่ก็อยากรู้ว่าที่ผ่านมาพี่คิดไปเองคนเดียวหรือเปล่า’
‘พี่ไม่ได้เร่งรัด เราก็คุยๆ กันไปก่อน’
‘ยังไม่ต้องบอกใคร รู้กันแค่สองคนก็พอ’
ณกรเป็นคนสอนให้เธอรู้จักกับความรักว่าเป็นอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันชายหนุ่มก็เป็นคนสอนให้เธอรู้จักกับความเจ็บปวดไปในเวลาเดียวกัน
เพราะสิ่งที่เขามอบให้กันนั้น…เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง
ใยไหมเคยเป็นผู้หญิงเพ้อฝันคนหนึ่งที่ปรารถนาจะมีคนรักที่ดีเหมือนคนอื่น แต่แล้วกลับต้องผิดหวังเมื่อรู้ว่าณกรไม่ได้มีแค่ตัวเอง
แต่เธอก็ยังฝืนทนคิดแค่ว่าคงเป็นเรื่องปกติของผู้ชาย เมื่อเธอให้สิ่งที่เขาต้องการไม่ได้ ณกรจำต้องไปปลดปล่อยกับคนอื่น
ทุกครั้งที่เขากลับมามักจะมีบางอย่างติดตัวกลับมาด้วย กลิ่นน้ำหอมผู้หญิง หรือแม้แต่ร่องรอยบางอย่างที่ไม่น่าเกิดจากตัวเองจำพวกรอยเล็บข่วน หรือแม้แต่รอยจูบที่ยังคงทิ้งรอย
เธอรู้ เธอเห็น แต่ยังเลือกที่จะปล่อยผ่าน
ปล่อยให้เขาเข้ามาเหยียบย่ำหัวใจด้วยสองมือของตัวเอง บทเรียนที่ผ่านมานั้นไม่ขอโทษใครนอกเสียจากความโง่เง่าของตัวเองล้วนๆ
ถึงเวลาต้องปล่อยเชือกที่พยายามรั้งไว้นานหลายปี
เพราะวันนี้พี่สาวคนโตไม่ว่าง น้องสาวคนสุดท้องจึงอาสาออกมาหาซื้อของขวัญวันเกิดเป็นเพื่อนใยไหม ทดแทนที่คืนก่อนเจ้าตัวไม่สามารถอยู่ช่วยเคลียร์ออร์เดอร์ได้
กว่าจะหาของขวัญที่ถูกใจได้ก็เหงื่อแทบตก ใยไหมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรกับการต้องเลือกของขวัญให้ใครสักคนหนึ่ง
ครอบครัวเธอรู้จักคุ้นเคยกับคุณลุงณดลพอสมควร ท่านเป็นเจ้าของไร่ชมรักและที่สำคัญยังเป็นบิดาของณกร และอาจเพราะความที่สองครอบครัวรู้จักกันดีจึงเป็นที่มาของความไม่กระตือรือร้น
เขา...ไม่อยากให้พ่อกับแม่รู้เรื่องของเรา เหตุผลที่ไม่อยากให้รู้มันมีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก
“ผู้ชายคนนั้นหน้าคุ้นๆ พี่ไหมว่าปะ” เสียงจากคนข้างตัวดังขึ้น ใบไผ่พยักพเยิดหน้าไปอีกทางในขณะที่ปากงับเครปเย็น
ใยไหมละความสนใจจากป้ายโฆษณาหน้าร้าน หันไปมองตามสิ่งที่น้องสาวบอกและมันก็ทำให้เธอชะงักไปชั่วครู่ เพราะคนที่ใบไผ่บอกว่าหน้าคุ้นๆ ก็คือคนที่เธอเพิ่งจะพูดถึงไป
“อืม” คนเป็นพี่ครางรับเหมือนไม่ใส่ใจเท่าไร
การที่ใบไผ่จะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลานั้นมันไม่แปลกหรอก เพราะระยะปีหลังๆ ชายหนุ่มใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ เสียเป็นส่วนใหญ่
ดวงตากลมโตหยุดมองเจ้าของร่างสูงซึ่งอยู่ห่างจากตัวเธอและน้องสาวราวๆ สิบเมตรได้ เหมือนจะใกล้แต่ก็ยังไกลในความรู้สึกของเธอ
“กลับเถอะ วันนี้พี่เกดขอลากลับบ้านไวหน่อย ไม่มีคนเฝ้าร้าน” คนเป็นพี่สะกิดต้นแขนน้องสาวที่ยังยืนทำหน้าครุ่นคิด
“ไผ่นึกออกและ” ใบไผ่ดีดนิ้วเหมือนสิ่งที่คิดอยู่เมื่อครู่นั้นไขกระจ่าง “พี่มาร์ชนี่เอง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”
ยังไม่ทันที่ใยไหมจะคว้ามือน้องสาว เจ้าตัวกลับป้องปากตะโกนเรียก ‘พี่มาร์ช’ จนคนแถวนั้นพากันหันมองตามเสียง
แน่นอนว่ารวมถึงเจ้าของชื่อด้วย และที่สำคัญ…เขามากับคนอื่น
ณกรเลิกคิ้วอย่างสงสัยเมื่อได้ยินเสียงเล็กๆ ร้องเรียก แวบหนึ่งชายหนุ่มหน่ายใจคิดว่าน่าจะเป็นคนรู้จักห่างๆ เหมือนอย่างทุกครั้ง แต่เมื่อหันหน้าไปมองเจ้าของเสียงมุมปากกลับยกสูงขึ้นโดยพลัน
“ขอตัวแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวผมมา” ชายหนุ่มบอกคนข้างตัว ก่อนที่จะก้าวขาไปยังสองสาวที่ยืนอีกฟาก
นัยน์ตาคมเข้มพิศมองคนที่น่าจะเป็นเจ้าของเสียงเรียก ริมฝีปากระบายยิ้มเมื่อคิดว่าตัวเองจำคนไม่ผิด ดูเหมือนเจ้าตัวกำลังท้าทายเขาทางสายตาเหมือนกันว่าจะจำถูกคนหรือเปล่า
“สวัสดีค่ะน้องไผ่”
ณกรมั่นใจว่าหญิงสาวตรงหน้าคือฝาแฝดคนน้อง
ใบไผ่ย่นหน้าใส่ด้วยความหมั่นไส้ ขนาดไม่เจอกันตั้งหลายปีแต่ดูเหมือนณกรก็ยังเป็นณกร ชายหนุ่มแทบเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่แยกเธอกับต้นหลิวได้
“รู้ได้ไงคะเนี่ยว่าเป็นไผ่”
“จำได้สิคะ น้องหลิวกับน้องไผ่บุคลิกไม่เหมือนกัน” คนตัวโตว่าเสียงกลั้วหัวเราะ “อีกอย่างถ้าเป็นน้องหลิว ก็ไม่น่าจะตะโกนเรียกพี่แบบนั้น”
“แหม ฟังแล้วน่าปลื้มใจจัง เป็นคำชมใช่ไหมคะ”
ใบไผ่คว้าแขนพี่สาวมากอดพลางใช้ศีรษะซบหัวไหล่
“แล้วจำพี่ไหมได้หรือเปล่าคะเนี่ย ไม่เห็นพี่มาร์ชทักพี่ไหมเลย”
เพราะคำพูดนั้นส่งผลให้ใยไหมเผลอตัวประสานสายตาเข้ากับชายหนุ่มที่จดจ้องกันก่อนแล้ว ภายในอกบีบรัดเข้าหากันเมื่อภาพในวันวานผุดขึ้นมาราวกับภาพทับซ้อน
ความเจ็บปวดยังย้ำเตือนไม่เจือจาง ใยไหมแทบไม่ต้องย้อนอดีตไปไกล เพราะผู้หญิงที่ยืนรอณกรอยู่ด้านหลังนั้นเป็นหนึ่งในคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
“สวัสดีค่ะพี่มาร์ช”
เพราะไม่อยากให้น้องสาวสงสัย ว่าเหตุใดระหว่างเธอกับณกรมีบางอย่างผิดปกติ จึงต้องเป็นฝ่ายทักเขาก่อน
