บทที่ 7 ตอนที่ 6เมียตามคำสั่ง/ตอนต้น
ตอนที่ 6เมียตามคำสั่ง/ตอนต้น
ณัฐวดีเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังห้อง บิดตัวไล่ความเมื่อยล้า เสียงกระดูกลั่นจนผู้ช่วยหันมามองพลางหัวเราะเสียงใส
“หมอนัดต้องไปนวดแล้วละค่ะ”
“นั่นน่ะสิคะ หมอก็ว่าจะหาเวลาไปนวดเหมือนกัน มีหมอนวดที่ไหนแนะนำไหมคะ”
“โธ่...หมอนัดระดับหนูแล้ว หมอนวดที่ดีที่สุดก็แม่นี่แหละ คอยดูนะกลับไปบ้านจะให้แม่นวดให้ฟิน ๆ ไปเลย”หมอฟันสาวหัวเราะพลางส่ายหน้า เธอลุกขึ้นยืนสั่งให้เก็บของอีกครั้งก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นสามของตึก
ให้แม่นวดให้เหรอ ใช่แล้ว...เมื่อก่อนสมัยที่เธอเรียนก็มักจะให้แม่นวดให้ประจำ ตั้งแต่ที่แม่จากไป เธอก็ไม่เคยคิดจะเมื่อยอีกเลยต่อให้เมื่อยก็ต้องทน
หญิงสาวเดินขึ้นมาด้านบน ไฟทั้งชั้นที่ปิดอยู่ก็ทำให้เธอนึกสงสัย หรือว่าอีตานั่นจะหลับไปแล้ว แต่จะว่าไปก็ไม่แปลกหรอก นี่ก็สองทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว รอนานขนาดนี้ได้ก็เก่งแล้วละ
ทว่าเมื่อร่างบางเดินเข้าไปกดเปิดไฟ ทันทีที่แสงสว่างจ้าขึ้น ทั่วทั้งห้องก็มีเพียงแต่ความว่างเปล่า เครื่องปรับอากาศยังคงทำงานให้ความเย็นฉ่ำไปทั่วห้อง
เธอเดินไปเคาะประตูห้องน้ำและลองเปิดดูก็ไร้เงาของชายหนุ่ม เดินหาจนทั่วก็หาไม่เจอ ถ้าเช่นนั้นเขาก็คงจะไปแล้วละ แต่ไม่รู้ว่าไปนานแค่ไหนแล้ว จะไปก็ไม่บอกกันสักคำ
เธอส่ายหัวบ่นออกมาอีกสองคำ ก็เดินลงไปเรียกรถแท็กซี่เพื่อกลับบ้านโรจนเมธีกุล ไม่จำเป็นต้องรอต่อไปแล้ว
“กลับมาแล้วเหรอคะ ป้าทำกับข้าวไว้รอ ตั้งโต๊ะเลยไหมคะ”
“สักหน่อยก็ได้ค่ะ”หากลองบอกว่าไม่กินดูสิ ป้าสีนวลจะต้องบ่นยืดยาวแน่ ๆ ความจริงเธอทำงานทุกวัน หากอดอาหารอีกก็คงไม่มีแรงกันพอดี เรื่องความผอมให้เป็นหน้าที่นางแบบก็แล้วกัน
“วันนี้ป้าเห็นข่าวเปิดคลินิกด้วยค่ะ คุณนนท์กับคุณหนูนัดยืนคู่กันเหมือนกิ่งทองใบหยกเชียว หากคุณขวัญเธอรับรู้ก็คงจะดีใจ ป้าดีใจเหลือเกินค่ะ คุณหนูของป้ามีครอบครัวแล้ว เป็นผัวเป็นเมียกันหนักนิดหนักหน่อยก็อภัยให้กันเถอะนะคะ”
“ทราบแล้วค่า...ป้านวลไปพักได้แล้วค่ะ เดี๋ยวกินเสร็จแล้วหนูนัดเก็บเอง”สีนวลหรือจะยอมไป อย่างไรก็นั่งรอจนคุณหนูของเธอกินเสร็จนั่นแหละถึงยอมไปพัก
“พี่นนท์ไม่ค้างกับนินิวเหรอคะ”รัชชานนท์ก้มลงมองหญิงสาวที่นั่งกอดเอวเขาเอาไว้ แกะมือเธอออกพลางขยับเดินไปข้างหน้า มองใบหน้าที่ยังซีดเซียวของคู่ขาก็พลันเบื่อหน่าย เขาไม่ได้มีหน้าที่มาดูแลคนป่วย มีเด็กเลี้ยงแต่กลับต้องเป็นเขามาดูแล จะมีไปทำไมกัน ความอดทนของหมอนนท์ที่น้อยนิดแทบจะหมดไป
ก่อนหน้านั้นเธอโทรมาหาเขา ได้ยินทั้งเสียงอาเจียนและเสียงร้องไห้ นารีกานต์ชอบปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อย ๆ เขาก็แนะนำให้เธอไปลองสแกนสมองดูบ้าง แต่ก็ไม่เห็นว่าจะทำตามที่เขาบอก หมอหนุ่มจึงไม่ได้พูดอีก
“ไม่ละพรุ่งนี้พี่ทำงาน นินิวปวดไมเกรนไม่ใช่เหรอ นอนเถอะไม่ต้องตามออกไปส่งหรอก แล้วคืนนี้ก็รีบ ๆ นอน นอนดึกก็ทำให้ไมเกรนกำเริบได้” เสียงติดจะเบื่อหน่าย แต่คนฟังกลับคิดว่าเขาห่วงใย
“ขอบคุณพี่นนท์นะคะ นี่ถ้าไม่ได้พี่นนท์นินิวต้องปวดหัวจนตายแน่ ๆ ใจอยากจะกรีดหัวดึงเส้นที่เต้นตรงขมับออกมาดู ทำไมถึงได้ปวดนักก็ไม่รู้”
“เธอเที่ยวดึก ดื่มเหล้าบ่อยเกินไป ไม่รู้จักดูแลสุขภาพอายุก็ยังน้อย แก่ตัวจะลำบากดูแลตัวเองหน่อย พี่ไปละ”ก็อยากจะรั้งให้เขาค้างที่นี่ แต่ก็รู้ดีหากเขาพูดว่าไม่ก็คือไม่
และกฎของการอยู่ร่วมกับเขาก็คือห้ามขัดใจ เธอไม่โง่ขนาดนั้นหรอก แค่วันนี้โทรให้เขามาหาและพาเธอไปส่งโรงพยาบาลได้ก็พอใจแล้ว แค่นี้ก็ได้ฉีกหน้าอีเมียหลวงลวงตานั่น จะมีอะไรสะใจไปกว่านี้ เห็นได้ชัดว่าเธอสำคัญกว่าอีเมียนั่นมากแค่ไหน ถึงแม้จะต้องหลอกว่าปวดหัวและถูกฉีดยาฟรีไปหนึ่งเข็มก็ตาม
ความจริงหากเปลี่ยนมาเป็นเข็มของพี่นนท์ก็จะดีไม่ใช่น้อย เธอก็อยากยั่วอยู่หรอกแต่ดันหลอกว่าป่วยไปแล้ว หากยังยั่วให้เขามีอะไรกับเธอ เขาเป็นหมอจะต้องจับได้แน่ ๆ
รัชชานนท์มองนาฬิกาบนข้อมือตนเอง ดวงตาคมพลันเบิกขึ้นให้ตายดึกป่านนี้แล้ว ไม่ใช่ยัยหนูผีกลับไปฟ้องพ่อกับแม่เขาแล้วหรือ
ร่างหนารีบขับรถกลับเข้ามาบ้านอย่างรวดเร็ว หวังว่าบ้านใหญ่คงจะเข้านอนไปแล้ว ทว่าเมื่อรถยนต์คันหรูดับเครื่องแล้ว เขาก็เห็นร่างสูงของบิดายืนกอดอกมองเขานิ่ง ๆ
“ตานนท์มาคุยกับพ่อหน่อย”รัชชานนท์กลอกตาขึ้นถอนหายใจออก ก้าวขาที่หนักอึ้งตามบิดาไปที่โต๊ะหินอ่อนข้างสนามหญ้า
“พ่อยังไม่นอนอีกเหรอครับ”
“ถ้านอนแล้วจะรู้เหรอว่าเราปล่อยให้เมียกลับบ้านเอง แกไปไหนมา!!!...”นั่นไงว่าแล้วเชียวไม่พ้นยัยหนูผีไปฟ้องจริง ๆ ด้วย
ใบหน้าหล่อเหลาพลันบึ้งตึงขึ้น เขาสามสิบสามแล้วนะ ไม่ใช่สิบสามปีที่พ่อกับแม่จะต้องมาคอยควบคุมอยู่ตลอดเวลา
“พ่อครับนนท์สามสิบสามแล้วนะครับ ไปไหนมาไหนยังต้องคอยรายงานที่บ้านด้วยเหรอ”ทั้งคู่ต่างก็จ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมกัน สักพักคนเป็นพ่อก็ต้องถอนหายใจยอมแพ้ในที่สุด
