บทที่ 11 11
เอาแต่จมอยู่กับน้ำตาและความเสียใจตลอดหลายวันที่ผ่านมา ตามเฝ้าตามง้อชานนท์ที่พยายามหนีหน้าเธอเหมือนเป็นตัวน่ารังเกียจอะไรสักอย่าง
แค่นึกถึงเขากระบอกตาก็พากันร้อนผ่าวอีกระลอก ไม่กี่วินาทีต่อมาหยาดน้ำตาก็รินไหล แต่คราวนี้เธอเลือกที่จะใช้หลังมือเช็ดมันออกไปอย่างรวดเร็ว
บางที...มันอาจจะถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงแล้วก้าวไปข้างหน้า ต่อให้มันจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็ตาม
สูดลมหายใจเข้าปอดลึกแล้วเดินออกจากห้องไปนั่งสุมหัวกับเพื่อนสองคนที่กำลังเตรียมของทำชาบูสำหรับเย็นนี้ พวกมันมองหน้ากันก่อนที่มุกดาจะเป็นฝ่ายเปิดปากถาม
“โอเคขึ้นบ้างยัง”
“ดีขึ้น” แสนรักระบายยิ้ม หยิบโทรศัพท์เปิดกล้องหน้าแล้วส่องดูบาดแผลแม้ว่าจะมีผ้าก๊อซปิดอยู่
“แผลจะหายไหมอะ กลัวจะเป็นแผลเป็น”
สำหรับผู้หญิงแล้วเรื่องรอยแผลเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งเกิดขึ้นบนใบหน้าแล้วด้วย
“ไม่หายก็ไปเลเซอร์เอา รับรองเนียนกริบ”
“ที่จริงให้มันทิ้งรอยไว้แบบนี้ก็ดี จะได้รู้ว่าเคยทำเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนั้นด้วย” คนเจ็บตัวว่าเสียงกลั้วหัวเราะ
“มานั่งคิดๆ ดูแล้วก็ยังงงตัวเองอยู่เลยว่ากล้าวิ่งตามรถเขาไปได้ยังไงวะ”
เคยเห็นแต่ในข่าวที่กระโดดขึ้นกระโปรงหน้ารถบ้าง หลังคารถบ้าง ตอนดูยังส่ายหน้าเลยว่ากล้าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้นได้ไง
ตอนนี้แสนรักเข้าใจแล้ว เข้าใจแบบถ่องแท้เลยว่ามันคือการที่เราขาดสติ
“คิ้วแตกทีคิดได้เลยนะ”
จิรชญาเอ่ยปากแซว ไอ้เขาก็กลัวเลือดเสียด้วยแต่กลัวเพื่อนเจ็บมากกว่าเลยต้องรีบหอบหิ้วมันไปโรงพยาบาล
“ไม่เคยทำให้ตัวเองเจ็บตัวถึงขนาดเลือดตกยางออกขนาดนี้ด้วยมั้ง” เห็นสภาพตัวเองตอนส่องกระจกแล้วรับไม่ได้
“เอาจริงๆ ก็ยังทำใจไม่ได้หรอก แต่คิดว่าน่าจะเริ่มยอมรับได้มากขึ้นกว่าเมื่อวาน”
“เออแผลสดอยู่ก็แบบนี้แหละ” มุกดาบีบไหล่เพื่อน ยื่นถุงผักให้มันช่วยจัดการเตรียมมื้อเย็น
“ของอร่อยจะเยียวยาทุกอย่าง แกเอาผักไปหั่นแล้วก็ล้างให้ด้วย เดี๋ยวฉันจะเตรียมหมูกับเนื้อ”
“ขอบคุณทุกคำด่า ตอนนี้ฉันน่าจะเริ่มได้สติแล้ว” นับเป็นการยิ้มกว้างครั้งแรกในรอบหลายวันสำหรับแสนรักเลยก็ว่าได้
ถ้าไม่มีมุกดากับจิรชญาในช่วงที่ผ่านมาเธอก็คงแย่เหมือนกัน เวลานั้นอารมณ์มันทั้งเศร้าทั้งดิ่งจนบางทีก็นึกแต่อะไรไม่รู้
“บอกไว้ก่อนนะ ถ้าจะต้องกินอาหารหมาอีก เงื่อนไขมีแค่อีพี่หมื่นต้องกลับตัวกลับใจแล้วเท่านั้น”
“เลยเหรอกะเทย นังแป้งมันเพิ่งได้สตินะ แต่แกพูดล่วงหน้าไปถึงอาทิตย์หน้าแล้วเหรอ” มุกดาถลึงตาใส่อีกฝ่ายที่พูดอะไรชวนให้ขมวดคิ้ว
“เกินไปปะ แค่อาทิตย์เดียว” แสนรักโวยวายกับการคาดการณ์ล่วงหน้าของพวกมัน
“ถ้าพี่หมื่นมันมาง้อ เป็นฉันก็อาจจะงอนได้ไม่เกินสามวันอะ”
จิรชญาจีบปากจีบคอว่าเสียงกลั้วหัวเราะ คนอื่นพากันหัวเราะตามพอให้การสนทนาไม่อับเฉาเหมือนหลายวันที่ผ่านมา
เห็นแสนรักมันพอยิ้มได้ขึ้นมาบ้างก็โล่งใจ อาจจะไม่ได้กลับมาสดใสเหมือนแต่ก่อนแต่ก็ยังดีกว่าช่วงแรกๆ ที่โดนผัวเท
“ตอนนี้ยังขยาดเรื่องที่ตัวเองทำเมื่อวานอยู่เลย”
ปลายนิ้วเรียวแตะบริเวณบาดแผล ก็รู้ว่ามันเกิดจากความสะเพร่าและขาดสติของตัวเอง แต่การที่ชานนท์รีบเร่งขับรถหนีไปแบบนั้นก็นับว่าใจดำพอตัว
“ขอล็อกประตูหัวใจก่อนแล้วกัน”
“พวกฉันไม่อยากให้แกจมอยู่กับความสัมพันธ์หรือใครก็ตามที่ทำให้หัวใจแกแตกสลายอย่างเมื่อวาน” ในกลุ่มเพื่อนมุกดาน่าจะเป็นคนที่จริงจังกับการใช้ชีวิตมากที่สุดแล้ว
“เออ อีกอย่างโลกเรามันยังมีเรื่องให้แกเจออะไรอีกเยอะแยะ เพราะงั้นปล่อยให้เวลามันทำงานไปว่าใครจะอยู่กับเราในอนาคต โอเคปะ” ส่วนจิรชญาที่แม้ดูเหมือนจะติดเล่นเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เอาเข้าจริงก็เป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุดคนหนึ่ง
“อือ” แสนรักคลี่ยิ้มก่อนโถมตัวกอดเพื่อนอย่างที่นานๆ จะทำที “ขอบใจพวกแกมากนะ”
คงจะลืมหรือมูฟออนในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ได้ แต่เธอตั้งใจแล้วว่าจะไม่จมปลักอย่างที่ทำมาก่อนหน้านี้อีกแล้ว นอกจากความรักแล้วชีวิตจะเดินต่อไปข้างหน้าได้มันต้องใช้เงิน
ใช่...เธอต้องรีบลุกขึ้นมาทำงาน ไม่มีงานก็ไม่มีเงินใช้ ทั้งหน้าตาทั้งร่างกายที่เธอถนอมยิ่งกว่าอะไรล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งนั้น
ส่องกระจกมองสภาพตัวเองแล้วรับไม่ได้ สารภาพเลยว่าไม่เคยปล่อยให้ตัวเองโทรมขนาดนี้มาก่อน
“เดี๋ยวเอาผักไปล้างให้ แกก็ทำน้ำซุปรอเลย” แสนรักลุกขึ้นพร้อมคว้าตะกร้าผักเดินตรงไปยังส่วนครัว พอทำใจได้ก็เริ่มจากกินของอร่อยก่อนคือวิธีที่ถูกต้องที่สุด
เพราะจากกางเกงที่หลวมขึ้น บ่งบอกว่าน้ำหนักของเธอน่าจะลดฮวบลงหลายกิโลแน่นอน
“แกว่าแม่กุญแจของนังแป้งมันทำจากกระดาษหรือเหล็กวะ”
เสียงซุบซิบที่ไม่ได้เบาเลยสักนิดดังมาถึงส่วนครัว เล่นเอาคนโดนนินทาถึงกับกลอกตาเป็นวงกลม กระนั้นริมฝีปากบางก็ยังมีรอยยิ้มแต่งแต้มก่อนจะตะโกนออกไป
“ได้ยินโว้ย”
