บทที่ 8 8
“แล้วแป้งผิดอะไรเหรอ” คนตัวเล็กถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ตอนนี้เธอจับอารมณ์ตัวเองไม่ถูกแล้ว เดี๋ยวโกรธเดี๋ยวก็น้อยใจเสียใจจนแทบบ้าในนาทีเดียวกัน เธอเอื้อมจับข้อมือแกร่งไว้แน่น น้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะแต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีผลอะไรต่อชายหนุ่มสักนิด
“ไม่หรอก แป้งไม่ผิดอะไรเลย” เอาวะ ตอนนี้ให้กูผิดคนเดียวก็ได้ ถ้ามันจะทำให้เรื่องจบๆ “ผมผิดเองทุกอย่าง แค่ตื่นขึ้นมาแล้วความรู้สึกผมมันไม่เหมือนเดิมก็แค่นั้น”
“ถ้าความรู้สึกที่มีให้กันมันไม่เหมือนเดิม” คำตอบที่ได้รับทำเอาแสนรักชาไปทั้งหน้าลามลงไปถึงหัวใจ
“คุณหมื่นควรบอกกับแป้งตรงๆ ไม่ใช่นอกใจไปหาผู้หญิงคนอื่นแบบนั้น” เพราะเหตุผลที่ชานนท์ยกมาโคตรจะเห็นแก่ตัวเลย
“กับผู้หญิงคนนั้นก็แค่ติดต่อกันไว้เพราะเรื่องงาน มันจะเรียกว่านอกใจได้ไง” แบบนี้จะทำธุระไรกับใครที่เป็นผู้หญิงไม่ได้เลยมั้ง
“ก็ถ้าไม่โดนจับได้ก่อนมันจะเป็นยังไง” แสนรักพูดทั้งน้ำตา กำปั้นเล็กๆ ทุบอกตัวเองเจ็บปวดปานขาดใจ
“คุณกับผู้หญิงคนนั้นคงไปถึงไหนต่อไหนแล้วใช่ไหม!”
“แป้ง!”
คนตัวโตขึ้นเสียงกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจพลางยกมือลูบหน้าลวกๆ
“ผมก็บอกแป้งตรงๆ แล้วนี่ไงว่าความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม แล้วมันยังไงต่อ บอกไปแล้วแป้งก็ยอมรับไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่หรือไง เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้”
นอกจากคำพูดที่ฟังดูไร้เยื่อใย สายตาของชานนท์ที่มองกันยังดูคล้ายเบื่อหน่ายกันอย่างเห็นได้ชัด เป็นอย่างที่เขาว่ามาทั้งหมดนั่นแหละ
เธอไม่สามารถยอมรับอะไรได้จริงๆ
“เรื่องของเรามันผิดพลาดตั้งแต่ตอนไหนเหรอ” นาทีนี้เธอเหมือนคนโง่ที่เอาแต่ร้องถามหาเหตุผลกับคนหมดใจ อยากยื้อจนถึงที่สุดเผื่อว่าทุกอย่างอาจจะกลับมา
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” ชานนท์เบือนหน้าหนีภาพตรงหน้า ยอมรับว่าเสียงร้องไห้ของแสนรักทำเอาเขาวูบไหวไม่น้อย
“เชื่อผมเถอะ ตอนนี้เราถอยหลังกันคนละก้าว เผื่อว่าอะไรๆ มันอาจจะดีขึ้น”
“…”
“บ้านหลังนี้ผมให้แป้ง จะอยู่ต่อหรือขายทิ้งก็ตามใจ ไม่ได้ซีเรียส”
ปกติแล้วถ้าเป็นเรื่องธุรกิจหรืออะไรที่มีเงินๆ ทองๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ชานนท์จะค่อนข้างเขี้ยวพอตัว แต่กับเรื่องนี้เขาใจกว้างมากพอที่จะยกบ้านให้กับแสนรักแบบไม่เสียดาย
เขารู้ว่าถ้าเลิกรากันไปแล้ว สาวเจ้าก็ไม่เหลือใครเพราะพ่อแม่ก็ไม่อยู่แล้ว ส่วนญาติก็เหลือแต่ญาติห่างๆ คงไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีก คงมีแค่บ้านหลังนี้ที่น่าจะพอปลอบประโลมเจ้าตัวได้บ้างไม่มากก็น้อย
“ไอ้ซุงน่าจะมาแล้ว” ชานนท์ชะเง้อคอมองออกไปยังหน้าบ้าน ดีแค่ไหนที่เขาจัดการต่อสายหาเพื่อนตั้งแต่เช้า แล้วมันก็มาได้ทันเวลาแบบพอเหมาะพอเจาะ
“บ่ายนี้ผมมีธุระต่อ ลาตรงนี้เลยแล้วกัน”
ชานนท์ไปแล้ว...
ไปแบบที่หยิบเพียงข้าวของสำคัญติดตัวไปไม่กี่ชิ้น ไม่มีคำร่ำลาหรือประโยคให้เธอได้มีความหวังว่าเขาจะย้อนกลับมาหากันสักนิด
แสนรักไม่แน่ใจว่าตัวเองนอนจมน้ำตาอยู่นานแค่ไหน รู้อีกทีเสียงออดก็ดังขึ้นพาให้เธอรีบงัดร่างอันปวกเปียกขึ้นจากโซฟา เพราะคิดว่าคนที่มาอาจจะเป็นคนที่เพิ่งจากไปก็ได้
แต่สุดท้ายกลับไม่ใช่...
กลายเป็นมุกดาและจิรชญาที่บุกมาถึงประตูหน้าบ้านด้วยสีหน้าร้อนอกร้อนใจ ทันทีที่เจอหน้าไม่มีคำพูดใดๆ จากเพื่อนมีเพียงอ้อมกอดที่พวกมันดึงตัวเธอเข้าหาก่อนที่
“คุณหมื่นเขาขอห่างกับฉันอะ” แสนรักปล่อยโฮ น้ำตาไหลทะลักปนสะอึกสะอื้นจนริมฝีปากสั่น เดือดร้อนเพื่อนทั้งสองต้องรีบลากเข้าบ้านไม่งั้นเสียงร้องไห้คงดังไปถึงหน้าหมู่บ้าน
“ค่อยเล่า” จิรชญาบีบไหล่คนโดนทิ้ง “ร้องออกมาให้หมดก่อน”
“เออ พวกฉันอยู่กับแกได้ทั้งวันทั้งคืน”
มุกดาลูบหลังแสนรักตาก็สำรวจข้าวของภายในบ้าน พอเห็นว่าทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเลยโล่งใจที่อย่างน้อยชานนท์กับแสนรักก็ไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรงอย่างที่กังวล
แสนรักร้องไห้จนเหนื่อยหอบ แต่ถึงอย่างนั้นความเสียใจที่เพิ่งเจอมาก็ยังท่วมท้นไม่สามารถเลือนหายไปง่ายๆ ดวงตายังคงคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ไม่ขาดสาย มีเพียงแรงสะอื้นที่พอจะลดลงได้บ้าง
แต่พอนึกถึงหน้าของชานนท์ทีไร หัวใจของเธอก็พากันบีบรัดจนรวดร้าว
“ไหนเล่าซิ” จิรชญาเป็นคนเปิดการสนทนา “เรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่”
คนที่อยู่ในห้วงของความเจ็บปวดเม้มริมฝีปากแน่น แต่การเล่าให้เพื่อนฟังก็เหมือนได้ระบายความในใจออกมาทุกอย่าง เพราะงั้นแสนรักจึงพรั่งพรูทุกความรู้สึกที่เผชิญอยู่ในตอนนี้ทุกหยาดหยด
เธอเจ็บ...เจ็บจนจะบ้าตายอยู่แล้ว มองไม่ออกเลยว่าชีวิตในวันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไปจะเป็นยังไง
รักกันมาหลายปีแต่บทจะเลิกกัน แค่พ่นประโยคเจ็บช้ำมาแค่ไม่กี่คำ ก็สามารถตัดความสัมพันธ์ได้ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ
“คบกันมาตั้งสามปีอยู่ๆ มาบอกว่าตื่นขึ้นมาแล้วใจเปลี่ยนไป เป็นคำบอกเลิกที่โคตรเลี่ยหู้เลยนะ”
มุกดาเห็นสภาพเพื่อนที่นั่งตาบวมปูดเป็นลูกมะนาวแต่ก็ยังไม่หยุดร้องไห้ ปากก็พร่ำเพ้อว่าตัวเองทำอะไรผิด
อยากจะยกมือกุมขมับอยู่แต่มือดันไม่ว่างเพราะต้องคอยดึงทิชชูซับน้ำตาให้มัน
“แปลภาษาชาวบ้านก็คือหมดรักนี่แหละ”
