บทที่ 5 5
ทางด้านหน้าของคฤหาสน์ กานต์ธรในชุดเสื้อสีขาวกำลังเดินออกกำลัง ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับเหลือบไปเห็นร่างบางที่นั่งคู้ตัวขยี้ผ้าอยู่หลังบ้านเสียก่อน ชายหนุ่มหยุดชะงักฝีเท้า แววตาของเขาไหววูบไปชั่วครู่เมื่อเห็นแผ่นหลังบางที่สั่นเทาน้อยๆ ท่ามกลางสายลมยามเช้าที่หนาวเหน็บ ร่างกายที่ดูผอมบางจนเกือบจะโปร่งแสงนั่นชวนให้เขารู้สึกแปลกประหลาดในอก ทว่าเพียงพริบตาเดียว ความเกลียดชังและอคติก็แล่นเข้ามาแทนที่
กานต์ธรก้าวเท้าเดินตรงไปยังลานซักล้างช้าๆ เสียงฝีเท้าหนักแน่นทำให้พริมาสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ หญิงสาวรีบหันกลับมามองแล้วรีบลุกขึ้นยืนยืนก้มหน้าลงต่ำทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นสามีตีทะเบียนของตนเอง
"ตื่นแต่เช้ามาทำตัวเป็นนางเอกผู้น่าสงสารตั้งแต่หัววันเลยนะพริม คิดว่าทำแบบนี้แล้วแม่ของฉันจะเห็นใจจนยกฐานะเธอขึ้นมาเป็นลูกสะใภ้จริงๆ อย่างนั้นเหรอ"
กานต์ธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความถากถาง สายตาคมกริบกวาดมองอ่างผ้าและหยดน้ำบนมือของเธอด้วยความเฉยชา
"พริมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยค่ะคุณกานต์ พริมแค่ทำตามคำสั่งของคุณหญิงท่านเท่านั้น"
พริมาตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าเด็ดเดี่ยว เธอพยายามสะกดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลต่อหน้าชายหนุ่มใจร้ายคนนี้
"อย่ามาอ้างแม่ของฉันหน่อยเลย"
กานต์ธรก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่ก้าว ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดบนกระหม่อมของเธอจนพริมารู้สึกอึดอัด
"คนอย่างเธอไม่มีความจริงใจอยู่แล้วพริม ที่ยอมก้มหัวทำตามทุกอย่างก็เพราะเงินตราใบเดียวที่ฉันโยนให้เมื่อคืนล่ะสิ เงินหนึ่งล้านมันคงมากพอจะทำให้คนอย่างเธอยอมคุกเข่าซักผ้าข้างถังขยะได้ทั้งวันล่ะมั้ง"
คำพูดที่เต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามนั้นเหมือนเข็มแหลมนับพันเล่มที่พุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจของพริมาจนพรุน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างและเปี่ยมไปด้วยความร้าวรานปนตัดพ้อ
"ใช่ค่ะ พริมเห็นแก่เงิน พริมมันไม่มีศักดิ์ศรี พริมยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินก้อนนั้นที่คุณหญิงและคุณโยนให้ แต่คุณกานต์เคยคิดบ้างไหมคะว่าถ้าพริมมีทางเลือกอื่น พริมจะยอมเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ให้คุณเหยียบย่ำเล่นแบบนี้ไหม ไม่มีใครอยากขายตัวขายศักดิ์ศรีของตัวเองหรอกค่ะถ้าไม่จำเป็นจริงๆ"
กานต์ธรชะงักไปกับแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอันลึกซึ้งของเด็กสาว ตรงหน้าของเขาคือแววตาของคนที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ความนิ่งและหยิ่งทระนงที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเธอทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนในใจอย่างน่าประหลาด ทว่าศักดิ์ศรีของชายหนุ่มไม่ยอมให้ตนเองคล้อยตามอารมณ์ชั่ววูบนั้น เขาจึงเลือกบีบข้อมือบางของเธอไว้แน่นด้วยความโมโห
"อย่ามาทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลยพริม คนอย่างเธอไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องความเห็นใจจากฉัน จำใส่หัวสมองของเธอไว้ด้วยว่าเงินหนึ่งล้านนั่นไม่ใช่ค่าตัวของเธอเพื่อมาแต่งงานโก้หรูในสังคม แต่มันคือเงินค่าจ้างที่เธอต้องยอมรับความเจ็บปวดทุกอย่างในบ้านหลังนี้ต่างหาก และถ้าเธอคิดจะเล่นตุกติกหรือทำตัวมีปัญหากับแม่ของฉันแม้แต่เรื่องเดียว ฉันจะเป็นคนลากเธอออกไปจากที่นี่เอง"
พริมานิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดจากแรงบีบที่ข้อมือทว่าเธอไม่ยอมร้องออกมาสักแอะ เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของเขาอย่างไม่มีวันยอมแพ้
"พริมทราบดีค่ะคุณกานต์ พริมจะอยู่ที่นี่จนครบกำหนดสัญญา และจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครเด็ดขาด ขอเพียงอย่างเดียว ขอให้คุณรักษาสัญญาเรื่องค่ารักษาพยาบาลของแม่พริมด้วย"
กานต์ธรกระชากข้อมือของเธอออกอย่างแรงส่งผลให้ร่างบางเซไปชนกับกำแพงปูนด้านหลัง ชายหนุ่มหมุนตัวเดินจากไปด้วยความหงุดหงิดพลางสบถคำรามในลำคออย่างไม่สบอารมณ์ เขารู้สึกเกลียดตัวเองที่เริ่มหวั่นไหวไปกับน้ำตาและดวงตาที่แสนร้าวรานคู่นั้นของเธอ
พริมาประคองตัวเองลุกขึ้นยืนตรงอีกครั้ง เธอมองตามแผ่นหลังกว้างของกานต์ธรที่เดินจากไปจนสุดสายตา ก่อนจะค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกตามเดิมเพื่อทำงานของเธอต่อไป มือบางที่สั่นเทากดลงบนเนื้อผ้าหนาช้าๆ เพื่อซับน้ำตาที่ไหลพรูลงมาอย่างไม่อาจกักเก็บได้อีกต่อไป ค่ำคืนที่ผ่านมาผ่านพ้นไปด้วยความยากลำบาก ทว่าวันใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นกลับทวีความทรมานใจมากยิ่งขึ้นหลายเท่าตัว
หลังจากซักผ้ากองโตเสร็จเรียบร้อย พริมาก็ต้องรีบพาร่างกายอันอ่อนล้าเข้าไปในห้องครัวใหญ่เพื่อช่วยป้าอบและแม่ครัวเตรียมอาหารเช้า กลิ่นหอมของอาหารคาวหวานและข้าวต้มร้อนๆ อบอวลอยู่ทั่วห้องครัวขนาดใหญ่ ทว่าพริมากลับรู้สึกคลื่นไส้และไม่มีความอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของเธอขาดการพักผ่อนและสารอาหารมาเป็นเวลานานจนส่งสัญญาณประท้วงด้วยอาการวิงเวียนศีรษะเป็นระยะ หญิงสาวต้องพยายามฝืนทนยืนปอกผลไม้และจัดเตรียมภาชนะหรูหราอย่างประณีตเพื่อไม่ให้โดนดุด่า
ตรงเวลาเจ็ดโมงเช้า พริมาได้รับหน้าที่ย้ายจานอาหารเช้าและหม้อข้าวต้มร้อนๆ ไปจัดวางบนโต๊ะอาหารตัวยาวในห้องอาหารหรูหราที่มีสระน้ำจำลองตั้งอยู่ข้างเคียง คุณหญิงรัศมีในชุดลำลองเนื้อดีนั่งรออยู่ก่อนแล้วที่หัวโต๊ะ สายตาคมกริบของหล่อนกวาดมองการทำงานของพริมาทุกย่างก้าวด้วยความจับผิด
"จัดวางให้มันเบามือหน่อยพริม ถ้วยชามพวกนี้ราคาแพงกว่าเงินเดือนของเธอทั้งชีวิตเสียอีก ถ้าทำแตกไปใบเดียวเธอไม่มีปัญญาชดใช้แน่"
คุณหญิงรัศมีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่บาดลึก
"พริมจะระวังให้มากกว่านี้ค่ะคุณหญิง"
พริมาเอ่ยตอบพร้อมกับค่อยๆ วางถ้วยแกงจืดลงบนแผ่นรองจานอย่างแผ่วเบา
ในขณะนั้นเอง ร่างสูงของกานต์ธรที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสูททำงานเต็มยศก็เดินเข้ามาในห้องอาหาร เขานั่งลงข้างผู้เป็นมารดาโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองพริมาที่ยืนคอยรับใช้อยู่ข้างโต๊ะอาหาร ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูพลางเอ่ยสนทนากับคุณหญิงรัศมีด้วยน้ำเสียงปกติ
"เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหมลูกกานต์ ซินแสบอกว่าหลังจากพริมย้ายเข้ามา ดวงของลูกจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ"
คุณหญิงรัศมีเอ่ยถามด้วยความห่วงใยตามประสาแม่ที่รักลูกสุดหัวใจ
"ก็งั้นๆ ครับแม่ ผมไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว"
กานต์ธรตอบเสียงเรียบขณะสายตายังคงจดจ้องที่ตัวหนังสือในเครื่องมือสื่อสาร
พริมายืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างผนังพยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตา ทว่าในใจของเธอกลับเจ็บปวดลึกๆ ที่ต้องทนฟังคำพูดที่ตราหน้าว่าเธอเป็นเพียงตัวสะเดาะเคราะห์ที่ไม่มีตัวตนไม่มีความรู้สึกใดๆ
