บทที่ 4 ตอนที่2.2ไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว2
"แกกำลังโกรธเรื่องภานุงั้นเหรอ"
โจลีนแค่นหัวเราะ "คุณหญิงคิดว่าหนูมีสิทธิ์โกรธด้วยเหรอคะ"
"อย่าประชดให้มันมากนัก แกก็รู้ว่าฐานะตัวเองเป็นยังไง"
"แน่นอนหนูรู้"
รู้ว่าต่อให้เธอแต่งงานกับภานุ คนในบ้านเจริญสุขก็ไม่เคยมองว่าเธอคู่ควรกับเขาอยู่ดี
"ในเมื่อรู้ ก็ควรวางตัวให้ดี ภานุกำลังจะเป็นลูกเขยของฉันแล้ว ฉันไม่อยากให้มีเรื่องวุ่นวายทีหลัง"
โจลีนหรี่ตามองความมืดนอกหน้าต่าง
'ลูกเขย' อย่างนั้นน่ะหรือ
ทั้งที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขายังเป็นสามีของเธออยู่เลยแท้ๆ
"สบายใจได้ค่ะ หนูไม่วุ่นวายกับคนของลูกสาวคุณหญิงหรอก ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอพักนะคะ"
โจลีนกำลังกดตัดสาย แต่เสียงของคุณหญิงวารินกลับดังขึ้นอีกครั้ง
"เดี๋ยวก่อน"
"..."
"ตอนนี้แกยังอยู่กับคุณภานุใช่ไหม"
คำถามนั้นทำให้หญิงสาวชะงักไปเสี้ยววินาที
น้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูเหมือนกำลังกังวลอะไรบางอย่าง
"ยังไม่ได้หย่ากันเป็นทางการ จะให้ไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ ก็ต้องอยู่ในรังรักของเขาไปก่อน"
ทั้งที่ควรจะขึ้นเสียงด่าเธอ คนปลายสายกลับเงียบไปเสียอย่างนั้น นั่นจึงทำให้โจลีนหรี่ตาลง
"ทำไมคะ กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจเอาหนูกลับไปเป็นเมียอีกรอบเหรอคะ"
คราวนี้คนเงียบไม่นิ่งแล้ว คุณหญิงวารินกระแทกเสียงกลับมา
"ภานุเขาไม่โง่ทิ้งเพชรไปเอากรวดอย่างแกหรอก!"
"แต่ครั้งหนึ่งเขาก็เคยโง่นะคะ"
"นังนี่!"
"อย่าหยาบคายค่ะคุณหญิง"
แม้จะฟังเหมือนเตือนสติ แต่เอาจริงๆ แล้ว โจลีนมั่นใจว่าอีกฝ่ายรู้ดีว่าเธอกำลังกระแนะกระแหน หากคนบ้านนี้ใจดีกับเธอสักนิด เธอก็คงไม่ก้าวร้าวเหมือนเนรคุณแบบนี้
แต่ก็อีกล่ะ สิ่งที่เธอเคยถูกกระทำที่ผ่านมา ทั้งถูกทุบตี ทั้งต้องรับผิดแทนลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งถูกตราหน้าว่าโง่ ไร้มันสมอง ถูกทำเหมือนไม่ใช่คนที่มีศักดิ์ศรี... นั่นล่ะ จะเอามาดึงรั้งให้เธอหลงผิดกตัญญูต่อคนพวกนั้นลงได้อย่างไร
"ปากดีนักนะ ระวังไว้เถอะ ถ้าลูกสาวฉันได้เป็นสะใภ้ตระกูลสิริเมื่อไหร่ ฉันจะใช้อำนาจของคนตระกูลนี้เอาแกไปโยนซ่อง!"
"หึ งั้นเหรอคะ" โจลีนเหยียดมุมปากยิ้ม "งั้นก็ช่วยหาซ่องที่มีผู้ชายหล่อๆ เยอะๆ หน่อยนะ เพราะเซ็กซ์ของลูกเขยคุณมันห่วยแตกมาก ฉันอัดอึดมานานแล้ว อยากได้ของเด็ดๆ ตกถึงท้องบ้าง"
"นังบ้า!"
แน่นอน ใครฟังก็คงรับไม่ได้ นาทีนี้ โจลีนอยากให้ภานุมาได้ยินด้วยจัง เธออยากรู้นักว่าเขาจะกระอักเลือดตายไหมเมื่อถูกอดีตเมียกล่าวถึงด้วยความรักใคร่ถึงเพียงนี้
"ฉันไม่คุยกับแกแล้ว อีนังประสาท!"
"ค่ะๆ งั้นวางนะคะ"
โจลีนยั่วโทสะอีกฝ่ายจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนจะกดตัดสาย
ติ๊ด…
โจลีนโยนโทรศัพท์ไปบนที่นอน ท่าทีที่เพิ่งวางตัวเป็นผู้หญิงร้ายๆ เปลี่ยนไปทันที ดวงตาหวานกะพริบช้าๆ มองค้างยังหลอดไฟนีออนบนเพดาน
"เหอะ ถ้าไม่คิดจะมีจิตเมตตาก็อย่ามารับเลี้ยงกันเลยเถอะ"
หญิงสาวถอนหายใจยืดยาว พลันคิดไปถึงเรื่องเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เรื่องนั้น...ถือเป็นสิ่งดีๆ เรื่องเดียวในชีวิตของเธอ
คิดมาถึงจุดนี้แล้ว โจลีนก็หัวเราะในลำคอ สายตาวาววับเมื่อคิดถึงสิ่งที่อยากทำเพื่อสนองความสุขบนความทุกข์ระกำใจของใครหลายๆ คน
ร่างบอบบางหันไปคว้ามือถือกดโทร.หาบุคคลหนึ่ง คนที่เธอเพิ่งได้รู้จักไม่นาน แต่ก็มีความสำคัญกับเธอมากกว่าครอบครัวที่เลี้ยงเธอมาอย่างกับหมูกับหมา
"สวัสดีค่ะ ฉันมีเรื่องอยากให้ช่วยอย่างหนึ่ง"
"ว่ามาได้เลยลีน"
เสียงของคนปลายสายตอบมาอย่างกระตือรือร้น น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนจนโจลีนมีรอยยิ้ม
หญิงสาวบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการกับคนสำคัญคนนั้นจบ เธอก็กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า
"หวังว่าฉันจะได้รับข่าวดีพรุ่งนี้นะคะ"
ใช่ ข่าวดีของเธอ ที่อาจจะเป็นข่าวร้ายของใครบางคน
