บทที่ 7 ขอให้จริง
มหาวิทยาลัย
“ยัยแพร มาเร็ว เรามีอะไรให้ดู” รุ่งนภา ปิติโอภาส เพื่อนสนิทรีบเดินไปหา เมื่อเห็นหญิงสาวลงจากรถ
“มีอะไรรุ่ง รีบเชียว” แพรไหมที่ยังไม่ทันตั้งตัว
เพื่อนคนสนิทกางกระดาษให้แพรไหมดู ในนั้นมีชื่อชายหนุ่มคนคุ้นเคยกับชื่อของผู้หญิงคนหนึ่ง
“ชื่อพี่น่านฟ้านี่” แพรไหมทำหน้างง ทำไมเพื่อนถึงดูรีบร้อน
“ใช่ไง” รุ่งทำหน้าแปลก ๆ
“นี่รุ่ง เธอมีอะไรก็พูดมาเลย เรารอฟังอยู่”
“พี่น่านฟ้าแอบคบกับยัยหน้าขาว รุ่นน้องปีสอง” โดยเพื่อนของรุ่นน้องยัดกระดาษใส่มือรุ่งนภา
“แล้วยังไงล่ะ” เหมือนแพรไหมไม่ค่อยตกใจเท่าไร เพราะเชื่อใจชายหนุ่ม อีกอย่างแค่คบกันยังไม่ถึงขั้นเรียกแฟน
“เธอไม่ตกใจหรือโกรธเหรอ” เมื่อเห็นท่าทีเฉยเมย รุ่งนภาจึงอดถามไม่ได้
“จะตกใจหรือไปโกรธพี่น่านฟ้า เขาทำไม”
แพรไหมพูดพร้อมเดินไปยังห้องเรียน รุ่งนภาจึงเร่งฝีเท้าตามให้ทันเพื่อน
“แฟนตัวเองไปมีผู้หญิงอื่น กลับไม่โวยวาย” รุ่งสบถตามหลัง
ใช่ว่าแพรไหมจะไม่รู้สึกอะไร เธอแอบหวั่นไหวบ้างเวลาที่ชายหนุ่ม มีข่าวคราวเกี่ยวกับผู้หญิง
“เรากับพี่เขายังไม่ได้เป็นแฟนกันซะหน่อย รุ่งก็พูดไปเรื่อย”
“สี่ปีแล้วนะแพร ยังไม่เรียกแฟนจะให้เรียกอะไรเหรอ หรือแค่คนคุย” รุ่งนภาถามพอ ๆ กับความสงสัย
แพรไหมไม่ตอบ แต่กลับรีบเดินไปยังอาคารเรียน โดยรุ่งนภาเร่งฝีเท้าตามหลัง
หลังเลิกเรียน
แพรไหมกลับถึงบ้านเวลาปกติ ก่อนขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำงานที่ค้าง เสียงเคาะประตูขัดสมาธิในการทำงาน เธอเปิดประตูเห็นคุณแม่เนตรนภา ยืนยิ้มอยู่
“คุณแม่”
“แม่ขอเข้าไปได้ไหมลูกแพร”
“ได้ค่ะ”
แพรไหมเดินนำผู้เป็นแม่มาในห้อง ประตูถูกปิดลง ก่อนที่เนตรนภาจะนั่งบนที่นอน และเปิดประเด็นดังกล่าว
“ลูกแพรจ๊ะ คือ คุณแม่มีเรื่องอยากขอร้องให้ลูกช่วยหน่อยจ้ะ ลูกแพรจะว่าแม่ไหม” แม้จะกลัวคำตอบที่ได้ยิน ก็เตรียมใจไว้บ้าง
แพรไหมคุกเข่าที่พื้นข้างคนเป็นแม่ เธอจับมือทั้งสองของคุณแม่เนตรนภาแล้วบีบเบา ๆ
“คุณแม่มีเรื่องอะไรให้แพรช่วยคะ”
“ลูกแพร หนูช่วยโทรหาคุณอาเจให้แม่ได้ไหมลูก” สองจิตสองใจที่คนเป็นแม่จะขอร้องให้ลูกสาวช่วย
“คุณแม่อยากให้คุณอาเจ มาช่วยคุณพ่ออีกแรงที่โรงพยาบาลใช่ไหมคะ คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูโทรหาคุณอาแล้วค่ะ คุณอาขอคิดดูก่อน แต่คงอีกไม่นานคุณอาต้องกลับมาแน่นอนค่ะคุณแม่” เธอบอกตามตรง
“จริงเหรอลูกแพร หนูโทรไปตอนไหนจ๊ะ”
คุณแม่เนตรนภายิ้มหน้าบาน พอจะมีความหวังขึ้นมา
“เมื่อคืนที่ผ่านมาค่ะ แพรขอโทษนะคะที่ไม่ได้บอก แพรเห็นคุณพ่อไม่ค่อยสบายใจ แพรก็เลย” แพรไหมหยุดพูดแล้วมองหน้าคุณแม่
“ขอโทษอะไรกันลูกแพร หนูทำดีมากต่างหากลูก อย่างน้อยก็ช่วยคุณพ่อ” คุณแม่เนตรนภาจับมือลูกสาวแล้วบีบเบา ๆ แทนคำขอบคุณ
“อ้อ หนูทำอะไรอยู่ลูกแพร” เมื่อสายตามองไปยังโต๊ะอ่านหนังสือ บนนั้นมีเอกสารวางเกลื่อน
“แพรกำลังทำงานส่งอาจารย์พรุ่งนี้ค่ะ” แพรไหมมองไปยังกองงานเช่นกัน
“งั้น เอาเป็นว่าแม่ไม่กวนแล้วล่ะ ลูกแพรจะได้ทำงาน เดี๋ยวแม่ให้คนขึ้นมาเรียกไปทานข้าวนะคะ”
“ค่ะคุณแม่”
.
.
หลังจากที่คุณเนตรนภาได้ข่าวจากลูกสาว เธอจึงนำข่าวมาบอกสามี รอยยิ้มที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ปรากฏบนใบหน้าสุขุม คุณพิเชษฐ์ฉีกยิ้มกว้างให้ภรรยา
“คุณว่าเจ้าเจ มันจะยอมกลับเหมือนที่มันบอกลูกแพรไหมคุณเนตร”
“ต้องกลับอยู่แล้วแหละ คุณเจเขาหลงลูกแพรจะตาย ขอแค่หลานขอหรือบอกอะไร ก็แทบจะหามาให้อยู่แล้วคุณ”
“ขอให้มันจริงเถอะ” เสียงถอนหายใจหนัก ๆ
“ฉันเชื่อลูกแพร ยังไงคุณเจก็กลับ คุณรอฟังข่าวได้เลยค่ะ ว่าแต่ที่โรงพยาบาลมีรับแพทย์ใหม่หรือยังคุณ ช่วงนี้คนไข้เยอะ” ภรรยากลัวหมอไม่พอรักษาคนไข้ที่ช่วงนี้มีมากขึ้น
“ผมให้ลงประกาศรับสมัครอยู่ คงได้เร็ว ๆ นี้ ช่วงนี้ก็มีนักศึกษาฝึกงานเรียนรู้งานหลายคน” คุณพิเชษฐ์วางแผนในการหาหมอเพิ่ม เพื่อดูแลคนไข้ให้ทั่วถึง
“ถ้าเจ้าเจมันมาเร็ว ๆ คงดี” สายตาเหมือนว่างเปล่า แต่ในใจแอบหวังเป็นอย่างยิ่งที่น้องชายจะรีบกลับมา
“เนตรเชื่อว่ายังไงคุณเจก็มาค่ะ คอยดูกัน” อย่างน้อยคนทางไกล ต้องห่วงโรงพยาบาลที่พ่อแม่เป็นผู้สร้างมา
“ผมจะรอวันนั้น วันที่เจ้าเจมันกลับมา”
แพรไหม ได้เข้าฝึกงานวันแรกที่โรงพยาบาลของครอบครัว โดยมีเพื่อนสาวอย่างรุ่งนภามาฝึกงานด้วย
“ยัยแพร เราตื่นเต้นจัง” รุ่งนภาเดินเคียงข้างเข้ามาในห้องพัก
“จะตื่นเต้นทำไมกันรุ่ง ทำตัวตามสบายไม่ต้องเกร็ง” แพรไหมหัวเราะท่าทีประหม่าของรุ่ง
“โอ๊ย…จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ไงล่ะ เราพึ่งมาฝึกงานวันแรก ไม่เหมือนเธอที่มาแทบทุกวัน อีกอย่างที่นี่มันโรงพยาบาลของครอบครัวเธอนี่” รุ่งนภาพูดความจริง แพรได้แต่หัวเราะร่วน กับท่าทีดูจริงจังของเพื่อน
“เอาจริงเราเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้เธอหรอกนะรุ่ง”
“อ้าว ยังไม่ชินอีกเหรอ”
“ไม่เลยรุ่ง คราวนี้ฝึกแบบจริงจัง”
“ขอให้เจอคุณหมอที่ใจดี ไม่ดุ ไม่ทำหน้ายักษ์ใส่เป็นพอ” รุ่งนภาทำหน้าเซ็ง ๆ
“ไม่หรอกรุ่ง” แพรไหมหัวเราะร่วนในท่าทีเพื่อน
