บทที่ 1 เด็กบ้านสวนในคฤหาสน์หรู
รถยุโรปคันหรูเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดบานใหญ่ เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ตระกูลศิริพัฒน์ อาณาจักรโอ่อ่าที่ดูราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารตกแต่งบ้าน ข้าวหอม เด็กสาววัยสิบห้าปีในชุดนักเรียนมัธยมต้นที่คุ้นเคย ทอดสายตามองทิวทัศน์แปลกตาผ่านกระจกติดฟิล์มทึบ สองมือเล็กที่หยาบกร้านจากการปีนต้นมะพร้าวกำสายกระเป๋าเป้บนตักแน่นจนชื้นเหงื่อ
เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อน เธอยังเพิ่งชูใบประกาศผลสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 ของโรงเรียนรัฐบาลชื่อดังในกรุงเทพฯ วิ่งหัวเราะร่าไปหาพ่อที่สวนในจังหวัดสมุทรสาคร ทว่าความตลกร้ายของโชคชะตากลับพรากเสาหลักเพียงคนเดียวไปอย่างไม่มีวันกลับ อุบัติเหตุครั้งนั้นทิ้งไว้เพียงความโศกเศร้าและความดื้อรั้น เมื่อเด็กสาวปฏิเสธหัวเด็ดตีนขาดที่จะย้ายไปอยู่แคนาดากับมารดาผู้ให้กำเนิดซึ่งแยกทางกันไปตั้งแต่เธอยังแบเบาะ
เธอไม่ยอมทิ้งแผ่นดินเกิด และต้องการอยู่ใกล้ๆ เพื่อรักษาสวนมะพร้าวที่เป็นหยาดเหงื่อแรงกายของพ่อเอาไว้ ความเด็ดเดี่ยวนั้นทำให้คุณนภา เพื่อนรุ่นพี่ของมารดา ยื่นมือเข้ามาอุปการะให้เด็กสาวจอมแก่นเข้ามาพักอาศัยร่วมชายคา เพื่อให้ข้าวหอมได้เรียนต่อในกรุงเทพฯ อย่างที่ตั้งใจ
"ถึงแล้วจ้ะหนูหอม ลงมาเถอะลูก ไม่ต้องเกร็งนะ คิดเสียว่าที่นี่คือบ้านของหนูเอง"
เสียงหวานนุ่มนวลของคุณนภาดึงข้าวหอมออกจากภวังค์ เด็กสาวพยักหน้ารับ สูดลมหายใจเข้าลึกเรียกความมั่นใจ ทันทีที่ประตูรถเปิดออก เธอก็ก้าวฉับๆ คว้ากระเป๋าเป้ใบเขื่องมาสะพายพาดบ่าอย่างทะมัดทะแมง ทว่าด้วยความที่มัวแต่แหงนหน้ามองความใหญ่โตของเสาโรมันหน้าประตู ขาทั้งสองข้างจึงก้าวสะดุดขอบบันไดหินอ่อนเข้าอย่างจัง
"เฮ้ย!"
เด็กสาวหลับตาปี๋ เตรียมรับแรงกระแทกจากพื้นแข็งกระด้าง ทว่าร่างทั้งร่างกลับพุ่งชนเข้ากับใครบางคนที่เดินสวนออกมาพอดี
ตุ้บ!
"โอ๊ย... เดินยังไงของเธอเนี่ย ยัยเด็กซุ่มซ่าม ทะโมนเป็นลิงเลยนะ"
เสียงทุ้มตวาดลั่นอยู่เหนือหัว ข้าวหอมสะดุ้งสุดตัว รีบยันตัวออกห่างแล้วเงยหน้าขึ้นขวับ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งตรงหน้ามีใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลัก
ทว่านัยน์ตาคมกริบกลับจ้องมองมาด้วยความไม่สบอารมณ์ คิ้วเข้มขมวดมุ่น เขาสวมเสื้อช็อปวิศวะสีเทาเข้มทับเสื้อนักศึกษาที่รีดจนเรียบกริบ กลิ่นน้ำหอมสปอร์ตสะอาดๆ ผสมกับรังสีความกดดันเฉพาะตัวลอยแตะจมูก บัดนี้เสื้อตัวเก่งของเขามีรอยยับและรอยเปื้อนฝุ่นจากกระเป๋าของเธอ
เขาคือ ภาม ทายาทคนเดียวของตระกูลศิริพัฒน์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ปีสอง ผู้พ่วงตำแหน่งคุณชายเจ้าระเบียบรักความสมบูรณ์แบบเป็นที่หนึ่ง
"ตาภาม! ดุน้องทำไมลูก น้องเพิ่งมาถึง กำลังตกใจอยู่นะ"
คุณนภารีบเดินเข้ามาขวาง ดึงตัวเด็กสาวไปซ่อนไว้ด้านหลังก่อนจะหันมาแนะนำบุคคลทั้งสองให้รู้จักกันเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
"หนูหอมจ๊ะ นี่ พี่ภาม ลูกชายคนเดียวของป้าเอง... ส่วนตาภาม นี่น้องข้าวหอม ลูกสาวของน้าแก้วที่แม่บอกว่าจะรับมาดูแลไงลูก"
ภามปรายตามองผู้มาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมเปียสองข้างหลุดลุ่ยชี้ฟู ชุดนักเรียนยับย่น ถุงเท้าพับร่นลงมาถึงตาตุ่ม แถมแววตายังดื้อรั้นไม่มีความหวาดหวั่น ภาพลักษณ์ที่ห่างไกลจากคำว่ากุลสตรีโดยสิ้นเชิง ทำให้ว่าที่วิศวกรหนุ่มลอบถอนหายใจยาว
"นี่เหรอครับข้าวหอม ลูกสาวของน้าแก้วที่แม่บอกว่าจะรับมาดูแล" ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ แววตาเต็มไปด้วยการจับผิด
"ผมคิดว่าลูกสาวเพื่อนแม่จะเรียบร้อยกว่านี้ซะอีก ที่ไหนได้ หน้าตามอมแมม ท่าทางแก่นกะโหลกแบบนี้ คงจะสร้างเรื่องปวดหัวให้บ้านเราไม่เว้นแต่ละวันแน่"
คำปรามาสที่หลุดจากปากคนหน้าตึง ทำเอาคนที่ถูกสอนให้สู้คนมาตลอดถึงกับเลือดขึ้นหน้า ข้าวหอมชะโงกตัวออกมาจากแผ่นหลังของคุณนภา นัยน์ตากลมโตตวัดมองรุ่นพี่อย่างไม่เกรงกลัว
"หนูไม่ได้เป็นลิง แล้วก็ไม่ได้แก่นกะโหลกด้วย! หนูก็แค่สะดุดล้ม พี่นั่นแหละ เดินออกมาไม่ดูตาม้าตาเรือเอง ใครจะไปหลบทันล่ะคะ"
"นี่เธอ... ทำผิดแล้วยังจะมาเถียงฉอดๆ สะกดคำว่าขอโทษไม่เป็นหรือไง ยัยเด็กอวดดี"
ภามหรี่ตามองคนเถียงคำไม่ตกฟาก ก้าวสืบเท้าเข้าหาหนึ่งก้าว รังสีความดุดันแผ่ซ่านจนข้าวหอมต้องลอบกลืนน้ำลาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังฝืนเชิดหน้าสู้
"ก็... ขอโทษค่ะ! แต่พี่ก็ดุหนูเกินไปนี่นา เรียนวิศวะประสาอะไร หน้าตาก็ดียังจะขี้บ่นเป็นคนแก่ไปได้"
ประโยคท้ายเธอจงใจบ่นอุบอิบเสียงเบา แต่มันกลับดังพอที่จะทำให้เส้นเลือดที่ขมับของคนฟังเต้นตุบ
"ข้าวหอม"
"คะ?"
"ฉันยังไม่แก่"
"อ๋อค่ะ งั้นเป็นแค่หนุ่มวัยรุ่นที่ขี้บ่นมากเฉยๆ"
"ยัยเด็กนี่..."
"พอแล้วๆ ทั้งสองคนนั่นแหละ"
คุณนภารีบตัดบทก่อนที่สงครามขนาดย่อมจะปะทุ
"ตาภาม เราโตเป็นหนุ่มมหาวิทยาลัยแล้วนะลูก จะมาเถียงกับน้องวัยนี้ทำไม น้องเพิ่งเสียคุณพ่อมา พี่เป็นผู้ใหญ่กว่าก็ต้องรู้จักให้น้องสิ"
คำว่า 'เพิ่งเสียคุณพ่อ' ทำให้ข้าวหอมชะงักไป ความเงียบสั้นๆ แทรกตัวเข้ามาระหว่างคนทั้งคู่ ภามทอดสายตามองคนตรงหน้า จากเด็กดื้อที่เชิดหน้าท้าทายเขาเมื่อครู่ ตอนนี้กลับก้มหน้านิ่ง ดวงตากลมโตไหววูบ ท่ามกลางความโอ่อ่าของคฤหาสน์ศิริพัฒน์ เธอดูโดดเดี่ยวจนน่าใจหาย
