บทที่ 4 ไม้เบื่อไม้เมา
แสงแรกของวันยังไม่ทันพ้นขอบฟ้า ทว่าสัญชาตญาณที่ถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กก็ปลุกให้ข้าวหอมลืมตาตื่น ทันทีที่ขยับตัว สัมผัสจากผ้าห่มผืนหนาและเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำก็ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายอีกครั้ง เธอไม่ได้นอนอยู่ในห้องพัดลมแคบๆ ที่มีเสียงกรนของพ่อเป็นเพื่อนคลายเหงาอีกแล้ว
เด็กสาวกะพริบตาถี่เพื่อไล่ความรุมร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ที่กระบอกตาจากการร้องไห้เมื่อคืน ร่างเล็กลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกความสดชื่น ก่อนจะเปลี่ยนมาสวมเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นเหนือเข่า ซึ่งเป็นชุดเก่งที่ใส่อยู่บ้านเป็นประจำ สองเท้าค่อยๆ ย่องลงบันไดเพื่อไม่ให้รบกวนแม่บ้านที่เริ่มง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเช้า แล้วหลบฉากออกไปเดินสำรวจสวนหลังบ้าน
ความกว้างขวางและร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ รวมถึงกลิ่นดินยามเช้า ทำให้เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด กระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับ ‘ต้นมะม่วง’ ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาน่าปีนป่าย สัญชาตญาณเด็กสวนก็ทำงานโดยอัตโนมัติ
สองเท้าสลัดรองเท้าแตะทิ้งไว้ที่โคนต้น มือเล็กคว้ากิ่งที่ต่ำที่สุดแล้วโหนตัวขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างเล็กก็ขึ้นไปนั่งห้อยขาตีอากาศอยู่บนคาคบไม้สูง
สายลมเย็นฉ่ำพัดมากระทบใบหน้า ข้าวหอมหลับตาลง ภาพสวนมะพร้าวที่สมุทรสาครและรอยยิ้มอบอุ่นของพ่อลอยเข้ามาในห้วงความคิด หยดน้ำตาใสที่อุตส่าห์สะกดกลั้นไว้เกือบจะร่วงหล่น ทว่า...
"ขึ้นไปทำอะไรตรงนั้น ข้าวหอม!"
เสียงทุ้มตวาดกร้าวที่ดังกัมปนาทอยู่เบื้องล่าง ทำเอาคนที่กำลังจมอยู่ในความเศร้าสะดุ้งเฮือกจนเกือบพลัดตกกิ่งไม้ ข้าวหอมชะโงกหน้าลงไปมอง ก่อนจะปะทะเข้ากับนัยน์ตาดุดันของ ‘ภาม’
ชายหนุ่มอยู่ในชุดออกกำลังกาย เสื้อยืดสีดำรัดรูปและกางเกงวอร์มเนื้อดีขับเน้นสรีระแกร่งสมวัย ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับถมึงทึง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบ
"ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ อยากตกลงมาแขนขาหักหรือไง!"
ภามออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด นิ้วแกร่งชี้ลงที่พื้นหญ้าเป็นการยื่นคำขาด
"มาตะโกนเสียงดังทำไมคะ ตกใจหมด!"
ข้าวหอมเถียงกลับ ซ้ำยังขยับตัวนั่งขัดสมาธิบนกิ่งไม้อย่างท้าทาย
"หนูปีนต้นไม้มาตั้งแต่จำความได้ ต้นแค่นี้จิ๊บๆ ค่ะ ไม่ตกลงไปคอหักหรอก"
"อย่ามาอวดดี ที่นี่ไม่ใช่สวนต่างจังหวัดนะ ลง-มา-เดี๋ยว-นี้"
"ไม่ลง! อากาศข้างบนกำลังดี พี่นั่นแหละไปวิ่งออกกำลังกายของพี่ต่อสิ จะมายุ่งกับหนูทำไม"
ความดื้อดึงของเด็กสาววัยสิบห้าทำเอาเส้นความอดทนของคนเจ้าระเบียบขาดผึง ภามก้าวสืบเท้าเข้าประชิดโคนต้นไม้ เตรียมจะปีนขึ้นไปลากตัวยัยเด็กดื้อลงมาทำโทษ แต่ในจังหวะนั้นเอง... มดแดงตัวเบ้อเริ่มที่ทำรังอยู่ใกล้ๆ ก็ไต่ขึ้นมางับเข้าที่ปลีน่องของข้าวหอมอย่างจัง!
"โอ๊ย!"
เด็กสาวร้องหลง สะดุ้งโหยงจนเสียหลัก มือที่ยึดกิ่งไม้ไว้หลุดลื่น ร่างเล็กร่วงหล่นลงมาจากคาคบไม้ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของตัวเอง!
"ข้าวหอม!!"
ภามเบิกตากว้าง สัญชาตญาณสั่งให้เขากระโจนเข้าไปรับร่างนั้นไว้ได้ทันท่วงที ทว่าด้วยแรงกระแทกจากที่สูง ทำให้ทั้งคู่เสียหลักล้มกลิ้งลงไปบนพื้นหญ้าด้วยกัน โดยมีร่างหนาของภามเป็นเบาะรองรับ ส่วนเด็กตัวแสบนอนทับอยู่บนแผงอกกว้างเต็มๆ
"โอ๊ย... เจ็บ"
ข้าวหอมนิ่วหน้า พยายามขยับตัวยันกายขึ้นลูบแขนและข้อเท้าตัวเองป้อยๆ
ภามลุกขึ้นนั่งตาม แม้จะหงุดหงิดแค่ไหน ทว่าสายตากลับกวาดสำรวจร่างเล็กอย่างรวดเร็ว มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อเท้าและท่อนแขนของเด็กดื้อมาจับไว้แน่นจนคนเจ็บสะดุ้ง
"โอ๊ย! พี่ภาม หนูเจ็บนะ!"
"อยู่นิ่งๆ"
เสียงทุ้มดุจัด ชายหนุ่มขยับข้อเท้าและข้อศอกของเธอเบาๆ เพื่อทดสอบองศาการเคลื่อนไหว นัยน์ตาคมกริบกวาดประเมินร่องรอยฟกช้ำด้วยมุมมองที่ติดเป็นนิสัย
"ระยะตกสามเมตรคูณมวลน้ำหนักตัว... ถ้าลงกระแทกพื้นผิดมุม กระดูกร้าวไปแล้ว"
ข้าวหอมเบิกตากว้าง ชะงักลืมความเจ็บไปชั่วขณะเมื่อเจอศัพท์วิชาการรัวใส่ราวกับเธอกำลังเป็นโจทย์ฟิสิกส์
"โชคดีที่จุดตกเป็นสนามหญ้า ดินร่วนช่วยซับแรงกระแทกไปได้เยอะ..."
ภามอธิบายพลางใช้ปลายนิ้วกดคลึงบริเวณข้อเท้าที่เริ่มบวมแดงเล็กน้อย
"เจ็บจี๊ดหรือแค่ปวดตึงๆ"
"ปะ... ปวดตึงๆ ค่ะ"
เด็กสาวตอบตะกุกตะกัก
"แค่เอ็นอักเสบ"
เขาถอนหายใจยาว ปล่อยมือจากข้อเท้าเธอแล้วลุกขึ้นยืน ปัดเศษหญ้าออกจากกางเกงด้วยท่าทีรำคาญใจ
"เจ็บก็ดี จะได้จำ!"
ชายหนุ่มกดเสียงต่ำจ้องคนตัวเล็กที่เพิ่งลุกขึ้นมายืนขากะเผลก
"เห็นไหมว่าความอวดดีของเธอมันทำให้คนอื่นเดือดร้อน ถ้าฉันรับไม่ทัน ป่านนี้เธอคงได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลแล้ว"
ข้าวหอมหน้าเสีย รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ แต่ความปากไวก็ทำให้เถียงออกไปเสียงอ่อย
"ก็... ก็มดมันกัดนี่นา หนูไม่ได้ตั้งใจจะตกสักหน่อย ขอบคุณก็แล้วกันที่รับเอาไว้"
"ไม่ต้องมาขอบคุณ ตามฉันมานี่เลย!"
ภามไม่รอให้เธอตั้งตัว เขาคว้าข้อมือเล็กแล้วออกแรงลากเด็กแสบให้เดินตามเข้าไปในคฤหาสน์ ตรงดิ่งไปยังห้องนั่งเล่นที่ไร้ผู้คน ก่อนจะกดไหล่บางให้นั่งลงบนโซฟา ส่วนตัวเองยืนค้ำกอดอกจ้องหน้าด้วยสายตาเชือดเฉือน
"ในเมื่อแม่ฉันไม่อยู่ ฉันคือคนที่มีสิทธิ์ขาดในการดูแลเธอ และฉันต้องตั้ง ‘กฎ’ เพื่อควบคุมความประพฤติ จะได้ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครอีก"
"กฎอะไรคะ คุณป้านภายังไม่เห็นว่าอะไรเลย พี่ภามไม่ใช่ผู้ปกครองหนูสักหน่อย"
ข้าวหอมเชิดหน้าเถียง
"ฉัน-คือ-ผู้-ปก-ครอง-ของ-เธอ-ตอน-ที่-แม่-ไม่-อยู่!" ภามกดเสียงต่ำ เน้นทีละคำจนเด็กดื้อแอบหดคอ
"ตั้งใจฟังให้ดี ข้อแรก... ห้ามทำพฤติกรรมเสี่ยงอันตราย ห้ามปีนต้นไม้ ห้ามวิ่งซนเป็นลิงในบ้านหลังนี้อีก"
"โหย... บ้านออกจะกว้างขวาง จะให้หนูนั่งพับเพียบร้อยมาลัยหรือไงคะ"
"ข้อสอง!" ภามพูดแทรกเสียงขุ่น กวาดสายตามองการแต่งกายของเด็กสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความไม่สบอารมณ์
"เลิกใส่กางเกงขาสั้นกุดกับเสื้อย้วยๆ แบบนี้เดินเพ่นพ่านในบ้านสักที หัดแต่งตัวให้มันมิดชิดและให้เกียรติสถานที่บ้าง เป็นสาวเป็นนาง ไม่รู้จักระวังตัว"
คนถูกวิจารณ์ถึงกับอ้าปากค้าง ก้มลงมองชุดของตัวเอง "นี่มันชุดนอนหนูนะ พี่นั่นแหละคิดอกุศลอะไร หรือว่าแอบมองขาหนูฮะ!"
"ใครจะไปอยากมองขาเล็กๆ เป็นตะเกียบแบบนั้น"
ภามสวนกลับหน้าตาย แม้ใบหูจะแอบซับสีเลือดขึ้นมานิดๆ
"ข้อสุดท้าย... ซึ่งสำคัญที่สุด พื้นที่ชั้นสองปีกขวาคือโซนส่วนตัวของฉัน ห้ามเธอเข้าไปยุ่ง ห้ามเข้าไปกวน หรือส่งเสียงดังแถวนั้นเด็ดขาด เข้าใจไหม!"
ข้าวหอมเบ้ปาก มองหน้าวิศวกรหนุ่มจอมเผด็จการด้วยความหมั่นไส้ กฎแต่ละข้อช่างขัดกับนิสัยรักอิสระของเธอเสียเหลือเกิน
"แล้วถ้าหนูไม่ทำตามล่ะคะ จะโดนไล่ออกจากบ้านไหม"
เธอแกล้งถามลอยหน้าลอยตา
ภามโน้มตัวลงมาใกล้ ท่อนแขนแข็งแรงเท้าลงบนพนักพิงโซฟาทั้งสองข้าง กักขังร่างเล็กไว้ในวงแขน นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโต รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปาก
"ฉันไม่ไล่เธอออกหรอก... แต่ฉันจะจัดการลงโทษเด็กดื้อด้วยวิธีของฉันเอง ลองฝืนกฎดูสิ แล้วจะรู้ว่าฉันมีวิธีรับมือกับเด็กอย่างเธอยังไง"
ข้าวหอมลอบกลืนน้ำลาย แอบรู้สึกหวั่นกับรอยยิ้มและแววตาคุกคามของเขา แต่ด้วยศักดิ์ศรีลูกชาวสวน เธอจึงเชิดหน้าขึ้นรับคำแบบขอไปที
"รับทราบค่ะ คุณชายภาม!"
เด็กสาวกระแทกเสียงใส่ ก่อนจะมุดตัวหนีออกจากวงแขนของเขาแล้ววิ่งตึงตังขึ้นชั้นสองไป ทิ้งให้ภามยืนส่ายหัวอย่างระอาใจ
‘คนอย่างข้าวหอมยอมแพ้แค่นี้ก็ไม่ใช่ลูกพ่อแล้ว คอยดูเถอะ จะป่วนให้คุณชายหน้าน้ำแข็งประสาทเสียไปเลย!’
เด็กสาวหมายมั่นปั้นมือ ประกาศสงครามขนาดย่อมกับพี่ชายต่างสายเลือดอย่างเป็นทางการ โดยไม่รู้เลยว่าความผูกพันแบบไม้เบื่อไม้เมานี้ จะค่อยๆ ซึมลึกและหล่อหลอมกลายเป็นความรู้สึกที่ยากจะถอนตัวในอนาคต
