บทที่ 6 คนปากแข็ง
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์
ความสัมพันธ์แปลกประหลาดของทั้งสามคนค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องปกติ
จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันศุกร์
ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้มอย่างรวดเร็ว
เมฆฝนสีดำลอยต่ำ ลมแรงจนต้นไม้หน้าร้านเอนลู่ ป้ายหน้าร้านแกว่งไปมา
มัดไหมกำลังยุ่งอยู่หน้าเตาอบหลังร้าน วันนี้มีออเดอร์คุกกี้กล่องเหล็กหนึ่งร้อยกล่องต้องแพ็กส่งลูกค้าก่อนห้าโมงเย็น นิววิ่งวุ่นอยู่หน้าร้านคอยรับลูกค้าที่พากันวิ่งเข้ามาหลบฝน
ฟ้าร้องครืนอยู่ไกล ๆ เป็นสัญญาณว่าพายุกำลังจะเข้าา
มัดไหมชะงักมือที่กำลังตีเนย หันไปมองพื้นที่นั่งเล่นของพนักงานซึ่งกั้นเป็นสัดส่วนอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์
มดตะนอยกลัวเสียงฟ้าร้อง
เวลาฝนตกหนัก หลานสาวจะมุดเข้าไปซ่อนใต้โต๊ะ เอาสองมือปิดหูแล้วร้องไห้จนกว่าฝนจะหยุด แต่วันนี้มัดไหมมือเปื้อนเนยจนเหนียวเหนอะหนะ เธอยังทิ้งเตาอบไปไม่ได้เพราะขนมกำลังจะไหม้
แสงสว่างวาบพาดผ่านหน้าต่างกระจก
เปรี้ยง...
ฟ้าผ่าดังกึกก้องจนกระจกร้านสั่นสะเทือน
มัดไหมรีบวางตะกร้อมือ ลวกน้ำล้างมือผ่าน ๆ
เธอเตรียมใจว่าจะได้ยินมดตะนอยร้องไห้จ้า จึงรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากโซนครัว
แต่ทุกอย่างกลับเงียบสงบ
ไม่มีร้องไห้ ไม่มีสะอื้น
มัดไหมชะลอฝีเท้า เลี้ยวเข้ามุมพื้นที่นั่งเล่นหลังร้านอย่างระมัดระวัง
ภาพตรงหน้าทำให้เธอหยุดชะงัก
มดตะนอยไม่ได้มุดอยู่ใต้โต๊ะ เด็กหญิงกำลังนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นพรมสีเทา มือเล็กๆ ถือบล็อกไม้สีเหลืองเอาไว้แน่น
ฝั่งตรงข้ามมีพีร์ภูรินท์นั่งอยู่
เขาไม่ได้อยู่ที่โต๊ะมุมร้านอย่างทุกวัน เสื้อสูทราคาแพงถูกถอดพาดไว้กับพนักเก้าอี้ใกล้ๆ แขนเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินถูกพับขึ้นไปถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรง เนกไทสีเข้มถูกปลดให้หลวมลง
ที่สำคัญคือ... เขากำลังนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นพรม
ท่านั่งดูเรียบร้อย แต่ก็เก้งก้างเพราะช่วงขายาวเกินไป เขาหยิบบล็อกไม้สีแดงจากพื้น ค่อยๆ วางซ้อนทับบล็อกสีน้ำเงินอย่างเบามือและมีสมาธิ เพื่อไม่ให้หอคอยไม้ล้มลงมา
"ถ้าหนูวางตรงนั้น ฐานมันจะไม่สมดุล แล้วมันจะล้ม"
นิ้วยาวชี้ไปที่ฐานของปราสาทไม้
"ต้องวางสีเหลืองตรงนี้ก่อน ฐานจะได้แน่น ค่อยๆ วาง"
มดตะนอยพยักหน้าหงึกหงัก เม้มปากแน่น วางบล็อกสีเหลืองตามตำแหน่งที่เขาบอกอย่างระมัดระวังที่สุด
เปรี้ยง...
เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเม็ดฝนเม็ดใหญ่ที่เทกระหน่ำลงมาชนกระจกหน้าต่าง
มดตะนอยสะดุ้งสุดตัว ปล่อยบล็อกไม้ร่วงลงพื้น หลับตาปี๋ สองมือยกขึ้นเตรียมจะปิดหูและร้องไห้ตามสัญชาตญาณความกลัว
มือใหญ่ของพีร์ภูรินท์เอื้อมไปครอบลงบนศีรษะเล็กของมดตะนอยอย่างรวดเร็ว
"ปราสาทใกล้เสร็จแล้ว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำหนักแน่นของเขาดึงความสนใจของมดตะนอยกลับมา
นิ้วโป้งลูบผมเด็กหญิงเบา ๆ
"หาบล็อกสีเขียวให้หน่อย มันต้องใช้ทำหลังคา ไม่งั้นปราสาทจะเปียกฝนหมด"
มดตะนอยลืมตาขึ้น มองหน้าพีร์ภูรินท์ ก่อนจะก้มลงมองหาบล็อกสีเขียวบนพื้นพรม
ความกลัวฟ้าร้องเมื่อครู่หายไปชั่วขณะ
สมาธิในการสร้างปราสาทกับความอุ่นจากฝ่ามือของเขาดึงมดตะนอยกลับมาได้อย่างน่าประหลาด
มัดไหมยืนพิงกรอบประตู มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
พีร์ภูรินท์ที่ดูเหมือนจะไร้หัวใจ
คนที่ทำหน้าตึงใส่ทุกคน
คนที่บอกว่ารำคาญเด็กและไม่ชอบความวุ่นวาย
ตอนนี้เขากำลังนั่งพับเพียบอยู่บนพื้น ยอมให้ขากางเกงสั่งตัดราคาแพงยับยู่ยี่ เพียงเพื่อมานั่งต่อบล็อกไม้เป็นเพื่อนเด็กสามขวบที่กำลังกลัวเสียงฟ้าร้อง
มัดไหมพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ หมุนตัวเดินกลับไปที่ตู้กดน้ำ หยิบแก้วใสสองใบกดน้ำเย็นจนเต็ม ก่อนจะเดินกลับมาที่พื้นที่นั่งเล่น
น้ำแข็งกระทบแก้วเบา ๆ
พีร์ภูรินท์ละสายตาจากปราสาทไม้
มัดไหมย่อตัวลง วางแก้วน้ำสองใบลงบนโต๊ะเตี้ย พีร์ภูรินท์เงยหน้าขึ้นมอง
สายตาประสานกัน
"ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยดูมดตะนอยให้"
รอยยิ้มบางแต้มอยู่บนริมฝีปากของมัดไหม
เป็นรอยยิ้มแรกที่ส่งให้เขาจากใจจริง ไม่ใช่รอยยิ้มการค้าเหมือนทุกที
พีร์ภูรินท์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววทำตัวไม่ถูกออกมาแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาเรียบตึงตามเดิม
เขาขยับตัวนั่งหลังตรงขึ้นอีกนิด กระแอมในลำคอเบาๆ
"เด็กนี่ร้องไห้ดัง ฉันรำคาญ ก็เลยต้องหาอะไรให้ทำ"
ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบตึง มือหนาเอื้อมหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มรวดเดียวครึ่งแก้ว แต่ใบหูเริ่มมีสีแดงจางลามขึ้นมาให้เห็นชัดเจน
มัดไหมลอบมองคนปากแข็งแล้วส่ายหน้าเบาๆ ไม่คิดซักไซ้ให้เขาเสียฟอร์มไปมากกว่านี้
ฝนกระหน่ำใส่หลังคาจนอื้ออึงอยู่ด้านนอก
แต่พื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นประหลาด
กำแพงที่เธอเคยตั้งไว้กับพีร์ภูรินท์เริ่มมีรอยร้าว
แม้ปากจะบอกว่ารำคาญ แต่การกระทำกลับสวนทาง
บางที...
การที่มดตะนอยดึงเขาเข้ามาในชีวิตพวกเธอ อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิด
