บทที่ 9 วันที่เซฟโซนป่วย

ความร้อนผ่าวแผ่ถึงฝ่ามือทันทีที่มัดไหมแตะหน้าผากเล็ก

มัดไหมเบิกตากว้างท่ามกลางความมืดในห้องนอนตอนตีห้า

เธอรีบเปิดโคมไฟหัวเตียง

แสงสีส้มส่องให้เห็นใบหน้ากลมยุ้ยที่แดงจัด

ลมหายใจของมดตะนอยหอบถี่ พ่นไอร้อนออกมาจนน่าตกใจ

มัดไหมรีบคว้าปรอทวัดไข้ดิจิทัลในลิ้นชักมากดเปิด สอดเข้าไปใต้รักแร้ของมดตะนอย รอจนสัญญาณเตือนดังขึ้น

หน้าจอแสดงผลสามสิบเก้าจุดห้าองศาเซลเซียส

ใจมัดไหมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ตั้งแต่รับหน้าที่ดูแลมดตะนอย เธอไม่เคยรับมือกับเด็กป่วยหนักขนาดนี้มาก่อน

"มดตะนอยขา ตื่นมากินยาลดไข้ก่อน"

มือบางเขย่าแขนหลานเบาๆ แต่มดตะนอยเพียงแค่ครางอืออาในลำคอ

เปลือกตาปิดสนิท ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะลืมตาขึ้นมามอง

ร่างบางรีบวิ่งไปคว้ายาน้ำลดไข้ในตู้ปฐมพยาบาล รินใส่ถ้วยตวง

พยุงตัวหลานขึ้นมาป้อนยาอย่างทุลักทุเล ก่อนจะรีบไปรองน้ำอุ่นใส่กะละมังใบเล็กเพื่อมาเช็ดตัวลดไข้

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนหกโมงเช้า

มัดไหมเอื้อมมือกดปิด หยิบโทรศัพท์มือถือโทรออกหานิว พนักงานพาร์ตไทม์เพียงคนเดียวของร้าน

"นิว วันนี้พี่ฝากแวะไปที่ร้าน เอาป้ายปิดร้านหนึ่งวันแขวนไว้หน้าประตูให้หน่อยนะ

พี่ไปเปิดร้านไม่ไหว มดตะนอยไข้ขึ้นสูงมาก ต้องพาไปโรงพยาบาล"

สั่งงานรัวเร็ว ปลายสายรับปากด้วยความเป็นห่วง

นิ้วเรียวกดวางสาย หันกลับมาบิดผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น

ซับลงบนข้อพับแขนและซอกคอของมดตะนอยเพื่อระบายความร้อน

วันนี้คงเป็นอีกวันที่ยาวนานที่สุดวันหนึ่ง

...

เวลาบ่ายสามโมงตรง

ถนนหน้าร้าน Mellow Mousse ค่อนข้างเงียบ

รถสปอร์ตเปิดประทุนสีดำสนิทขับเข้ามาจอดเทียบฟุตปาธหน้าร้านตามความเคยชิน

พีร์ภูรินท์ดับเครื่องยนต์ ดึงกุญแจสมาร์ตคีย์ออกจากช่องเสียบ

ร่างสูงก้าวลงจากรถ วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มกับกางเกงสแล็กสีดำสนิท

เนกไทถูกปลดวางทิ้งไว้บนเบาะรถตั้งแต่พักเที่ยง

มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกง เดินตรงไปที่ประตูกระจกหน้าร้าน

ฝีเท้าชะงักลงเมื่อเห็นกระดาษลังแผ่นหนึ่งแขวนทับอยู่บนป้ายเวลาเปิดปิด

'วันนี้ร้านปิด ขออภัยในความไม่สะดวก'

ลายมือตัวกลมของนิวเขียนด้วยปากกาเมจิกสีดำ แขวนเด่นหราอยู่ตรงนั้น

พีร์ภูรินท์ขมวดคิ้ว เลื่อนข้อมือซ้ายขึ้นดูนาฬิกา

บ่ายสามโมงสิบห้านาที

วันอังคารไม่ใช่วันหยุดของร้านนี้ เขาจำตารางเวลาของมัดไหมได้แม่นยำยิ่งกว่าตารางประชุมบอร์ดผู้บริหารเสียอีก

ร่างสูงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูกระจก มองทะลุเข้าไปในร้านที่มืดสนิท

เก้าอี้พลาสติกสีเหลืองถูกยกขึ้นไปวางซ้อนไว้บนโต๊ะมุมร้าน

ไม่มีเศษสีเทียนหัก ไม่มีกระดาษวาดเขียน

และไม่มีใครตะโกนเรียกเขาว่าพ่อพร้อม

ความรู้สึกแปลก ๆ ก่อตัวขึ้นในอก

คล้ายกับความรู้สึกเวลาเปิดแฟ้มเอกสารสำคัญแล้วพบว่ามีหน้ากระดาษหายไปหนึ่งหน้า

เขาไม่ชอบเวลาที่อะไรบางอย่างหลุดออกจากตาราง

พีร์ภูรินท์ยืนกอดอกจ้องป้ายกระดาษลังอยู่อีกเกือบห้านาที ราวกับหวังว่าตัวหนังสือบนป้ายจะเปลี่ยนความหมายได้เอง

ลมหายใจหนักถูกพ่นออกทางจมูก ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถ ปิดประตูเสียงดังปัง

เขานั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย นิ้วชี้เคาะจังหวะลงบนคอนโซลรถ สายตายังคงมองหน้าร้านที่ปิดสนิท

มือหนาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา กดโทรออกหาเลขาคนสนิท

"เชน"

"ไปค้นประวัติการสั่งจัดเบรกงานสัมมนาเมื่อเดือนก่อน หาเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของร้าน Mellow Mousse แล้วส่งมาให้ฉันเดี๋ยวนี้"

"บอสจะสั่งเค้กหรือครับ ให้ผมจัดการให้เลยไหมครับ"

เชนเงียบไปครู่หนึ่ง

"ไม่ต้อง ฉันจัดการเอง แค่ส่งเบอร์มา"

นิ้วยาวกดวางสาย

ไม่เกินหนึ่งนาที ข้อความตัวเลขสิบหลักถูกส่งเข้ามาในเครื่อง

เขาแตะนิ้วลงบนหน้าจอ กดปุ่มโทรออกทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดทบทวน

สัญญาณรอสายดังอยู่เกือบหนึ่งนาทีเต็ม ก่อนจะถูกรับพร้อมเสียงถอนหายใจยาว

"ฮัลโหล"

น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าปิดไม่มิด ต่างจากความกระฉับกระเฉงเวลาอยู่หน้าตู้เค้กอย่างสิ้นเชิง

"ร้านปิด"

พีร์ภูรินท์เข้าประเด็นทันทีโดยไม่เกริ่นนำ

ปลายสายเงียบไปสามวินาที สมองที่เบลอจากการอดนอนกำลังประมวลผลเสียงทุ้มต่ำคุ้นหู

"คุณพร้อมหรือคะ... ใช่ค่ะ วันนี้ร้านปิด นิวไม่ได้เอาป้ายแขวนไว้หน้าประตูให้หรือคะ"

"แขวน แต่ฉันอยากรู้เหตุผล"

"ทำไมฉันต้องรายงานเหตุผลการปิดร้านให้ลูกค้าทราบด้วยคะ"

ความหงุดหงิดเริ่มตีตื้นขึ้นมาในน้ำเสียง

"ฉันเป็นลูกค้าประจำ"

พีร์ภูรินท์ยังคงนิ่ง

"การที่ร้านประจำปิดโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้ฉันเสียเวลา"

มัดไหมสูดหายใจลึก พยายามกดความโมโหเอาไว้ เธอกำลังปวดหัวตึบ

และไม่มีอารมณ์มาต่อล้อต่อเถียงกับคนบ้าตรรกะ

"มดตะนอยไข้ขึ้นสูงค่ะ"

หญิงสาวยอมบอกเหตุผลตัดรำคาญ

"เมื่อเช้าพาไปโรงพยาบาลมาแล้ว ตอนนี้กลับมาเช็ดตัวที่บ้าน

ฉันต้องดูแลแก ไม่มีเวลาไปเปิดร้านหรือแจ้งใครล่วงหน้าหรอกนะคะ"

"ถ้าคุณเชนอยากกินเค้ก รบกวนไปซื้อร้านอื่นแทนก่อน วันนี้ฉันยุ่งมาก ขอตัวค่ะ"

สายถูกตัดทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป