บทที่ 3 ป่าเถื่อน

ตอนที่ 3 ป่า...เถื่อน

ผมพยายามใช้ตัวดันบานประตูห้องของผมเพื่อให้มันปิดลง และต้องการให้ประตูไม้บานนี้ทำหน้าที่ปกป้องผมจากอสูรร้ายอย่างพ่อเลี้ยงขี้โมโหคนนี้ ที่พยายามจะพังเข้ามา

“โอ้ย” ผมถูกเจ้าของบ้านร่างใหญ่กระแทกประตูใส่ จนผมกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นห้อง

พ่อเลี้ยงขี้โมโหสาวเท้าก้าวเข้ามาภายในห้องผมพร้อมกับส่งรอยยิ้มเยาะๆ มายังผมที่ยังคงนอนกองไม่เป็นท่าอยู่ตรงพื้นห้อง พ่อเลี้ยงใช้เท้าข้างหนึ่งของพ่อเลี้ยงเกี่ยวปิดประตูห้องให้มันปิดสนิทลงได้ในที่สุด

“คุณปริญ”

ผมมองบานประตูห้องนอนของผมที่มันถูกปิดสนิทลงแล้วโดยที่ผมไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย ผมจ้องหน้าพ่อเลี้ยงหนุ่มด้วยความรู้สึกกลัวจริงๆ ผมไม่รู้ว่าคนอย่างเขาจะลงมือทำอะไรบ้าๆ กับผมหรือเปล่าภายในห้องอันปิดสนิทนี้ เขาอาจจะบีบคอผมจนตาย หรือตบผมจนฟันร่วงหมดปาก หรือว่า….

“ในเมื่อชอบขัดจังหวะฉันนัก งั้นคืนนี้เธอก็มาทำหน้าที่แทนสาวๆ พวกนั้นก็แล้วกัน”

“คุณปริญจะทำอะไร อย่านะครับ”

ผมร้องห้ามแล้วพยายามเลื่อนตัวถอยหลังหนีพ่อเลี้ยงบ้ากามทันที เพราะสีหน้าแววตาของพ่อเลี้ยงเวลานี้นั้นผมบอกได้เลยว่ามันต้องไม่มีเรื่องอะไรดีๆ วนเวียนอยู่ในความคิดของผู้ชายคนนี้แน่ๆ

ผมหันหลังแล้วพยายามจะคลานหนีแต่ถูกคนร่างเปลือยจับข้อเท้าแล้วลากผมให้ไถลลงมานอนแผ่อยู่ใต้ร่างเปลือยนั้น พ่อเลี้ยงหนุ่มจับยึดข้อมือของผมแน่นแล้วกดมันลงไปแนบกับพื้นห้องซึ่งเป็นไม้ขัดจนมันเลื่อม ใบหน้าโหดเหี้ยมเกรียมนั้นโน้มลงมาหาผมจนชิด กลิ่นบุหรี่ที่ผมจำได้ในแบบเฉพาะตัวของพ่อเลี้ยงลอยมาปะทะจมูกผม

“คุณปริญจะทำอะไร”

ผมพยามยามดิ้นอย่างสุดแรงเกิดแล้วกระทุ้งเข่าขึ้นมาใส่ลงไปใต้หว่างขาของคนตัวโต แล้วมันก็เข้าเป้าเป้ะเพราะมันไปชนกับพวงสวรรค์ที่เขาคงเอาไว้ใช้มอบความสุขให้กับสาวๆ และพาตัวเองเข้าประตูสวรรค์ในทุกวัน เจ้าของพวงเนื้อที่ผมเพิ่งจะตีเข่าใส่สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะพ่อเลี้ยงตัวโตไม่ได้ตัวหงิกตัวงอ เหมือนในหนังที่ผมเคยดูว่ามันจะนั่งกุมไข่แล้วผมจะได้จังหวะวิ่งหนีไป ตรงข้ามสิ่งที่ผมทำกลับเหมือนยิ่งไปกระพืออารมณ์ของพ่อเลี้ยงใจร้ายให้ดุยิ่งขึ้น

“อยากตายนักใช่มั้ย ได้ฉันจะทำให้เธอร้องขอความตายจากฉันเลยปูน”

คนเจ้าอารมณ์ง้างฝ่ามือแล้วฟาดเปรี้ยง ตบลงมาใส่หน้าผมจนผมชาไปทั้งหน้า เสียงในหูดังวิ้งๆ วั้งๆ ผมหน้ามืดตาลายไปหมด แรงตบเมื่อครู่ส่งให้หน้าผมสะบัดลงไปกระแทกกับพื้นห้องเสียงดัง ปึ้ก หน้าก็ชา หัวก็มึนผมพลิกหน้าตัวเองกลับหันมามองหน้าพ่อเลี้ยงเถื่อนช้าๆ รู้สึกใบหน้าซีกที่ถูกตบมันร้อนวูบๆ และเต้นตุ้บๆ เนื้อตัวของผมสั่นไปหมดเพราะความกลัวเพราะเบื้องหน้านั้นผมกำลังเห็นพ่อเลี้ยงคนนี้กลายร่างจากคนๆ ธรรมดาเป็นซาตานในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

คนป่าเถื่อนนั้นพูดและทำอย่างนั้นจริงๆ เพราะหลังจากนั้นแค่ไม่กี่วินาที ผมก็รู้ว่านรกนั้นมันมีอยู่บนพื้นดินบนโลกมนุษย์ของเรานี่แหล่ะ ผู้ชายป่าเถื่อนคนนั้นกระทำกับผมเหมือนผมเป็นแค่สัตว์เล็กๆ ตัวหนึ่ง แขนทั้งสองข้างของผมถูกบีบ ถูกกดลงไปกับพื้นห้อง จนมันปวดกระดูกไปหมด ปากของผมถูกบี้บดลงมาจนน่าจะแตกยับเพราะได้กลิ่นเลือดและรสชาติของมันกลบคลุ้งอยู่ภายในปากของผมเอง เสื้อผ้าของผมที่ใส่อยู่ถูกฉีกกระชากขาดจนกลายสภาพเป็นผ้าขี้ริ้วในพริบตา

“คุณปริญ อย่า”

ผมร้องห้ามออกไปเสียงสั่น ความรู้สึกเหมือนปากผมชาและบวมเจ่อขึ้นมานิดๆ มันทำให้ผมพูดออกมาไม่ได้ถนัดนัก แต่ผมก็พยายามจะร้องห้ามการกระทำซึ่งมันกำลังจะรุนแรงเกินกว่าการลงโทษของนายจ้างที่พึงกระทำกับบุรุษพยาบาลธรรมดาๆ อย่างผม เพราะเจ้าของร่างหนาซึ่งกำลังคร่อมทับผมอยู่กำลังจ่อปลายท่อนเนื้อขนาดใหญ่มายังช่องทางประตูหลังของผม

ผมรู้ว่าร่างกายและจิตใจของผมเวลานี้ไม่พร้อมสำหรับการรุกล้ำเข้ามาและรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้มีอารมณ์พิศวาสอะไรผมเลยสักนิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขากำลังทำอยู่นี้เขาเพียงแค่ต้องการระบายความโกรธเท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งที่ผมกลัวที่สุด

“กลัวเป็นด้วยหรอ ฉันจะทำให้เธอรู้ปูน ว่าการที่ทำให้ฉันโกรธผลของมันจะเป็นยังไง”

"คุณปริญอย่า ผมขอโทษ ผมขอโทษ ผมจะไปแล้ว ผมยอมไปแล้ว ปล่อยผมเถอะ" ผมพยายามดิ้นรนให้ตัวเองหลุดจากการกดขึงตรึงอยู่กับพื้นห้อง

"หึ ในเมื่อเธอไม่ยอมกลับไป ถ้าอย่างนั้นฉันจะทำให้เธอรู้จักโลกของฉันเองปูน"

“อ๊ากกกก”

ผมร้องเสียงดังลั่นเมื่อผู้ชายคนนั้นดันเสือกท่อนเนื้อแท่งใหญ่นั้นทิ่มพรวดเข้ามาหาผมทีเดียวเกือบมิดลำ เพราะช่องทางนั้นของผมมันไม่เคยถูกรบกวนจากสิ่งแปลกปลอมใดๆ มาก่อนเลย มันจึงคับแคบและยิ่งในเวลานี้ผมก็ไม่ยินดีเปิดรับผู้บุกรุก

ความรู้สึกเจ็บ พุ่งกระจายแผ่ไปทั่วทั้งตัวผมมันไม่ใช่แค่จุดอ่อนไหวที่กำลังถูกรุกล้ำเข้าไป แต่มันเจ็บไปหมดทั้งตัว เจ็บไปหมดทั้งใจ

ผู้ชายคนนี้เหมือนไม่ได้รู้สึกผิดชอบชั่วดีอะไรเลยสักนิดว่าสิ่งที่เขากำลังกระทำมันป่าเถื่อนและมันก็ไม่ใช่วิถีลูกผู้ชายจริงๆ ต่อให้ผมไม่ใช่ผู้หญิงเอวบางร่างน้อย ผมก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้เต็มใจให้เขากดขี่ข่มเหงร่างกายและจิตใจของผมถึงเพียงนี้ แต่เขากำลังทำและทำโดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด

“อ๊า แน่นจังวะ” เสียงพ่อเลี้ยงสบถใส่หูผม ผมนอนตัวเกร็งน้ำตาไหลเพราะความเจ็บ ความอึดอัดคับแค้นในใจ มันพุ่งขึ้นมาจนผมอยากจะลุกขึ้นไปบีบคอฆ่าผู้ชายคนนี้ให้ตายหากผมสามารถทำได้แต่นั่นมันก็แค่ความคิดของผม

เพราะความเป็นจริงแล้วเวลานี้ผมเจ็บจนแทบไม่รู้สึกตัวแล้ว ร่างกายท่อนล่างของผมตั้งแต่บั้นเอวลงไปมันเจ็บจนชาไปหมด น้ำตาผมไหลออกมาเหมือนธารน้ำตกและผมรู้สึกถึงขาของผมที่มันสั่นจนกระตุกเพราะความเจ็บ ผมกำมือตัวเองแน่น กัดปากตัวเองจนเจ็บและคิดว่าปากคงแตกเพิ่มแน่ๆ

“อ๊า แน่นดีนี่ปูน ดีกว่าที่ฉันคิด” พ่อเลี้ยงเถื่อนนั้นพยุงตัวขึ้นมาแล้วจ้องมายังผม ซึ่งนอนร้องไห้อยู่ภายใต้ร่างของเขา

“เอาออกไป เอามันออกไป ผมเจ็บ ผมขอโทษ พอแล้ว คุณปริญพอแล้ว ผมกลัวแล้ว”

ผมร้องไห้พยายามดันตัวเองออกจากใต้ร่างของอีกคน มือสั่นๆ ของผมพยายามทั้งผลัก ทั้งดัน หน้าท้องของคนใจร้ายให้ออกไปจากผมแต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่เลยสักนิดเดียว

“หึ....อ๊าไม่ได้แล้วปูน” เจ้าของดุ้นเอ็นอันใหญ่หัวเราะในลำคอแล้วกระแทกอัดสะโพกเข้าใส่ผมชนิดที่ผมถึงกับลื่นไถลไปตามแรงกระแทกนั้น

“อ๊ากกกก”

ผมกรีดร้องขึ้นมาอีกรับรู้ถึงอาการฉีกขาดของกล้ามเนื้อบริเวณหูรูดด้านหลัง และสัมผัสความแสบร้อนจากการเสียดสีจากท่อนเนื้อนั้นที่บุกรุกเข้าไปในตัวผม

ตัวผมเลื่อนไถลไปตามพื้นไม้กระเถิบถอยไปเรื่อยๆ จากแรกทีเดียวที่ผมนอนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอน แต่จากแรงอัดกระแทกของคนใจร้าย ตอนนี้ผมเลื่อนไถลมาจนชิดกับเตียงนอนของผมแล้ว

“อ๊า อ๊า อย่า ฮืออออ คุณปริญ ปล่อยผม”

"อ๊า ปูนของเธอนี่มันดีจริงๆ " เสียงคำรามของอสูรร้ายดังอยู่ข้างบนตัวผม

"คุณปริญพอแล้ว ปล่อยผม พอแล้ว"

ผมจำไม่ได้ว่าผมพูดคำนี้ ประโยคนี้ไปกี่รอบ กี่ครั้งกัน แต่ทุกๆ วินาทีที่ผ่านไป มันช่างยาวนานและแสนทรมานเหลือเกินสำหรับผม ผมถูกผู้ชายคนนี้จับพลิกไปพลิกมาตะแคงซ้าย ตะแคงขวา จนความรู้สึกสุดท้ายคือผมถูกอุ้มขึ้นมานอนบนเตียง

“อย่า”

นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ผมพูดออกไป ส่วนอีกคนนั้นจะหยุดการกระทำอันป่าเถื่อนโหดร้ายลงเมื่อไหร่ผมไม่รู้เลย เพราะผมหมดสติไปก่อนที่มันจะพ่นน้ำรักออกมาใส่ผมเป็นครั้งที่เท่าไหร่ผมก็ไม่ได้นับ

เจ็บ.....ผมเจ็บ....ผมปวดไปหมดทั้งตัว ผมค่อยๆ พยุงเปลือกตาของผมซึ่งมันหนักอึ้ง ให้ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ เพดานห้อง ประตู หน้าต่าง ที่นอน ทุกอย่างดูแปลกตาไปหมดสำหรับผม

ผมพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล อาการเจ็บ และปวดตรงช่องประตูด้านหลังของผมทำให้ผมทิ้งน้ำหนักตัวนั่งลงไปตรงๆ ไม่ได้ ผมต้องพลิกตัวนอนตะแคงแล้วใช้แขนทั้งสองข้างค่อยๆ พยุงดันตัวเองขึ้นมาจากที่นอน ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องเล็กๆ นี่แล้วก็แปลกใจเพราะมันไม่ใช่ห้องนอนของผม

ผมก้มลงมองดูร่างกายของตัวเองที่แทบจะไม่หลงเหลือความเป็นคนอยู่อีกแล้วในเวลานี้ ท่อนล่างของผมนั้นเปลือยเปล่า ไม่มีอะไรสวมใส่อยู่เลย ไม่มีเลยจริงๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวของผมนั้นสวมไว้แค่เพียงเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่หลวมโพร้กของใครไม่รู้ ซึ่งความยาวของมันเพียงพอแค่ปกปิดความอุจาดตาของเจ้างูน้อยของผมไว้เท่านั้น เนื้อตัวของผมมีแต่ร่องรอยขบ กัด ดูด เม้มแล้วรอยเขียวช้ำลายไปทั้งตัว

อ้ะ...โซ่ ข้อเท้าบางๆ ของผมมีห่วงโซ่เหมือนอย่างคนคุกเขาใส่กันพันธนาการเอาไว้ มันพันรอบข้อเท้าของผมโดยมีกุญแจเหล็กดอกใหญ่ล้อคแน่นหนา สายโซ่ปลายข้างหนึ่งถูกผูกไว้กับเสาต้นใหญ่และถูกคล้องใส่กุญแจไว้เช่นเดียวกัน

ผมตกใจแล้วรีบพยายามแกะมันออกทันที แต่แกะเท่าไหร่ก็แกะไม่ออก ผมลุกขึ้นจากเตียงลากโซ่เส้นใหญ่ดังแกรกๆ นั้นตรงไปยังประตูห้องทันที

เมื่อผมผลักบานประตูนั้นออกมาด้านนอก มันเหมือนผมทะลุมิติมายังโลกอีกใบหนึ่ง ที่นี่มันไม่เหมือนโลกผมเคยรู้จักและใช้ชีวิตอยู่ เพราะเบื้องหน้าของผมมันคือ "ป่า" ผมกำลังยืนอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กๆ กลางป่า

ผมหันซ้าย หันขวาไม่เห็นอะไรเลยนอกจากต้นไม้ ทางเดินเล็กซึ่งสองข้างทางพอมีพุ่มไม้กับดอกไม้ต้นเล็กๆ ขึ้นประปรายสลับสีเหลือง สีแดง สีชมพูเป็นพุ่มเตี้ยๆ มันเป็นทางเดินมาจากไหนผมไม่รู้แต่มาพุ่งตรงมาสุดอยู่ที่บันไดเตี้ยๆ หน้าบ้านไม้หลังนี้

บ้านหลังนี้ถ้าจะมองให้ดีมันไม่ต่างจากบ้านน้อคดาวน์ที่ผมเคยเห็นมันวางขายตามข้างทางทั่วๆ ไป มันมีขนาดเล็กกะทัดรัด ด้านในมีห้องแค่ 2 ห้องคือห้องนอนที่ผมเพิ่งเดินพ้นออกมาเมื่อครู่ และอีกห้องในนั้นคงเป็นห้องน้ำ ชานระเบียงเล็กๆ นี้ไม่มีอะไรเลย มันมีแค่โต๊ะตัวเล็กๆ กับเก้าอี้แค่ 2 ตัวตั้งอยู่ด้านข้าง

ผมพยายามจะเดินออกไปจากตัวบ้าน ผมอยากวิ่งหนีไปตามทางเดินนั่นแต่ผมทำได้แค่เดินลงบันไดออกมายืนอยู่แค่บันไดขั้นสุดท้ายเท่านั้น เพราะโซ่เส้นใหญ่ที่มันยึดข้อเท้าผมอยู่ อนุญาตให้ผมมีอิสรภาพแค่บันไดขั้นสุดท้ายเท่านั้น

"ช่วยด้วย ช่วยด้วยครับ มีใครได้ยินผมมั้ย ช่วยผมด้วย"

นั่นคือประโยคแรกที่ผมตะโกนออกมา หลังจากที่ผมตั้งสติได้และพยายามร้องหาให้คนช่วย แต่ผมได้ยินเพียงเสียงของตัวผมเองดังสะท้อนกลับมาในความเงียบและวังเวงนี้เท่านั้น

ผมเงียบแล้วพยายามเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวต่างๆ รอบตัว ผมอยากได้ยินเสียงรถวิ่ง เสียงเครื่องยนต์ เสียงเพลง เสียงอะไรก็ได้ที่มันจะบอกให้ผมรู้ว่า ใกล้ๆ นี้มีที่อยู่อาศัยหรือมีคน มีใคร หรืออะไรก็ได้ที่พอจะช่วยปลดปล่อยผมให้หนีออกไปจากที่นี่ได้ แต่ไม่มีเลยผมได้ยินแค่เสียงนกร้อง กับเสียงลมพัดและเสียงใบไม้ไหวกระทบกันดังกรอบแกรบอยู่บนยอดไม้นั่น

"ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยผมที" ผมตะโกนซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงแต่มันก็ไม่มีประโยชน์ มันไม่มีประโยนช์อะไรเลยสักนิดเดียว

ผมนั่งลงกอดเข่าร้องไห้อยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้ายนั้นอยู่นาน ร่างกายที่บอบช้ำของผมกำลังร้องอุทรขอให้ผมเมตตาปราณีมัน จากเมื่อคืนจนถึงตอนนี้ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเวลาอะไรแล้ว รู้แค่ผมหิว ผมเหนื่อย ผมเพลีย ผมใช้ราวบันไดเล็กๆ เป็นที่พักพิงหัวหนักๆ มึนๆ นั้น และใช้มันเป็นหลักพยุงร่างบางๆ ของผมซึ่งบอบช้ำจากการกระทำของคนใจร้าย

"นี่"

ป้าบ เสียงเรียกดุๆ ห้วนๆ พร้อมกับแรงสะกิดด้วยการใช้เท้าสะกิดผมหนักๆ ถึงมันจะไม่ใช่การเตะแบบกะเอาให้ตาย แต่เจ้าของเท้าคู่นี้จะรู้มั้ยนะ ว่าตัวเขา แรงเขา กับผู้ชายตัวเล็กๆ อย่างผมระดับความแตกต่างแรงส่ง และแรงรับมันต่างกันเพราะเขาแค่สะกิดเบาๆ แต่ผมแทบจะกระเด็นตกจากบันไดถ้ามันไม่มีราวเล็กๆ เตี้ยๆ นั่นกั้นเอาไว้

"คุณปริญ"

ผมสะดุ้งตื่นเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของรองเท้าบู้ทคู่สีน้ำตาลที่มันเปื้อนโคลนจนเปรอะไปหมด โคลนสีน้ำตาลขุ่นๆ นั้นเปื้อนแขนและขาของผม เพราะเจ้าของเอาเท้าเลอะๆ นั้นมาถูเช็ดเหมือนผมเป็นผ้าเช็ดเท้า

"คุณจับผมมาทำไม ปล่อยผม"

ผมเงยหน้าขึ้นไปคว้าเอาข้อมือของเจ้าของบ้านหลังนี้ ผมเดาว่าใช่นะ เขาต้องเป็นเจ้าของบ้านน้อยหลังนี้แหล่ะ และเป็นพ่อเลี้ยงใจร้ายคนนี้แน่นอนที่จับผมล่ามโซ่แล้วทิ้งให้ผมอยู่ในสภาพทุเรศๆ นี้

"ยินดีต้อนรับสู่โลกของฉันนะปูน"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป