บทที่ 12 หนูเป็นสาวแล้ว
ความจริง จิตใจของวัฒน์กับจินดาเองนั้น ก็ไม่อยากให้ลูกไปจากอก เพราะกลัวหลายสิ่งหลายอย่าง เวลานี้พิณตะวันเริ่มโต อายุย่างสิบสามปี ร่างกายเริ่มมีความเปลี่ยนแปลง ร่างสูงโปร่งกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ผิวนวลละเอียดแม้จะไม่ขาวเท่าเมื่อก่อนเพราะวิ่งเล่นตากแดดและดำผุดดำว่ายในน้ำตอนตะวันจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ก็ยังดูผิวผ่องลออกว่าเด็กคนอื่นๆ อยู่ดี ซึ่งวัฒน์กับจินดาสังเกตเห็นว่า ช่วงระยะหลังมานี้ลูกสาวมักชอบเอายางไม้ผสมผงหินสีน้ำตาล ที่เจ้าตัวฝนเองมาทาผิว จนแลดูกระดำกระด่าง เด็กน้อยพยายามจะทำให้มีสีผิวสีน้ำตาลเข้มเหมือนคนอื่นๆ และเหมือนพ่อกับแม่นั่นเอง
พิณตะวันเป็นเด็กฉลาด... ไม่ต้องให้สอนอะไรมากเพราะเป็นพวกสมองลิงคิดได้เร็วและช่างสังเกต บางทีดูละครก็จะซักถาม แล้วทำหน้าครุ่นคิดไปด้วย... จินดาพอจะรู้ว่า ลูกสาวกำลังพยายามอำพรางรูปลักษณะที่แท้จริงของตนเอง ไม่ให้เป็นจุดเด่นจนเกินไป เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา หากคนแปลกหน้าที่มาเห็น มักจะทักเสมอว่าทำไมหน้าตาถึงไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ
จินดาจึงไม่ได้ว่าอะไรที่เห็นลูกทาเนื้อทาตัวมอมแมมเป็นแมวคราวแบบนั้น และเล่นซุกซนแก่นแก้วแบบที่เป็นอยู่...
ภาพห่อผ้าขาวกลมที่ลอยละลิ่วลงมาจากเรือสำราญย้อนเข้ามาให้ความทรงจำ... กำเนิดของพิณตะวันนั้นจะเป็นอย่างไร ผู้เป็นแม่ก็สุดจะรู้ได้ รู้แต่ว่า เธอจะต้องปกป้องลูกน้อยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการที่เด็กทารกถูกโยนทิ้งทะเลจากเรือแบบนั้น แสดงว่ามีคนประสงค์ร้าย ไม่ต้องการให้มีชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย!
"แม่กับพ่อต้องพูดกับครูใหญ่และนายหัวให้ตะวันนะจ๊ะ ตะวันไม่ไป! ถ้าไปใครจะคอยช่วยแม่ซักผ้าถูบ้าน และใครจะช่วยแม่ล้างผักทำกับข้าวให้คนงานละจ๊ะ"
เด็กน้อยทั้งงอนทั้งอ้อนผู้เป็นพ่อกับแม่ เข้าไปกอดคลอเคลียจนคนเป็นพ่อต้องถอนหายใจ
"เอาเป็นว่า พ่อจะพูดกับนายหัวและครูใหญ่ก็แล้วกัน แต่นายหัวท่านก็หวังดีจริงๆ อยากให้ตะวันได้เรียนสูงๆ นะลูก การได้เรียนจากโรงเรียนในเมืองที่คุณครูเก่งๆ มีความรู้เยอะๆ จะทำให้ตะวันพลอยเก่งไปด้วย"
"แต่คุณครูไม่รู้จักเกาะของพวกเราสักหน่อยนี่จ๊ะพ่อ ถ้าหากนายหัวต้องการคนมาช่วยพัฒนาเกาะ ก็ต้องเรียนรู้จากเกาะนี่ไม่ใช่เหรอจ๊ะ ตะวันไม่เห็นว่าจะต้องไปเรียนที่อื่นเลย ไปเรียนทำไมไกลๆ ให้เสียเวลา วันก่อนดูรายการทีวี ตะวันยังเห็นนักศึกษากลับไปทำไร่ทำสวนที่บ้านตัวเองเลยนี่นา เรียนไปตั้งนานหลายปี พ่อแม่เสียตังค์ไปตั้งแยะ สุดท้ายก็กลับไปทำเกษตรเหมือนพ่อแม่ อย่างนี้จะไปเรียนทำไมล่ะจ๊ะ"
เด็กหญิงจดจำมาจากรายการอะไรสักอย่าง ชื่อคล้ายๆ รักเก่าที่บ้านเกิดอะไรทำนองนั้น
"เรียนเอาความรู้ไว้ก่อนไงจ๊ะ เผื่อมีประโยชน์ เพราะถ้ายังไม่รู้ว่าอยากจะทำอะไรในอนาคตก็เรียนสูงๆ ไว้ก่อนไงลูก"
ผู้เป็นแม่เอ่ยอธิบาย เพราะความจริงแม่ก็จบแค่มัธยมต้นเอง จากการศึกษานอกโรงเรียน พ่อดีหน่อยที่จบ ม.หก
"แต่ตะวันรู้แล้วนี่จ๊ะว่าตัวเองอยากจะทำอะไร" เด็กน้อยรีบเอ่ย
"แล้วตะวันอยากจะทำอะไรล่ะลูก"
ผู้เป็นพ่อลองถามดู
"ตะวันอยากทำงานที่นี่ จะอยู่ที่นี่ตลอดไป อยากอยู่กับพ่อและแม่ อยากดูแลพ่อกับแม่เมื่อตะวันโตขึ้น เพราะพ่อกับแม่จะต้องแก่เหมือนยายเม้าตาเสาถูกไหมจ๊ะ ถึงตอนนั้นตะวันจะได้อยู่ดูแล จะไม่ทิ้งไปเหมือนที่พี่นกแก้วทิ้งยายเม้ากับตาเสาไงล่ะจ๊ะ พี่นกแก้วแทบจะไม่กลับมาบ้านเลย ยายเม้าแกก็ได้แต่นั่งดูรูปพี่นกแก้วแล้วก็ร้องไห้ ตะวันไม่อยากให้แม่กับพ่อต้องมานั่งดูรูปตะวันแล้วร้องไห้แบบนั้น"
พ่อกับแม่ฟังแล้วก็ต้องหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าจะขำหรือจะซึ้งดี... เด็กเอ๋ย...เด็กน้อย... ตัวแค่นี้ คิดอะไรได้ไกลเกินกว่าที่พ่อกับแม่จะคาดถึง
"เอาล่ะ พ่อจะไปพูดกับนายหัวท่านดู ท่านก็คงจะไม่บังคับหรอก ถ้าหากตะวันไม่อยากไป"
พ่อกล่าวทำให้เด็กหญิงยิ้มแฉ่งด้วยความดีใจ โผเข้าไปกอดทั้งพ่อและแม่
"ตะวันรักพ่อกับแม่ที่สุดในจักรวาลเลยจ้ะ"
เย็นวันต่อมา พ่อก็พาพิณตะวันไปหานายหัววิลที่เรือนใหญ่ ตั้งแต่ที่โดนหินบาดเท้าครั้งนั้น ซึ่งก็หลายเดือนมาแล้ว เด็กหญิงก็เลี่ยงหลบไม่ให้นายหัวเห็นหรือได้ยินกิตติศัพท์อีกเลย นายหัวก็ยุ่งกับงานบนเกาะจนไม่ได้ใส่ใจเรื่องซุกซนของพวกเด็กๆ
"เสียดายนะ เห็นครูใหญ่ว่าเรียนเก่ง เห็นว่าเก่งทุกวิชา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ"
เสียงห้าวเอ่ย ร่างสูงใหญ่ของนายหัววิล ทำให้พิณตะวันต้องนั่งแอบๆ เยื้องไปข้างหลังพ่อ นายหัวนั่งที่เก้าอี้โยกตรงระเบียงด้านตะวันตกของชั้นล่าง พ่อกับตะวันนั่งที่ม้ายาวซึ่งมีตลอดแนวระเบียง มีลูกกรงเป็นไม้กลมสูงประมาณเมตรกว่า
นายหัวหน้าเหมือนนายแบบฝรั่งที่พิณตะวันเห็นโฆษณาเหล้าและนาฬิกา...หน้าไม่เหมือนทุกอย่างหรอก แต่ก็เป็นฝรั่งคล้ายๆ กัน
"ครับนาย แต่เขารักที่นี่ ไม่อยากไปอยู่ไกลๆ ผมก็เลยคิดว่าเรียนทางไกลเอาก็ดีเหมือนกัน"
ไอลวิลหันไปมองเด็กหญิงตัวบางที่นั่งแอบหลังพ่อ เนื้อตัวและหน้าตาดูกระดำกระด่างชอบกล...แต่ผมถักเปียยาวมีสีดำจนเป็นมันวาวและดูดกหนา...นี่เอง...เด็กตะวัน ที่เขาได้ยินชื่อจนติดหูเรื่องความแก่นกะโหลก... แต่เขาก็ไม่ได้มีเวลามานั่งจ้ำจี้จำไชกับพวกเด็กซนพวกนี้ เตือนพ่อแม่ผู้ปกครองไปแล้วก็แค่นั้น
"ไม่อยากไปเห็นบ้านเมืองอื่นที่เขาเจริญแล้วบ้างหรือ"
เสียงห้าวของนายหัวถามพิณตะวัน
