บทที่ 6 เด็กแสบ
ถนนเส้นหลักบนเกาะสู่ตัวเรือนใหญ่นั้นลาดคอนกรีต แต่พิณตะวันวิ่งไปทางลัด ซึ่งเป็นทางดิน พวกคนงานใช้เดินกันจนดินแน่นและเส้นทางเตียนกว้างประมาณ 1 เมตร มีสุมทุมพุ่มไม้และต้นไม้ ต้นมะพร้าวขึ้นไปทั่วบริเวณ เส้นทางเป็นเงาตะคุ่มไม่สว่าง อาศัยเจนเท้าและคุ้นชินจึงวิ่งปรู๊ดๆ ได้อย่างเงียบฉี่และรวดเร็ว
"คุณพ่อคุณไม่สบายหนักแบบนี้ คุณเป็นลูกสาวคนโตควรรีบจัดการให้แน่ใจว่าท่านได้จัดแจงเรื่องพินัยกรรมเรียบร้อยดีแล้วนะคุณไอซ์"
เสียงผู้ชายเอ่ยเบาๆ ตรงหลังพุ่มดอกไม้ ด้านนี้เป็นสวนด้านหลังเรือนใหญ่ พิณตะวันชะงักเท้าที่กำลังวิ่งแล้วรีบหลบวูบอย่างว่องไวและเงียบเชียบ มองลอดช่องว่างระหว่างพุ่มไม้ เห็นผู้ชายใส่เสื้อแขนสั้นคอปกสีน้ำเงินยืนคุยกับผู้หญิง ซึ่งพิณตะวันรู้จักหน้าเธอดี เธอคือคุณไอสรีย์ ลูกสาวของนายหัวนั่นเอง
"อย่าแช่งพ่อฉัน คุณกิจ! ท่านแค่ไม่สบาย คุณพ่อเป็นคนรอบคอบเสมอ คุณไม่ต้องห่วง"
น้ำเสียงคุณไอสรีย์เข้มเล็กน้อย เหมือนไม่ค่อยพอใจนัก
"ที่ผมเตือนก็เพราะเป็นห่วงและหวังดีกับคุณนะครับ ไม่อยากให้คุณเสียเปรียบพวกน้องชายคุณ อย่างเกาะนี้น่ะ ทำเงินได้มหาศาล ผมเป็นคนดูแลเรื่องบัญชีผมรู้ดี ถ้าท่านเห็นว่าคุณเป็นผู้หญิง อาจดูแลไม่ได้ ท่านก็อาจจะยกให้คุณวายุหรือคุณไอลวิล ลูกนอกสมรสมาดูแลก็ได้"
เสียงผู้ชายชื่อ กิจ เอ่ยเบาๆ พลางเหลียวซ้ายแลขวาเหมือนกลัวใครจะมาได้ยิน พิณตะวันไม่เข้าใจว่าเขาคุยอะไรกัน แต่จะขยับก็กลัวจะทำให้เกิดเสียง จึงนั่งฟังต่อไป
"คุณเป็นคนที่ทำงานหนักที่สุดตอนนี้ คุณวายุก็กำลังเรียนอยู่ คุณวิลก็ไปๆ มาๆ เอาแน่ด้วยไม่ได้ แต่เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร คุณอยากให้พวกน้องชายคุณมาชุบมือเปิบงั้นเหรอ"
เสียงผู้ชายชื่อกิจกล่าวต่อ ฟังดูเหมือนกำลังยุยงส่งเสริมให้คุณไอสรีย์ไม่ให้วางใจในพวกน้องชาย แบบนี้นิสัยไม่ดีนี่นา... พิณตะวันฟังแล้วรู้สึกมันคล้ายละครหลังข่าวเรื่องไหนสักเรื่อง คนแบบนี้มีจริงๆ ในโลกนี้ด้วยงั้นเหรอ... คิดว่ามีแต่ในละครเสียอีก
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะคุยเรื่องพวกนี้ ฉันขอเข้าไปดูคุณพ่อก่อน ถ้าท่านไม่ยอมกลับ ก็เห็นจะต้องจ้างหมอและพยาบาลพิเศษมาคอยดูแลถึงที่นี่ ฉันเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของท่านมากที่สุดค่ะตอนนี้ เรื่องอื่นเมื่อถึงเวลาเราค่อยคุยกันเถอะค่ะ"
คุณไอสรีย์เอ่ย จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในตัวเรือนใหญ่
พิณตะวันก็รีบวิ่งต่อไปเพื่อไปดูว่าทำไมบิดาจึงยังไม่กลับบ้าน
เรือนใหญ่ เป็นเรือนไม้ซุงสองชั้นทาสีไม้ มีระเบียงโดยรอบเพื่อเอาไว้ชมวิวทะเลทุกทิศ ด้านล่างรอบๆ ปลูกดอกไม้ ต้นผลไม้ไว้รอบๆ ดูแลอย่างดีโดยคนงานที่ถนัดงานสวน พิณตะวันเห็นไฟเปิดสว่าง บิดาเป็นคนที่นายหัวชอบเรียกใช้บ่อยๆ เพราะเป็นหัวหน้าคนงานที่ท่านไว้วางใจ บันไดสามขั้นขึ้นสู่ระเบียงชั้นล่าง บิดานั่งอยู่ที่หน้าระเบียง
"พ่อจ๋า..." พิณตะวันรีบวิ่งขึ้นไปหาทันที พ่อยิ้มเมื่อเห็นหน้า เด็กหญิงเข้าไปกอดเอวพ่อ
"อ้าว วิ่งมาทำไมมืดค่ำแบบนี้ เดี๋ยวพ่อก็กลับแล้วลูก รอท่านคุยกันเสร็จก่อน"
พ่อเอ่ย
"อะไรกัน พ่อหายมาตั้งนานแล้ว เขาคุยอะไรกัน ทำไมให้พ่อมานั่งตากยุงตรงนี้"
พิณตะวันถามตามประสาเด็กน้อยผู้เป็นห่วงพ่อ พ่อทำท่าจุ๊ปากไม่ให้พูดเสียงดัง
"ท่านยังตกลงกันไม่ได้น่ะลูก"
พิณตะวันมองเข้าไปในบ้าน เห็นคนหลายคนอยู่ในนั้น คงจะเป็นลูกๆ ของนายหัวนั่นเอง
"วัฒน์ เข้ามาในนี้หน่อย"
เสียงนายหัวเรียก...พ่อจึงรีบเข้าไป พิณตะวันจึงถือโอกาสเกาะมือพ่อเข้าไปด้วย นายหัวนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ สวมเสื้อขาว มีผ้าห่มคลุมขา มีคุณไอสรีย์นั่งอยู่ใกล้ มีผู้ชายร่างสูงสองคนนั่งบนเก้าอี้เดี่ยว คงจะเป็นคุณวายุกับคุณไอลวิลอะไรนั่น คนหนึ่งหน้าตาไทย อีกคนหน้าตาลูกครึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นพี่น้องกันได้ยังไง อาจจะคนละแม่เหมือนในละคร พิณตะวันหลบอยู่หลังพ่อที่เข้าไปยืนด้านในประตูเพื่อรอฟังว่านายหัวต้องการอะไร
"ฉันจะกลับกรุงเทพฯ สักระยะ พวกนี้มันคะยั้นคะยอจนฉันรำคาญ...นายช่วยเป็นหูเป็นตาให้หน่อย วิลเขาจะมาอยู่ที่นี่ช่วงที่ฉันไม่อยู่"
นายหัวกล่าวเสร็จก็ไอชุดใหญ่ จนพยาบาลที่ยืนอยู่ด้านหลังต้องรีบรินน้ำส่งให้
"ครับท่าน"
พ่อรับคำ นายหัวก็พยักหน้า
"ขอบใจมาก พอหายแล้วฉันจะกลับมา ความจริงไม่อยากไปเลย ถ้าจะตายก็อยากจะตายที่นี่ เอาเผาบนเกาะให้มันเสร็จๆ ไป ขี้เกียจอยู่กรุงเทพฯ เอาล่ะขอบใจมาก พรุ่งนี้จะออกตอนสายๆ นายไม่ต้องมาหรอก คุมคนงานตัดมะพร้าวต่อเถอะ"
นายหัวกล่าว พ่อยกมือไหว้ทุกคน พิณตะวันก็รีบยกมือไหว้ตามแล้วก็รีบตามพ่อออกจากเรือนใหญ่
วันรุ่งขึ้น เสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังขึ้น ทุกคนก็ได้ทราบจากพ่อว่านายหัวเดินทางไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ มีนายหัวไอลวิลอยู่คอยดูแลเกาะแทน...
