บทที่ 1 โฉดสมเป็นมึง

กลิ่นนิโคตินจางๆลอยคละคลุ้งอยู่ในห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสูงสุดของ H-Club ที่นี่คืออาณาจักรของผม เป็นสถานที่ที่ความมืดและความหรูหราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

แสงไฟจากตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพสะท้อนผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามาสบกับแก้วคริสตัลในมือ

ผมหมุนวนน้ำสีอำพันช้าๆปล่อยให้ความเย็นของน้ำแข็งกระทบกับแก้วดังกริ๊ง... กริ๊ง... คล้ายเสียงระฆังเตือนสติว่าความสงบสุขจอมปลอมกำลังจะหมดไป

"ฮึก... พี่รัญ... เขา ฮึก เขาหลอกเบลล์"

เสียงสะอื้นของ เฌอเบลล์ น้องสาวเพียงคนเดียวของผมดังซ้ำๆ เธอซบหน้าลงกับหมอนบนโซฟาตัวยาว ร่างกายสั่นเทาเหมือนลูกนกที่ปีกหัก ผมวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะหินอ่อนเสียงดัง กึ๊ก จนคนตัวเล็กสะดุ้งสุดตัว

สำหรับคนอื่น ผมคือ หิรัญ เฮดว้ากวิศวะโยธาปีสี่ที่แค่กวาดสายตามองคนก็ต้องก้มหัวหลบ คือทายาทมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ที่ชีวิตเพียบพร้อมจนน่าอิจฉา

แต่ในความสว่างไสวพวกนั้น ผมมีแค่เฌอเบลล์คนเดียวที่เป็นครอบครัวจริงๆ พ่อกับแม่น่ะเหรอ? ถ้าไม่ติดประชุมอยู่ที่ลอนดอน ก็คงกำลังเซ็นสัญญาโปรเจกต์หมื่นล้านอยู่ที่สิงคโปร์

พวกเขาให้เงินผมใช้จนชาติหน้าก็ไม่หมด แต่กลับไม่เคยให้เวลาแม้แต่ห้านาทีเพื่อมานั่งกินข้าวกับลูก

เพราะฉะนั้น ใครหน้าไหนที่มันกล้าทำให้น้องสาวผมร้องไห้... มันเท่ากับเหยียบย่ำโลกทั้งใบของผม

"มันเป็นใคร?" ผมถามเสียงเรียบ แต่นั่นคือสัญญาณเตือนภัยที่อันตรายที่สุด

"พี่ทัพ... วิศวะยานยนต์ปีสี่ เขาบอกว่าเบลล์น่ารำคาญ เขาไล่เบลล์เหมือนหมูเหมือนหมา ทั้งที่เบลล์รักเขามากขนาดนี้! เบลล์แค่อยากให้เขาไปดูเบลล์ซ้อมละครที่คณะนิเทศ แต่เขาบอกว่าเขาต้องไปช่วยพ่อแม่ขายของ... เขาเลือกครอบครัวเขา แต่ไม่เลือกเบลล์! เขาบอกว่าเบลล์มันคุณหนูเกินไป ไม่เข้าใจชีวิตคนหาเช้ากินค่ำแบบเขาหรอก ฮึก..."

ผมขบกรามจนเป็นสันนูน 'ทัพ' งั้นเหรอ? ผมพอจะจำไอ้เด็กเรียนดีแต่ยากจนนั่นได้มันคือพวกที่วันๆเอาแต่ทำงานพาร์ทไทม์ ตัวเปื้อนคราบน้ำมันเครื่อง บ้านจนซะยิ่งกว่าจน แต่กลับบังอาจมาใช้ความจนเป็นข้ออ้างในการเขี่ยทิ้งความรักของน้องสาวผม

"มันให้ความหวังเราใช่ไหม?" ผมถามย้ำด้วยสายตาเย็นเยียบ

"ใช่ค่ะ... เขาทำเหมือนจะรัก แต่พอเบลล์จะจริงจังเขากลับผลักไส เบลล์เจ็บ... พี่รัญ เบลล์เจ็บจนไม่อยากมองหน้าใครแล้ว" เฌอเบลล์ไม่ได้ร้ายกาจ เธอแค่เป็นเด็กสาวที่ถูกเลี้ยงมาในกรงทองจนมองโลกไม่เป็น

เมื่อถูกปฏิเสธอย่างรุนแรงจากผู้ชายที่เธอเทิดทูน โลกของเธอจึงถล่มลงมาง่ายๆ และผม... จะเป็นคนสร้างโลกใบใหม่บนความพินาศของมันเอง

"เงียบซะคนดี..." ผมเดินเข้าไปลูบหัวน้องสาว

"พี่จะทำให้มันรู้เองว่า การถูกคนที่รักเหยียบย่ำหัวใจจนแหลกละเอียดมันรู้สึกยังไง พี่จะทำให้มันสำนึกว่าคนอย่างมันไม่มีสิทธิ์มาปฏิเสธผู้หญิงอย่างเฌอเบลล์"

"ไอ้รัญ มึงเอาจริงเหรอวะ?"

เสียงของพายุดังขึ้นพร้อมกับที่มันโยนแฟ้มประวัติชุดหนึ่งลงบนโต๊ะไม้ในคอนโดส่วนตัวของผม

ตอนนี้พวกผมรวมตัวกันอยู่ครบแก๊ง บรรยากาศอบอวลด้วยควันบุหรี่และบทสนทนาที่ไม่มีคำรื่นหูตามประสาเพื่อนฝูง

"น้องกูเจ็บ มันก็ต้องเจ็บ" ผมตอบพลางหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาจากแฟ้ม

"แต่น้องสาวมันไม่รู้อิโหน่อิเหน่นะมึง" น่านน้ำที่นั่งนิ่งมานานพูดขึ้น สายตามันมองผมอย่างจับผิด

"มึงจะเล่นงานเด็กปีหนึ่งคณะนิเทศเพื่อแก้แค้นไอ้ทัพเนี่ยนะ? กูว่ามันดูหมาไปหน่อยว่ะรัญ"

"หมาไม่หมา กูก็จะทำ" ผมแสยะยิ้ม มองรูปเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักเรียนมัธยมปลาย แววตาสดใสซื่อๆ รอยยิ้มกว้างที่ดูโลกสวยจนน่าหมั่นไส้

"น้องสาวมันชื่อ เจ้าขา ใช่ไหม?"

"เออ" คินเสริมพลางพ่นควันบุหรี่

"บ้านแม่งโคตรจน พ่อเป็นพนักงานบริษัทเล็กๆ แม่ขายของกินหน้าบ้าน แต่อบอุ่นชิบหาย รักกันหยั่งกับครอบครัวในโฆษณาประกันชีวิต ไอ้ทัพแม่งก็สู้ชีวิตชิบเป๋ง ทำงานส่งตัวเองเรียนไม่พอ ยังต้องส่งน้องสาวเรียนนิเทศอีก มึงก็รู้คณะนั้นค่าใช้จ่ายจุกจิกจะตายห่า"

"หึ... รักกันมากใช่ไหม?" ผมทวนคำเพื่อนพลางจ้องรูปในมือนิ่งๆ

"งั้นกูจะเริ่มจากทำลายสิ่งที่พวกมันภูมิใจที่สุดก่อน กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าแก้วตาดวงใจ'ของบ้านนั้นมันแปดเปื้อนเพราะกู มันจะยังยิ้มออกไหม"

"มึงแม่งใจเหี้ยสัส" พายุหัวเราะในลำคอ

"แล้วมึงจะเริ่มยังไง? เข้าไปฉุดเลยเหรอ?"

"คนอย่างกูไม่ทำอะไรโง่ๆแบบนั้น" ผมสูดบุหรี่เข้าปอดลึกๆ

"กูจะเข้าไปในฐานะเทพบุตร เป็นรุ่นพี่วิศวะแสนดี เป็นฮีโร่ที่แม่งหาจากไหนไม่ได้อีกแล้ว กูจะทำให้มันรักกูจนโงหัวไม่ขึ้น... ทำให้มันรู้สึกว่าการมีกูในชีวิตคือโชคดีที่สุด แล้วกูค่อยเหยียบหัวใจมันทิ้งต่อหน้าพี่ชายมันในวันที่มันรักกูจนขาดใจตาย"

"เหี้ย... แผนแม่งโฉดสมเป็นมึง" คินสบถ

"แล้วมึงจะเอายังไงต่อ? จะเริ่มเมื่อไหร่?"

"พรุ่งนี้... กูจะเริ่มทำให้น้องสาวไอ้ทัพรู้ว่า นรกมันเป็นยังไง"

บทถัดไป