บทที่ 3 พาลูกแมวไปส่งถึงรัง
หลังจากวันนั้นที่ผมเริ่มต้นวางเหยื่อ ผมก็ปล่อยให้เวลาทำงานของมันไปอย่างช้าๆ การต้อนเหยื่อที่ใสซื่ออย่างเจ้าขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ยิ่งเราเว้นระยะให้เธอโหยหาความอบอุ่นที่ผมแสร้งทำขึ้น เธอก็ยิ่งจะกระโจนลงหลุมพรางนั้นด้วยตัวเอง
ผมยังคงทำหน้าที่เฮดว้ากของคณะโยธาอย่างดุดัน ตะโกนจนคอแทบแตกใส่พวกปีหนึ่งรุ่นน้องจนพวกมันกลัวจนหัวหด แต่สายตาของผมมักจะเหลือบมองไปที่ตึกคณะนิเทศศาสตร์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเสมอ ที่นั่นมีเป้าหมายของผมกำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอย่างที่ผมไม่เคยสัมผัส
ช่วงเย็นวันศุกร์ ท้องฟ้าเป็นสีส้มอมม่วง ลมพัดแรงหอบเอาไอฝนมาจางๆ ผมยืนสูบบุหรี่อยู่หลังตึกจอดรถกับกลุ่มเพื่อนสนิท สายตาจับจ้องไปที่ร่างเล็กๆในชุดนักศึกษาที่กำลังเดินสะพายกระเป๋าใบโตออกมาจากตึกนิเทศ
“นั่นไง เหยื่อมึงมาแล้ว” พายุพ่นควันบุหรี่พลางพยักพเยิดไปทางเจ้าขา
"วันนี้ดูท่าจะหนักนะมึง หอบพร็อพทำกิจกรรมพะรุงพะรังขนาดนั้น”
ผมมองดูเจ้าขาที่พยายามหอบม้วนกระดาษลังและกล่องอุปกรณ์ขนาดใหญ่ เธอเดินเซไปเซมา ผมยกยิ้มมุมปาก... จังหวะนี้แหละที่พระเอกต้องปรากฏตัว
“พวกมึงรออยู่นี่ เดี๋ยวกูไปเล่นละครต่อ” ผมทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วขยี้มันด้วยปลายเท้าหนังราคาแพง
ผมเดินตัดสนามหญ้าเข้าไปหาเธอในจังหวะที่ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาพอดี เจ้าขาพยายามจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินเพื่อหาที่หลบฝน แต่ม้วนกระดาษลังเจ้ากรรมกลับร่วงกราวลงพื้นปูนที่เริ่มเปียกชื้น
“อ๊ะ!”
เสียงอุทานแผ่วเบาของเธอดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่พยายามก้มลงเก็บของอย่างลนลาน น้ำฝนเริ่มทำให้เสื้อนักศึกษาของเธอแนบเนื้อจนเห็นโครงร่างข้างใน
ผมก้าวเข้าไปยืนบังฝนให้เธอ เงาของผมทอดทับร่างเล็กที่กำลังสั่นน้อยๆ เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง
“พี่หิรัญ...”
“ทำไมกลับเย็นขนาดนี้ล่ะครับ แล้วของพวกนี้... ทำไมไม่ให้เพื่อนช่วยถือ” ผมถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความห่วงใยปลอมๆ พร้อมกับก้มลงช่วยเธอเก็บกระดาษพวกนั้นขึ้นมา
“คือ... เจ้าขาอาสาช่วยเพื่อนๆเองค่ะ พอดีพี่รหัสสั่งงานด่วนมา เจ้าขาเลยต้องรีบจัดการ” เธอตอบเสียงสั่น ฟันขาวสะอาดกระทบกันเบาๆ เพราะความหนาว
“ส่งมาให้พี่ครับ เดี๋ยวพี่ไปส่งที่ป้ายรถเมล์” ผมไม่รอให้เธอปฏิเสธ คว้ากล่องใบใหญ่มาไว้ในอ้อมแขนตัวเอง ส่วนมืออีกข้างก็คว้ากระเป๋าเป้ของเธอมาสะพายไว้ที่ไหล่
“ไม่เป็นไรค่ะพี่หิรัญ เจ้าขาเกรงใจ...”
“อย่าดื้อสิครับ ฝนตกแรงขนาดนี้ ถ้าของเปียกหมดเราต้องทำใหม่นะ” ผมตีหน้ายักษ์ใส่เธอเบาๆจนเธอต้องยอมก้มหน้ายอมรับความช่วยเหลือ
ระหว่างที่เดินไปใต้เงาไม้ใหญ่เพื่อหลบฝน ผมสังเกตเห็นแววตาของเธอที่มองมา... มันเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ความใสซื่อของเด็กคนนี้มันน่ากลัวตรงที่เธอมองไม่เห็นปีศาจที่ยืนอยู่ข้างกายเลยแม้แต่น้อย
“พี่หิรัญใจดีจังเลยค่ะ... ทั้งที่เป็นรุ่นพี่คณะอื่นแท้ๆ” เธอพูดขึ้นระว่างทาง
“พี่ไม่ได้ใจดีกับทุกคนหรอกครับ... พี่บอกแล้วไง ว่าสำหรับเจ้าขา พี่มีความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่อยากจะช่วย”
ผมจงใจเน้นคำว่าพิเศษพร้อมกับหันไปสบตาเธอครู่หนึ่ง จนร่างเล็กต้องเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอาย
หึ... ง่ายชะมัด
เราเดินมาถึงป้ายรถเมล์ที่ผู้คนบางตา ฝนเริ่มตกลงมาหนักขึ้นจนมองเห็นถนนเป็นสีขาวโพลน เจ้าขาหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆออกมาดูอย่างตั้งใจ มันคือคำใบ้พี่รหัสที่ทางคณะนิเทศแจกให้ปีหนึ่ง
“คำใบ้อะไรเหรอครับ?”ผมถามพลางแกล้งทำเป็นชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้จนกลิ่นแป้งเด็กจากตัวเธอแตะจมูกอีกครั้ง
“นี่ค่ะ... ‘ยอดดวงใจในพยัคฆ์ ลายปักขาวบริสุทธิ์’ เจ้าขาตีความไม่ออกเลยค่ะ ว่าเป็นใคร”
ผมชะงักไปเล็กน้อย ‘ยอดดวงใจในพยัคฆ์’ ... ชื่อจริงของเฌอเบลล์คือนิรินทร์ที่แปลว่าไม่มีกิเลส แต่พ่อยามว่างชอบเรียกน้องสาวว่า ‘ดวงใจ’ ส่วน ‘พยัคฆ์’ ... พ่อผมทำธุรกิจอสังหาโดยใช้โลโก้บริษัทเป็นรูปเสือ และคำว่า ‘ขาวบริสุทธิ์’ ก็คือชื่อ ‘เฌอเบลล์’ ที่มาจากภาษาฝรั่งเศสแปลว่าความสวยงามที่บริสุทธิ์
น้องสาวผมเอง... เฌอเบลล์คือพี่รหัสของเจ้าขา
โชคชะตาช่างเล่นตลกได้ถูกเวลาจริงๆ ผมลอบยิ้มในใจ แผนการนี้มันจะสมบูรณ์แบบกว่าเดิม ถ้าผมสวมบทบาทเป็นทั้งคนรักของเธอ และเป็นพี่ชายของพี่รหัสที่เธอเทิดทูน
“คำใบ้ยากจังนะครับ แต่พี่ว่าคงเป็นคนสวยๆแน่เลย” ผมแกล้งพูดให้กำลังใจ
“พี่ทัพบอกว่ากิจกรรมพวกนี้ไร้สาระ แต่เจ้าขาว่ามันตื่นเต้นดีออกนะคะ การที่เราจะได้มีใครสักคนที่คอยดูแลเราในคณะโดยที่เราไม่รู้ว่าเป็นใคร... มันเหมือนมีเทวดาประจำตัวเลยค่ะ”
ผมแทบจะสำลักความขบขันในใจเทวดาประจำตัวงั้นเหรอ? ถ้าเธอรู้ว่าเทวดาที่เธอกำลังพูดถึงคือคนเดียวกับพี่ชายของเฌอเบลล์ที่ไอ้ทัพเกลียดนักเกลียดหนา เธอจะยังยิ้มได้แบบนี้ไหม? ฝนยังไม่มีทีท่าจะหยุด ผมเห็นเจ้าขากดโทรศัพท์ยิกๆหน้าตาเคร่งเครียด
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“คือ... พ่อบอกว่าจะมารับที่ป้ายรถเมล์ค่ะ พ่อขี่มอเตอร์ไซค์มา แต่ฝนตกหนักแบบนี้เจ้าขาเป็นห่วงพ่อจัง พ่อแกไม่ค่อยแข็งแรงด้วยค่ะ”
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงครอบครัวอย่างจริงใจ ความรักในครอบครัวที่เธอมี... มันคือสิ่งที่ผมใช้โจมตีได้ดีที่สุด
“บ้านเจ้าขาอยู่แถวไหนครับ?”
“แถวบางกรวยค่ะพี่หิรัญ”
“ให้พี่ไปส่งนะครับ รถพี่จอดอยู่ใกล้ๆตรงนี้เอง ไม่ต้องให้พ่อขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าฝนออกมาหรอก มันอันตราย”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ครับ ถือว่าพี่ทำเพื่อความสบายใจของเจ้าขาละกันนะ พี่ไม่อยากเห็นเราต้องนั่งร้องไห้เพราะเป็นห่วงพ่อ” ผมใช้คำพูดกดดันที่ดูเหมือนหวังดี จนในที่สุดเธอก็พยักหน้าตกลง
ระหว่างที่อยู่ในรถสปอร์ตคันหรูของผม เจ้าขานั่งตัวลีบเหมือนกลัวจะทำเบาะหนังราคาเหยียบแสนเปื้อน เธอเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง พลางกดโทรศัพท์บอกที่บ้านว่ามีรุ่นพี่ใจดีมาส่ง
ผมแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชทกลุ่มระหว่างที่ติดไฟแดง
Hiran: ตอนนี้กูกำลังพาลูกแมวไปส่งถึงรัง
Phayu: เชี่ย! มึงใจถึงว่ะ เข้าหาถึงพ่อแม่เลยเหรอรัญ?
Khin: มึงจะไปเผาบ้านเค้ามั้ยล่ะมึง ไอ้เหี้ย ขับรถดีๆ
Hiran: กูแค่จะไปดูหน้าไอ้ทัพตอนเห็นกูเดินเข้าบ้านมันว่ะ อยากรู้ว่ามันจะกระอักเลือดตายมั้ยถ้าเห็นน้องสาวมันพากูเข้าบ้าน
Nannam: มึงทำเกินไปหรือเปล่าวะรัญ
Hiran: มึงนิ่งๆ ไปเถอะน่านน้ำ กูคุมเกมเอง
เรามาถึงบ้านของเจ้าขา... มันเป็นทาวน์เฮาส์หลังเล็กๆในซอยแคบที่ดูเก่าแก่แต่กลับสะอาดสะอ้าน มีต้นไม้กระถางวางเรียงรายดูร่มรื่น ที่หน้าบ้านมีชายวัยกลางคนยืนชะเง้อรออยู่ใต้หลังคา สวมเสื้อยืดสีซีดๆกับกางเกงเก่าๆ
“ถึงแล้วค่ะพี่หิรัญ ขอบคุณมากๆเลยนะคะ” เจ้าขายกมือไหว้ผมอย่างอ่อนน้อม
“พี่ส่งเราลงหน้าประตูเลยครับ เดี๋ยวเปียก” ผมดับเครื่องยนต์แล้วถือกล่องพร็อพลงไปส่งเธอถึงในบ้าน พ่อของเธอรีบเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มซื่อๆ
“สวัสดีครับคุณ... ขอบคุณมากเลยนะครับที่มาส่งยัยเจ้าขา ฝนตกหนักจริงๆ” พ่อเธอพูดพลางรับของไปจากมือผม
“ไม่เป็นไรครับคุณลุง ผมชื่อหิรัญครับ เป็นรุ่นพี่ที่คณะ... เอ่อ รุ่นพี่ของเจ้าขาครับ” ผมแสร้งยิ้มสุภาพแบบที่ผมถนัด
ในบ้านนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นกับข้าวที่แม่เธอกำลังทำค้างไว้ในครัว แสงไฟสีส้มรำไรและความอบอุ่นที่แผ่ออกมาทำให้ผมรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด มันเป็นความอบอุ่นที่เงินซื้อไม่ได้... และนั่นยิ่งทำให้ผมอยากทำลายมันทิ้ง
“พี่ทัพยังไม่กลับเหรอคะพ่อ?” เจ้าขาถามพลางมองหาพี่ชาย
“ยังเลยลูก ทัพบอกว่าวันนี้งานที่อู่เยอะ อาจจะกลับดึกหน่อย” พ่อตอบลูกสาวพลางหันมาทางผม
“ทานข้าวด้วยกันก่อนไหมคุณหิรัญ แม่เขาทำแกงส้มของโปรดยัยเจ้าขาพอดี”
“ขอบคุณมากครับคุณลุง แต่ผมมีธุระต่อครับ” ผมตอบปฏิเสธไป แต่ในใจกลับคิดว่า... ถ้าไอ้ทัพกลับมาเห็นกูนั่งกินข้าวอยู่ในบ้านมัน มันคงจะคลั่งตายแน่ๆ
จังหวะที่ผมกำลังจะเดินออกจากบ้าน เจ้าขาเดินตามออกมาส่งที่หน้าประตู
“พี่หิรัญคะ... ขอบคุณจริงๆ นะคะ วันนี้ถ้าไม่ได้พี่ เจ้าขาคงลำบากมาก”
เธอมองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่แค่ความซาบซึ้ง แต่มันเริ่มมีความไว้ใจแทรกซึมเข้ามา
“พี่เต็มใจครับ... ไว้เจอกันที่มหาลัยนะ” ผมยื่นมือไปลูบหัวเธอเบาๆอีกครั้ง เจ้าขานิ่งไป หน้าแดงซ่านจนถึงใบหู
ผมหันหลังกลับเดินขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยความรู้สึกผู้ชนะ แผนการคืบหน้าไปเร็วกว่าที่คิด พรุ่งนี้เฌอเบลล์จะเริ่มทำกิจกร
รมรับน้องรหัส และผมจะใช้โอกาสนั้นเปิดตัวในฐานะพี่ชายพี่รหัสของเธอ... เพื่อมัดบ่วงนี้ให้แน่นขึ้นไปอีก
ไอ้ทัพ... มึงเตรียมตัวดูความพินาศของมึงได้เลย
