บทที่ 4 สวมรอยพี่รหัส
แสงแดดจัดจ้าของเช้าวันใหม่ไม่ได้ทำให้ใจผมสว่างขึ้นเลยแม้แต่น้อย ผมนั่งอยู่ในรถสปอร์ตคันหรูที่จอดอยู่ไกลออกมาจากตึกคณะนิเทศศาสตร์ สายตาจับจ้องไปที่ร่างเล็กในชุดนักศึกษาที่เพิ่งก้าวลงจากรถเมล์ด้วยท่าทางร่าเริง
เจ้าขายังคงเป็นผู้หญิงประเภทที่เห็นแล้วน่าหงุดหงิดสำหรับผม เธอดูมีความสุขง่ายเกินไป แค่ได้เห็นดอกไม้ริมทางหรือได้รับลมเย็นๆ เธอก็ยิ้มออกมาได้แล้ว
โลกของเธอมันช่างแตกต่างจากโลกของผม... โลกที่วัดค่ากันด้วยยอดเงินในบัญชีและความสะใจ
ผมเหลือบมองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่คอนโซลรถ แชทกลุ่มของพวกผมยังคงเด้งเตือนไม่หยุด
Phayu: วันนี้แผน "สุภาพบุรุษนักรัก" เริ่มกี่โมงครับท่านหิรัญ?
Khin: กูเดิมพันด้วยเหล้าหนึ่งลัง ว่าไอ้รัญแม่งจะเนียนจนน้องเค้าเคลิ้มแน่
Hiran: พวกมึงหุบปากไป วันนี้กูจะไปเช็กเรตติ้งที่โรงอาหารนิเทศหน่อย อยากรู้ว่าถ้ากูไปนั่งในที่ที่พวกคนธรรมดาเค้าอยู่กัน รัศมีกูจะเด่นพอให้เหยื่อตายใจมั้ย
Nannam: มึงระวังไอ้ทัพไว้บ้างนะรัญ กูเห็นมันเดินวนเวียนแถวตึกโยธาบ่อยๆ เหมือนมันเริ่มได้กลิ่นแปลกๆ
Hiran: กลิ่นความพินาศของมันไงล่ะที่มันได้กลิ่น... กูไม่สนหรอก ยิ่งมันสงสัย กูก็ยิ่งต้องทำให้น้องมันรักกูจนออกตัวปกป้องกูเอง นั่นแหละคือจุดที่กูจะชนะขาด
ผมเก็บโทรศัพท์แล้วก้าวลงจากรถ สวมเสื้อช็อปสีกรมท่าที่รีดจนเรียบกริบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ผมฉีดมาจงใจให้มันดูนุ่มนวลแต่มีอำนาจ ผมเดินตรงไปยังโรงอาหารคณะนิเทศศาสตร์ สถานที่ที่ผมแทบไม่เคยย่างกรายเข้ามาเพราะรำคาญเสียงเจี๊ยวจ๊าวและฝุ่นละออง
ผมเห็นเจ้าขาเดินเข้าไปในโรงอาหารที่เริ่มคึกคัก เธอวางกระเป๋าเป้ใบเก่งไว้ที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่งเพื่อจองที่ ก่อนจะเดินไปต่อแถวซื้อข้าวแกง ท่าทางที่เธอประหยัดกินประหยัดใช้มันช่างขัดตาผมชะมัด
ผมอาศัยจังหวะที่เธอหันหลัง หยิบถุงขนมเบเกอรี่ชื่อดังที่ผมแวะซื้อมาเมื่อเช้า... ขนมที่ผมรู้ดีว่าเฌอเบลล์ชอบกิน และในฐานะพี่รหัสที่ยังไม่เปิดตัว เฌอเบลล์ย่อมต้องซื้อมาฝากน้องรหัสของเธอแน่ๆ ผมวางมันลงข้างกระเป๋าของเจ้าขา พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆที่ผมแกล้งดัดลายมือให้ดูเป็นผู้หญิง
‘ตั้งใจเรียนนะเจ้าขา กินขนมให้อร่อยล่ะ - จากพี่รหัส’
ผมถอยออกมาแอบยืนอยู่หลังเสาต้นใหญ่ มองดูเจ้าขาเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมจานข้าวแกงราคาไม่กี่สิบบาท ทันทีที่เธอเห็นถุงขนมและโน้ตแผ่นนั้น ใบหน้าหวานก็ผลิรอยยิ้มกว้างจนตาหยี เธอประคองถุงขนมขึ้นมาดูเหมือนเป็นของมีค่าชิ้นโบแดง
ยิ้มไปเถอะเจ้าขา... ยิ้มให้พอกับความโง่ของตัวเอง
ผมรอนิ่งๆจนเธอเริ่มตักข้าวเข้าปากคำแรก จึงค่อยๆก้าวเท้าออกไปจากหลังเสา ทำทีเป็นเดินผ่านมาอย่างบังเอิญ
"อ้าว... น้องเจ้าขา?" ผมแกล้งทักด้วยน้ำเสียงที่ดูประหลาดใจแต่แฝงความนุ่มนวลเธอสำลักข้าวเล็กน้อยก่อนจะรีบวางช้อนแล้วยกมือไหว้ผม
"อ๊ะ! พี่หิรัญ สวัสดีค่ะ"
"สวัสดีครับ มาทานข้าวเช้าเหรอ? พี่ก็นึกว่าเราจะเข้าเรียนไปแล้วซะอีก" ผมส่งยิ้มที่ฝึกมาอย่างดี ยิ้มที่ดูเหมือนพี่ชายใจดีที่บังเอิญเจอคนรู้จัก
"ค่ะ พอดีวันนี้มีเรียนเก้าโมงเลยมาหาอะไรทานก่อน... แล้วพี่หิรัญมาทำอะไรที่คณะนิเทศเหรอคะ? หรือว่ามีธุระกับอาจารย์?"
"เปล่าครับ พี่แค่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาหาอะไรกินที่นี่ดูบ้าง... ปกติพี่ไม่ชอบโรงอาหารที่ตึกโยธาสักเท่าไหร่ มันเสียงดังเกินไป แล้วก็มีแต่คราบน้ำมันเครื่อง" ผมแสร้งถอนหายใจ ทำท่าทางเหมือนคนขี้เหงาที่อยากหาที่สงบๆ
"ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอเจ้าขาที่นี่... ถือว่าพี่โชคดีนะเนี่ย" เจ้าขาหน้าแดงระเรื่อตามระเบียบ เธอรีบขยับกระเป๋าเป้ออกเพื่อเปิดที่ว่างให้ผม
"ถ้าพี่หิรัญไม่รังเกียจ นั่งด้วยกันก็ได้นะคะ โต๊ะอื่นดูท่าจะเต็มหมดแล้ว"
"จะดีเหรอครับ? พี่กลัวเพื่อนเราจะหาว่าพี่มาแย่งที่น่ะสิ" ผมแกล้งถามลองเชิง ทั้งที่สายตาผมกวาดมองไปรอบๆเพื่อดูว่ามีไอ้พวกวิศวะคนไหนมาเห็นผมในสภาพนี้มั้ย
"ไม่เป็นไรเลยค่ะ เพื่อนเจ้าขายังไม่มากันเลย"
ผมทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามเธอ กลิ่นแป้งเด็กจากตัวเธอยังคงรบกวนสมาธิผมเหมือนเดิม ผมแสร้งมองไปที่ถุงขนมบนโต๊ะ
"นั่น... ขนมของใครเหรอครับ? ดูน่ากินจัง"
"อ๋อ... พี่รหัสเอามาวางไว้ให้ค่ะ เจ้าขายังไม่รู้เลยว่าเป็นใคร แต่พี่เขาน่ารักมากเลยนะคะ คอยดูแลเจ้าขาด้วย" เธอบอกพลางลูบถุงขนมนั้นอย่างเบามือ
ผมลอบยิ้มในใจ เฌอเบลล์ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องรหัสตัวเองคือใคร และยัยนั่นก็มัวแต่เศร้าเรื่องพี่ชายเธอจนไม่มีกะจิตกะใจจะมาซื้อขนมให้ใครหรอก ทั้งหมดมันคือฝีมือผม... ฝีมือของ 'พี่ชายพี่รหัส' ที่กำลังจะเปลี่ยนสวรรค์ของเธอให้กลายเป็นนรก
"พี่รหัสเราคงเอ็นดูเรามากแน่ๆเลยครับ... พี่เองเห็นเจ้าขาแล้วยังรู้สึกอยากดูแลเลย"
คำพูดอ่อยเหยื่อของผมทำเอาคนตรงหน้าก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน ผมมองดูเธอกินข้าวแกงจานนั้นด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันไปหมด
สมองผมกำลังประมวลผลแผนการขั้นต่อไป แต่ใจส่วนลึกกลับมีความรู้สึกแปลกๆ เมื่อเห็นเธอยิ้มให้ผมอย่างจริงใจ รอยยิ้มที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน รอยยิ้มที่บ้านรวยๆของผมหาดูไม่ได้เลยสักครั้ง
ระหว่างที่นั่งคุยกัน ผมก็แอบหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแชทกลุ่มใต้โต๊ะ
Hiran: ตอนนี้กูนั่งแดกข้าวแกงกระจอกๆอยู่กับเหยื่อว่ะ แม่งเอ๊ย... ข้าวโคตรแข็ง แต่ต้องทนแดกให้ดูเหมือนเป็นคนติดดิน
Phayu: ฮ่าๆๆๆ ลงทุนสัส! แล้วน้องเค้าว่าไงมั่ง?
Hiran: หลงกูหัวปักหัวปำล่ะสิมึง กูวางขนมแกล้งเป็นพี่รหัส แม่งนั่งกอดถุงขนมอย่างกับได้ทอง กูละขำในใจจนจะระเบิด
Khin: มึงอย่าไปเผลอแดกข้าวแกงจนติดใจความจนล่ะไอ้รัญ
Hiran: ไม่มีวันว่ะ... กูมาที่นี่เพื่อเอาคืนให้เบลล์เท่านั้น พอกูทำภารกิจเสร็จ กูจะสั่งรื้อโรงอาหารเหี้ยนี่ทิ้งยังได้เลย
"พี่หิรัญคะ... เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เห็นเงียบไป?" เสียงหวานของเจ้าขารั้งผมกลับมาสู่ปัจจุบัน
"อ๋อ เปล่าครับ พี่แค่คิดว่า... กับข้าวที่นี่ก็อร่อยดีเหมือนกันนะ" ผมโกหกคำโตพลางตักข้าวเข้าปาก
"สงสัยเพราะได้นั่งกินกับคนสวยมั้งครับ รสชาติเลยเปลี่ยนไป"
"พี่หิรัญปากหวานเกินไปแล้วค่ะ" เธอหัวเราะเบาๆเป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูใสสะอาดจนผมรู้สึกคันยิบๆที่หัวใจ
"พี่ทัพเคยบอกว่าพวกพี่วิศวะโยธาชอบหลอกผู้หญิงไปวันๆ แต่เจ้าขาว่าไม่จริงเลย พี่หิรัญดูเป็นคนจริงใจจะตาย"
คำว่า 'จริงใจ' จากปากเธอทำให้ผมเกือบสำลักน้ำที่กำลังดื่ม ความบริสุทธิ์ของเธอมันช่างเป็นอาวุธที่ร้ายกาจที่สุด เพราะมันทำให้ความเลวของผมดูเด่นชัดขึ้นมาในความมืด
"แล้วพี่ชายเรา... เค้าไม่ดุเหรอครับที่มีรุ่นพี่คณะอื่นมานั่งเฝ้าแบบนี้?" ผมแสร้งถามถึงทัพ
"พี่ทัพดุมากค่ะ! แต่เขาเป็นคนมีเหตุผล ถ้าเขารู้ว่าพี่หิรัญเป็นคนดีที่ช่วยเจ้าขาไว้หลายครั้ง เขาต้องขอบคุณพี่แน่ๆค่ะ"
ขอบคุณงั้นเหรอ? ผมอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ถ้าไอ้ทัพมันรู้ว่าคนดีที่น้องมันพูดถึง คือคนที่กำลังวางแผนทำลายชีวิตน้องมัน มันคงจะเอาประแจมาฟาดหัวผมให้ตายคาที่มากกว่า
"เจ้าขาครับ... เย็นนี้มีกิจกรรมต่อมั้ย? พี่ว่าจะชวนไปทานข้าวข้างนอกซะหน่อย ถือเป็นการฉลองที่เจ้าขาหาคำใบ้พี่รหัสใกล้เจอแล้ว" ผมเริ่มรุกฆาต
"เอ่อ... วันนี้เจ้าขาต้องรีบกลับไปช่วยแม่ขายของหน้าบ้านค่ะ พอดีวันนี้ออเดอร์เยอะ" เธอบอกด้วยสีหน้าลำบากใจ
"พี่หิรัญอย่าโกรธเจ้าขานะคะ"
"ไม่โกรธหรอกครับ... เจ้าขาเป็นเด็กกตัญญูแบบนี้ พี่กลับยิ่งชื่นชมนะ" ผมวางมือลงบนหลังมือเธอเบาๆ สัมผัสได้ถึงความนุ่มและอาการสั่นน้อยๆของร่างเล็ก
"ถ้าอย่างนั้น... พี่ขอไปช่วยเราขายของได้มั้ย? พี่อยากเห็นว่าที่บ้านเจ้าขาเป็นยังไง" เจ้าขาเบิกตากว้างอย่างตกใจ
"จะดีเหรอคะ? บ้านเจ้าขามันเล็กแล้วก็ร้อนมากเลยนะ พี่หิรัญจะลำบากเปล่าๆ"
"พี่ไม่กลัวลำบากครับ พี่กลัวจะไม่ได้เจอเจ้าขามากกว่า... นะครับ ให้พี่ไปช่วยนะ"
ในที่สุดเธอก็ยอมพยักหน้า เกมนี้ผมกำลังจะได้ก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวที่สุดของไอ้ทัพ พื้นที่ที่มันใช้เป็นเกราะคุ้มกันน้องสาวมัน ผมจะเข้าไปเผาบ้านที่อบอุ่นหลังนั้นให้วอดวายจากข้างใน ผมลุกขึ้นยืนพลางสะพายกระเป๋า
"เดี๋ยวพี่เดินไปส่งที่ห้องเรียนนะครับ ขนมถุงนี้... เก็บไว้กินตอนบ่ายนะ พี่รหัสเค้าตั้งใจซื้อมาให้"
"ค่ะพี่หิรัญ ขอบคุณนะคะ"
ผมเดินเคียงข้างเธอไปตามทางเดินคณะนิเทศ ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาคนอื่นๆที่มองมาด้วยความสงสัยและอิจฉา ผมจงใจแสดงความเป็นเจ้าของโดยการเดินชิดกับเธอจนไหล่เบียดกัน แอบส่งยิ้มเยาะเย้ยให้กับเงาของไอ้ทัพที่ผมจินตนาการว่ามันคงกำลังยืนคลั่งอยู่ในมุมมืดถ้ามันได้เห็นภาพนี
มึงปกป้องน้องสาวมึงไม่ได้หรอกทัพ... เพราะตอนนี้ หัวใจของยัยนี่มันเริ่มหวั่นไหวให้กูแล้ว ง่ายชะมัด…
ผมส่งเจ้าขาเสร็จก็เดินกลับมาที่รถ ความรู้สึกสะใจเอ่อล้นจนต้องตะโกนออกมาเบาๆในห้องโดยสารที่เงียบสงัด แผนการทุกอย่างดูราบรื่นจนน่ากลัว แต่ทำไม... ทำไมภาพรอยยิ้มของเจ้าขาตอนเห็นถุงขนมมันถึงยังติดตาผมไม่หาย ผมสะบัดหัวไล่ความรู้สึกบ้าๆนั่นทิ้งไป
"น้องกูต้องเจ็บ... และมึงต้องเจ็บกว่าเป็นร้อยเท่า ไอ้ทัพ"
