บทที่ 5 อาหารแสนธรรมดาในบ้านจนๆ
ช่วงเย็นวันนั้น ลมพัดเอื่อยพาสัมผัสเหนียวเหนอะหนะของอากาศเมืองกรุงมาปะทะผิวหนัง ผมยืนพิงรถสปอร์ตคันหรูอยู่หน้าตึกคณะนิเทศศาสตร์ ชุดนักศึกษาที่ถูกระเบียบเป๊ะกับนาฬิกาเรือนละหลายล้านบนข้อมือทำให้ผมดูเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ... การเป็นจุดเด่นที่ดูเอื้อมไม่ถึง แต่กลับโน้มตัวลงมาหาเด็กสาวธรรมดาๆอย่างเจ้าขา
"พี่หิรัญ! มารอนานหรือยังคะ?" ร่างเล็กวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาหาผม ใบหน้าหวานอาบไปด้วยเหงื่อจางๆ แต่ดวงตากลับเป็นประกายสดใส
"เพิ่งมาครับ... สำหรับเจ้าขา พี่รอได้เสมอ" ผมส่งยิ้มพิมพ์ใจที่ใช้หลอกผู้หญิงมานับไม่ถ้วนพลางเอื้อมมือไปรับกระเป๋าเป้หนักๆของเธอมาถือไว้
"ไปครับ เดี๋ยวพี่ไปส่งที่บ้าน"
ระหว่างทางที่รถเคลื่อนตัวไปตามการจราจรที่ติดขัด ผมพยายามชวนเธอคุย แสร้งทำเป็นสนใจเรื่องสัพเพเหระในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งเรื่องวิชาเรียนที่แสนน่าเบื่อ หรือเรื่องเพื่อนใหม่ในคณะ ผมสวมบทบาทเป็นผู้ฟังที่ดี พยักหน้ารับคำและหยอดคำหวานเป็นระยะจนเจ้าขาหน้าแดงสุกปลั่งเหมือนลูกตำลึง
"พี่หิรัญดูสนใจเรื่องของเจ้าขาจังเลยนะคะ ทั้งที่มันเป็นเรื่องเล็กน้อยแท้ๆ"
"เรื่องของเจ้าขาไม่มีเรื่องไหนเล็กน้อยสำหรับพี่หรอกครับ"
ผมโกหกคำโตพลางเหลือบมองเธอด้วยสายตาละมุน ทั้งที่ในใจกำลังนึกถึงข้อความในกลุ่มเพื่อนที่เด้งรัวอยู่ในกระเป๋ากางเกง
เมื่อรถจอดสนิทหน้าทาวน์เฮาส์หลังเดิม กลิ่นอายของความเก่าและคับแคบโชยมาทักทายทันทีที่ก้าวลงจากรถ ผมมองประตูรั้วเหล็กที่มีรอยสนิมขุมเล็กๆด้วยความรู้สึกสมเพชในใจ... ที่นี่น่ะเหรอที่ไอ้ทัพมันภูมิใจนักหนา?
"อ้าว! คุณหิรัญ มาส่งยัยเจ้าขาอีกแล้วเหรอครับ" เสียงของพ่อเจ้าขาดังขึ้นพร้อมกับร่างผอมบางที่เดินออกมาต้อนรับ
"ฝนท่าจะตกนะเนี่ย เข้ามาทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิคุณ แม่เขากำลังตั้งโต๊ะพอดี"
"จะดีเหรอครับคุณลุง ผมเกรงใจ..." ผมแสร้งปฏิเสธตามมารยาท ทั้งที่ในใจตอบตกลงไปตั้งแต่เห็นรองเท้าผ้าใบเปื้อนน้ำมันเครื่องที่วางอยู่หน้าบ้าน ผมอยากรู้ว่าไอ้ทัพมันจะทำหน้ายังไงถ้ากลับมาเจอผมนั่งกินข้าวอยู่ในรังของมัน
"เกรงใจอะไรกัน ทานข้าวบ้านๆนี่แหละครับ ถือว่าให้ลุงขอบคุณที่ดูแลลูกสาวลุง"
ผมยอมก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน พื้นที่ห้องโถงเล็กๆถูกดัดแปลงเป็นมุมทานข้าว มีพัดลมตัวเก่าที่ส่งเสียงครางเบาๆคอยระบายความร้อน แม่ของเจ้าขาเดินถือถ้วยแกงออกมาจากครัว ใบหน้าที่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการทำงานบ้านยิ้มให้ผมอย่างมีเมตตา
"นั่งเลยจ้ะลูก วันนี้แม่ทำน้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด แล้วก็ไข่เจียวหมูสับ ของธรรมดาๆ ทั้งนั้น หวังว่าลูกชายเศรษฐีอย่างหนูคงจะทานได้นะจ๊ะ"
ผมมองกับข้าวธรรมดาบนโต๊ะไม้ที่มีรอยถลอก น้ำพริกถ้วยเล็ก ผักสดไม่กี่อย่าง ปลาทูตัวผอมๆ และไข่เจียวที่ขอบดูไหม้นิดๆ...
นี่น่ะเหรออาหารเย็น? ถ้าเป็นที่บ้านผม อย่างน้อยต้องมีเชฟจัดจานอย่างสวยงาม อาหารต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และเราต้องนั่งทานบนโต๊ะตัวยาวที่กว้างจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของคนฝั่งตรงข้าม
อาหารบ้าน แบบนี้... กล้าเอามาวางต้อนรับกูได้ยังไงวะ ผมคิดในใจด้วยความเหยียดหยาม แต่หน้ากากสุภาพบุรุษยังคงแน่นหนา
"น่าทานมากครับคุณน้า ผมชอบทานน้ำพริกอยู่แล้วครับ" ผมโกหกอีกครั้งพลางรวบช้อนเตรียมแสดงละครฉากสำคัญ
"ทานเลยครับคุณหิรัญ ไม่ต้องเกรงใจ" คุณลุงบอกพร้อมกับตักปลาทูตัวกลางให้ผม
ผมตักข้าวเข้าปากพร้อมกับน้ำพริกเพียงเล็กน้อย เตรียมใจรับรสชาติที่น่าจะแย่จนกลืนไม่ลง แต่ทันทีที่ลิ้นสัมผัสรสชาติ... ผมกลับชะงัก รสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม และกลิ่นหอมมันระเบิดอยู่ในปาก มันไม่ใช่รสชาติที่ปรุงแต่งด้วยสารเคมีราคาแพง แต่มันคือรสชาติที่ลงตัวอย่างน่าประหลาด
"เป็นไงบ้างคะพี่หิรัญ พอทานได้ไหม?" เจ้าขาถามพลางลุ้นจนตัวโก่ง
"อร่อยครับ... อร่อยจริงๆ" คราวนี้ผมไม่ได้โกหกทั้งหมด
ขณะที่ผมนั่งเคี้ยวข้าว ผมสังเกตบรรยากาศรอบโต๊ะ คุณลุงตักปลาทูส่วนที่เนื้อเยอะที่สุดให้เจ้าขา คุณน้าคอยเช็ดปากให้ลูกสาวพลางถามถึงเรื่องเรียนด้วยความเป็นห่วง พวกเขาหัวเราะให้กับมุกตลกฝืดๆของคุณลุง มีการหยอกล้อและส่งต่อกับข้าวให้กันอย่างเป็นธรรมชาติ
บรรยากาศแบบนี้... มันคือสิ่งที่ผมไม่เคยมีที่บ้านใหญ่หลังนั้น
ที่บ้านของผม การทานข้าวคือหน้าที่ พ่อจะนั่งอ่านเอกสารหุ้น แม่จะก้มหน้าเล่นมือถือเช็กงานสังคม ไม่มีใครถามผมว่าวันนี้เรียนเป็นยังไง หรืออยากกินอะไรเป็นพิเศษ ความอบอุ่นที่บ้านหลังนี้แผ่ออกมามันทำให้ผมวูบไหวในใจไปครู่หนึ่ง... เป็นความรู้สึกโหยหาที่ผมพยายามกดมันไว้ลึกที่สุด
หึ... ก็แค่ภาพลวงตาของพวกคนจนที่ไม่มีเงินซื้อความสุขอย่างอื่น ผมสะบัดความคิดบ้าๆนั่นทิ้งไปในพริบตา แทนที่มันด้วยความเย็นชาตามเดิม จังหวะนั้น เจ้าขาตักไข่เจียวหมูสับชิ้นโตมาวางบนจานผมพร้อมรอยยิ้มหวานหยด
"อันนี้ของโปรดเจ้าขาเลยค่ะ แม่ใส่หมูให้เยอะเป็นพิเศษเลยนะ พี่หิรัญทานเยอะๆนะคะ"
ผมชะงักไปเล็กน้อย มองรอยยิ้มที่ปราศจากมารยาของเธอ หัวใจที่เคยกระด้างขยับไหวอย่างควบคุมไม่ได้ แสงไฟนีออนสีส้มในห้องนี้ทำให้ใบหน้าของเธอซอฟต์ลงจนดูเหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆ... ในวินาทีนั้น ผมเผลอคิดไปว่าถ้าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องจริง และผมไม่ใช่ปีศาจที่เข้ามาเพื่อทำลาย... มันคงจะดีไม่น้อย
กริ๊ง... กริ๊ง...
เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่หน้าจอมีรอยร้าวของเจ้าขาดังขึ้นบนโต๊ะ เธอรีบหยิบขึ้นมาดูแล้วดวงตาก็เป็นประกายยิ่งกว่าเดิม
"พี่ทัพโทรมาค่ะ!"
