บทที่ 6 เผลอคิดถึงกลิ่นแป้งเด็ก
ผมหูผึ่งทันที กระชับช้อนในมือแน่นขึ้น แผนที่ผมวางไว้คือการรอเผชิญหน้ากับมันตรงนี้ ในบ้านที่มันอ้างว่าเป็นเซฟโซนของมัน
"ฮัลโหลพี่ทัพ... กินข้าวอยู่กับพ่อแม่ค่ะ... อะไรนะ? วันนี้กลับดึกเหรอ?" สีหน้าของเจ้าขาดูเศร้าลงทันที
"งานที่อู่เยอะเหรอคะ... อ๋อ ได้ค่ะ พี่ทัพอย่าลืมหาอะไรกินด้วยนะ รักพี่ทัพนะคะ บ๊ายบายค่ะ" เธอกดวางสายแล้วหันมาทางพ่อแม่
"พี่ทัพบอกว่าวันนี้ติดงานด่วนค่ะคุณพ่อ น่าจะกลับเกือบเที่ยงคืนเลย บอกว่าให้พวกเรานอนกันก่อนได้เลยไม่ต้องรอ"
โธ่โว้ย! ผมสบถในใจอย่างหัวเสีย ความพยายามที่ยอมมานั่งกินน้ำพริกกะปิในห้องแคบๆนี้เกือบชั่วโมงกลายเป็นศูนย์ ผมไม่ได้มาเพื่อฟังเสียงมันผ่านโทรศัพท์ แต่ผมมาเพื่อเห็นความพ่ายแพ้ในดวงตามัน
"เสียดายจังเลยนะครับ ผมกะว่าจะได้คุยเรื่องโปรเจกต์งานกับทัพสักหน่อย" ผมแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย
"ไว้โอกาสหน้านะคุณหิรัญ ทัพมันก็แบบนี้แหละครับ ช่วงนี้งานเยอะหน่อย ต้องเก็บเงินส่งยัยเจ้าขาเรียน" คุณลุงบอกพลางหัวเราะแห้งๆ ผมยิ้มรับพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชทกลุ่มใต้โต๊ะ ท่ามกลางเสียงคุยกันกระหนุงกระหนิงของครอบครัวที่ผมกำลังจะเชือด
Hiran: ไอ้เหี้ยทัพแม่งไม่กลับบ้านว่ะ กูมาเก้อนั่งแดกไข่เจียวฟรีไปดิ
Phayu: ฮ่าๆๆๆ สมน้ำหน้า มึงลงทุนไปแดกข้าวบ้านคนจนแล้วเค้าไม่อยู่ต้อนรับเหรอรัญ?
Khin: มึงก็รอมันอยู่ที่นั่นเลยดิ ค้างคืนเลยมั้ย? ฮ่าๆๆ
Hiran: ครั้งหน้ากูจะเล่นแม่งให้หนัก รอให้น้องมันติดกูมากกว่านี้ก่อน
Nannam: รัญ... กูว่ามึงเริ่มจะถลำลึกไปแล้วนะ เกิดน้องมันรักมึงขึ้นมาจริงๆละ
Hiran: รักเหรอ? เออ ยิ่งรักสิดี เวลาคนเราตกจากที่สูงมันจะได้คอหักตายไง กูไม่เคยเปลี่ยนใจว่ะ เป้าหมายกูคือให้ไอ้ทัพมันคลานมาขอโทษเฌอเบลล์!
ผมรวบช้อนหลังทานเสร็จ ลุกขึ้นไหว้ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ของเจ้าขาด้วยท่าทางแสนดีที่ปลอมเปลือกที่สุดเท่าที่เคยทำมา
"ขอบคุณสำหรับอาหารนะครับ อร่อยมากจริงๆครับ"
"ว่างๆมาอีกนะลูก บ้านนี้ยินดีต้อนรับเสมอจ้ะ"
คุณน้าบอกพร้อมลูบแขนผมอย่างเอ็นดู ผมเดินออกมาจากบ้านโดยมีเจ้าขาเดินมาส่งที่รถ ลมเย็นตอนกลางคืนพัดมาจางๆ บรรยากาศเงียบสงบในซอยนี้ขัดกับพายุที่กำลังก่อตัวในหัวใจผม
"พี่หิรัญคะ... ขอบคุณจริงๆนะคะที่ยอมมาทานข้าวบ้านเจ้าขา ทั้งที่พี่หิรัญคงไม่ชินกับอาหารแบบนี้" ผมหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าเธอ มือหนาเชยคางมนขึ้นมาเบาๆ แววตาของเจ้าขาสั่นไหวด้วยความหวั่นไหวอย่างชัดเจน
"เพื่อเจ้าขา... พี่ทำได้ทุกอย่างครับ"
ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากเราแตะกัน เจ้าขาพยายามเบี่ยงหน้าหลบอย่างเขินอาย ลมหายใจอุ่นๆของเธอที่รดรินอยู่บนหน้าทำให้ผมเกือบจะลืมความแค้นไปชั่ววินาที แต่ภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเฌอเบลล์ก็แทรกเข้ามาขวางไว้
อย่าใจอ่อนรัญ... มึงคือเพชฌฆาต ไม่ใช่คนรักของยัยนี่
ผมถอยออกมาแล้วยิ้มบางๆ
"ฝันดีนะครับเจ้าขา ไว้เจอกันนะ"
"ฝันดีค่ะพี่หิรัญ"
ผมก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที สายตามองผ่านกระจกหลังเห็นร่างเล็กยังคงยืนโบกมือส่งจนลับตา ผมเหยียบคันเร่งระบายอารมณ์หงุดหงิดที่พลาดโอกาสเจอไอ้ทัพ
"มึงหนีกูไม่พ้นหรอกทัพ... ความสุขของครอบครัวมึง มันมีเวลาจำกัดเท่ากับความอดทนของกูเท่านั้นแหละ"
ผมพึมพำกับตัวเองท่ามกลางความมืดในรถ เสียงหัวใจที่เต้นรัวอย่างผิดจังหวะถูกผมปัดทิ้งว่าเป็นเพียงความตื่นเต้นในเกมเดิมพันครั้งนี้เท่านั้น... ไม่ใช่ความรัก และไม่มีทางเป็นความรักเด็ดขาด!
แสงไฟนีออนสีแดงสลับม่วงใน H-Club สาดส่องกระทบแก้ววิสกี้ในมือผมจนเกิดเงาวาววับ เสียงเพลงบีทหนักๆกระแทกกระทั้นเข้ากับผนังห้อง VIP ราวกับจะตอกย้ำความโกลาหลในใจที่ผมพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเสเพล
บนตักของผมมีร่างอ้อนแอ้นของสาวสวยในชุดเดรสรัดรูปสีดำเธอกำลังคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอผมอย่างจงใจ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเธอฉุนกะทัดรัดจนผมแอบคิดถึงกลิ่นแป้งเด็กจางๆของใครบางคนขึ้นมาอย่างน่ารำคาญ
"ไอ้รัญ! ตกลงน้ำพริกกะปิบ้านนั้นรสชาติเป็นไงวะ ติดใจจนลืมรสวิสกี้ไปหรือยัง" พายุตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงพลางหัวเราะร่า ผมกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียว ความร้อนแรงของแอลกอฮอล์แผ่ซ่านไปทั่วอก
"ติดใจเหี้ยอะไรล่ะมึง ข้าวแข็งหยั่งกับกรวด กับข้าวก็มีแต่ของพื้นๆที่กูไม่เคยคิดจะเอาเข้าปาก บ้านก็แคบหยั่งกับรูหนู กูต้องทนปั้นหน้าเป็นสุภาพบุรุษจนตะคริวจะกินหน้าอยู่แล้ว"
"ฮ่าๆๆๆ ลงทุนฉิบหาย" คินเสริมพลางโอบสาวข้างกาย
"แล้วไอ้ทัพล่ะ มึงได้เจอหน้ามันมั้ย?"
"แม่งไม่กลับบ้านว่ะ สงสัยมัวแต่ขลุกอยู่กับคราบน้ำมันเครื่องในอู่กระจอกๆของมัน" ผมเหยียดยิ้ม แววตาเย็นเยียบเมื่อนึกถึงหน้าคนที่เป็นต้นเหตุ
"กูละสงสัยจริงๆว่าสภาพแบบนั้นแม่งเอาความมั่นใจมาจากไหนมาปฏิเสธยัยเบลล์ น้องสาวกูรวยกว่าแม่งเป็นล้านเท่า สวยกว่า สะอาดกว่า"
"เอาน่ามึง ดื่มๆไป วันนี้กูจัดเด็กนิเทศปีหนึ่งมาให้มึงด้วยนะ เห็นว่ามึงกำลังอินกับเด็กคณะนี้" พายุบุ้ยปากไปทางสาวบนตักผม ผมก้มลงมองยัยตัวเล็กบนตัก
"ปีหนึ่งนิเทศเหรอ? ชื่ออะไรเรา"
"ชื่อ มีนา ค่ะพี่หิรัญ... มีนาอยู่กลุ่มเดียวกับเจ้าขานะคะ แต่เจ้าขาเขาคงไม่ว่างมาที่แบบนี้หรอกค่ะ บ้านเขาเคร่ง... แถมยังจนด้วย" เธอพูดพลางจิกนิ้วลงบนไหล่ผม แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานจนผมกระตุกยิ้ม
"เหรอ... งั้นคืนนี้แสดงให้พี่ดูหน่อยสิว่าเด็กนิเทศเขามีดีอะไรมากกว่าแค่ยิ้มสวยไปวันๆ"
บรรยากาศในห้องสวีทหรูของโรงแรมห้าดาวใจกลางเมืองเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางเบาๆ และเสียงหอบหายใจที่ดังระงม บทรักของผมกับมีนาเป็นไปอย่างเร่าร้อนและรุนแรง ผมไม่ได้มีความรักให้เธอแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงการระบายความใคร่และความหงุดหงิดที่สะสมมาทั้งวัน
ร่างเล็กใต้ร่างผมพยายามตอบสนองทุกท่วงท่าอย่างรู้งาน ยอมรับเลยว่าเธอใช้ได้แตกต่างจากเจ้าขาที่ดูใสซื่อจนน่ารังแก แต่ในจังหวะที่ผมกำลังจะถึงฝั่งฝัน ภาพใบหน้าหวานที่ยิ้มกว้างตอนตักไข่เจียวให้ผมที่โต๊ะอาหารแคบๆนั่นกลับวูบเข้ามาในหัว
ชิส! ผมสบถในใจพลางเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นเพื่อสลัดภาพนั้นทิ้งไป ผมไม่ควรเอาผู้หญิงโง่ๆคนนั้นมาปนเปกับความร่านร้อนบนเตียงนี้
เมื่อทุกอย่างจบลง ผมลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่แม้แต่จะชายตามองร่างที่นอนหอบอยู่นั้น ผมเดินเข้าห้องน้ำ เปิดน้ำเย็นจัดรดตัวเพื่อชำระล้างคาวราคะและสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่บนผิวหนัง
เมื่อออกมาจากห้องน้ำ ผมเห็นมีนากำลังจะขยับตัวเข้ามาหา ผมจึงเอ่ยปากเสียงเรียบ
"แต่งตัวซะ แล้วกลับไปได้แล้ว"
"แต่พี่หิรัญคะ... มีนานึกว่าคืนนี้เราจะ..."
"ฉันบอกให้กลับ" ผมกดเสียงต่ำจนเธอหน้าเสีย เธอรีบหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมด้วยท่าทางลนลาน ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่กล้าหันมาสบตาผมอีก
ผมเดินออกไปยืนที่ระเบียงห้องสวีท ลมกลางคืนปะทะหน้าจนรู้สึกเย็นวาบ ผมหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ปล่อยให้ควันสีเทาลอยล่องไปในอากาศ ผมไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนไปที่คอนโดส่วนตัว ที่นั่นคือพื้นที่ปลอดภัยของผม และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ที่สำหรับคนชั่วคราวแบบมีนา
ท่ามกลางความเงียบ ผมนึกถึงเรื่องที่บ้านเจ้าขาเมื่อเย็น... ความอบอุ่นที่ผมแสร้งเข้าไปสัมผัสมันยังคงกวนใจผมไม่หาย ผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงเกมกลับมาอยู่ในมือผม เพื่อย้ำเตือนตัวเองว่าผมมาที่นี่เพื่ออะไร
ผมหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมา เปิดแชทที่ค้างไว้กับ 'เจ้าขา'
Hiran: นอนหรือยังครับเจ้าขา?
ไม่ถึงนาที ข้อความก็ถูกอ่านและตอบกลับมา
Jaokha: ยังเลยค่ะพี่หิรัญ เจ้าขากำลังเตรียมงานส่งอาจารย์อยู่ พี่หิรัญล่ะคะ ทำไมยังไม่นอน?
ผมพ่นควันบุหรี่พลางแสยะยิ้ม นึกถึงภาพเธอนั่งทำงานงกๆอยู่ในห้องพัดลมเก่าๆ ในขณะที่ผมเพิ่งผ่านบทรักราคาแพงมา
Hiran: พอดีพี่เพิ่งเคลียร์งานเสร็จครับ แล้วก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้... พี่อยากทำบุญเลี้ยงเด็กกำพร้าวันเสาร์นี้ พอดีนึกถึงฝีมือทำอาหารของคุณแม่เจ้าขา พี่เลยอยากถามว่าคุณแม่รับทำข้าวกล่องสัก 100 กล่องมั้ยครับ? พี่อยากอุดหนุนที่บ้านเรามากกว่าไปจ้างร้านใหญ่ๆ
ผมส่งข้อความไปพลางหัวเราะในลำคอ นี่คือหมากชั้นดี... การจ้างงานคือการให้เงิน แต่มันดูมีระดับกว่าการให้เปล่าๆ มันทำให้พ่อแม่เธอเกรงใจผมมากขึ้น และทำให้เจ้าขามองผมเป็นเทพบุตรผู้ใจบุญที่สนับสนุนอาชีพของครอบครัวเธอ
Jaokha: โห 100 กล่องเลยเหรอคะ! พี่หิรัญใจดีจังเลยค่ะ เดี๋ยวเจ้าขาถามคุณแม่ให้นะคะ ท่านต้องดีใจมากแน่ๆ ขอบคุณนะคะพี่หิรัญที่นึกถึงบ้านเจ้าขา
Hiran: เพื่อเจ้าขา พี่เต็มใจเสมอครับ... พรุ่งนี้เช้าพี่ไปกินข้าวที่คณะด้วยนะ ฝันดีครับ
ผมเก็บโทรศัพท์แล้วขยี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่อย่างแรง ความรู้สึกสะใจเริ่มกลับมาอีกครั้ง พรุ่งนี้ไอ้ทัพต้องรู้เรื่องนี้แน่ การที่ผมเอาเงินไปฟาดหัวพ่อแม่มันผ่านการจ้างงานจะทำให้มันน้ำท่วมปาก พูดอะไรไม่ได้ และต้องทนเห็นผมเดินเข้าออกบ้านมันในฐานะผู้มีพระคุณ
มึงปกป้องใครไม่ได้หรอกทัพ... แม้แต่ปากท้องของคนในบ้านมึง กูก็เป็นคนคุมเกมเอาไว้หมดแล้ว
ผมเดินกลับเข้าห้องนอนที่กว้างขวางแต่เย็นเยียบ ทิ้งตัวลงบนเตียงที่เพิ่งผ่านศึกรักมาหมาดๆ หลับตาลงพร้อมกับแผนการที่แยบยลกว่าเดิมในหัว โดยไม่รู้เลยว่าภายใต้หน้ากากเพชฌฆาตนี้ หัวใจของผมเองนั่นแหละที่เริ่มจะสั่นคลอนไปกับความใสซื่อที่ผมกำลังจะทำลาย
