บทที่ 8 ออร์เดอร์ร้อยกล่องกับแผนซ้อนแผน

เช้าวันต่อมา... ท้องฟ้าแจ่มใสจนน่ารำคาญ

ผมขับรถสปอร์ตคันเดิมเข้ามาจอดในซอยแคบๆของบ้านเจ้าขา วันนี้เป็นวันที่ผมนัดมารับข้าวกล่อง 100 กล่องที่ผมแสร้งทำเป็นสั่งเพื่อเอาไปทำบุญเลี้ยงเด็กกำพร้า แน่นอนว่ามันเป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อสร้างภาพลักษณ์เทพบุตรผู้ใจบุญให้เจ้าขาและครอบครัวของเธอตายใจ

ทันทีที่ผมดับเครื่องยนต์และก้าวลงจากรถ กลิ่นหอมของพริกแกงและของทอดก็โชยมาแตะจมูก ผมเห็นพ่อและแม่ของเจ้าขากำลังช่วยกันง่วนอยู่กับการแพ็คกล่องข้าวลงในลังโฟมขนาดใหญ่ เหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้าของพวกท่าน แต่รอยยิ้มกลับประดับอยู่บนหน้าอย่างมีความสุข

"อ้าว! คุณหิรัญ มาเร็ว จังเลยครับ เข้ามาก่อนๆ" พ่อของเจ้าขารีบเดินออกมาต้อนรับพลางใช้ผ้าขาวม้าเช็ดมืออย่างลนลาน

"สวัสดีครับคุณลุง คุณน้า" ผมยกมือไหว้ด้วยท่าทางสุภาพ นอบน้อมแบบที่ผมฝึกฝนมาอย่างดี 

"ออร์เดอร์ร้อยกล่องเรียบร้อยไหมครับ? มีอะไรให้ผมช่วยยกหรือเปล่า"

"เรียบร้อยหมดแล้วจ้าลูก แม่กับพ่อตื่นมาทำตั้งแต่ตีสาม น้ำแกงส้มชะอมกุ้งกับหมูทอดกระเทียม ของโปรดยัยเจ้าขาเค้าเลย แม่เลยจัดให้เต็มที่ รับรองว่าเด็กๆที่มูลนิธิต้องชอบแน่ๆจ้ะ" แม่ของเจ้าขาพูดพลางยิ้มตาหยี แววตาที่มองผมเต็มไปด้วยความเอ็นดูและซาบซึ้งใจ

ในจังหวะนั้นเอง ร่างเล็กในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ขาสั้นก็เดินถือลังโฟมใบเล็กออกมาจากในครัว เจ้าขามัดผมรวบเป็นมวยลวกๆมีปอยผมหลุดลุ่ยลงมาเคลียข้างแก้ม ใบหน้าหวานใสเนียนละเอียดไม่มีเครื่องสำอางใดๆแต่มันกลับดูสดใสจนผมชะงักไปครู่หนึ่ง

"พี่หิรัญ! มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะคะ" เธอยิ้มกว้างจนตาหยี รอยยิ้มเดิมๆที่ผมเคยนึกรำคาญ แต่ตอนนี้กลับรู้สึก... แปลกๆในอก

"พี่บอกแล้วไงครับว่าเรื่องทำบุญพี่จริงจัง" ผมส่งยิ้มตอบพลางเดินเข้าไปแย่งลังโฟมในมือเธอมาถือไว้เอง 

"ส่งมานี่ครับ ของมันหนัก เดี๋ยวพี่ชายคนนี้ยกเอง"

"โห... พี่หิรัญแสนดีอีกแล้ว ขอบคุณนะคะ" เธอพึมพำเสียงเบา แก้มใสขึ้นสีระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู ผมลอบมองไปรอบๆบ้าน สายตากวาดหาเป้าหมายหลักอย่างไอ้ทัพ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า 

"แล้ว... ทัพล่ะครับ ไม่มาช่วยเหรอ?"

"พี่ทัพออกไปทำงานที่อู่ตั้งแต่ตีห้าแล้วค่ะ ช่วงนี้รับงานโอเวอร์ฮอลเครื่องยนต์ดึกๆดื่นๆทุกวันเลย" เจ้าขาตอบพลางทำหน้าเศร้า 

"เจ้าขาบอกให้พักผ่อนบ้าง แต่พี่ทัพก็บอกว่าต้องรีบหาเงิน... พี่ทัพน่ะ รักครอบครัวที่สุดในโลกเลยค่ะ"

คำชื่นชมที่เธอมีให้พี่ชายมันทำให้ผมแอบเหยียดยิ้มในใจ รักครอบครัวงั้นเหรอ? ดี... ยิ่งมันรักมากเท่าไหร่ เวลาที่มันเห็นครอบครัวมันพังพินาศเพราะความจน มันจะได้เจ็บปวดเจียนตาย

หลังจากช่วยกันขนลังโฟมขึ้นท้ายรถสปอร์ตที่ผมต้องยอมให้มันเปื้อนคราบน้ำแกงนิดๆหน่อยๆเพื่อความเนียน ผมก็พาเจ้าขามุ่งหน้าไปยังมูลนิธิเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งตามที่อ้างไว้

ตลอดการเดินทาง เจ้าขาเอาแต่ชวนผมคุยเรื่องเด็กๆ เธอเล่าด้วยความตื่นเต้นว่าดีใจแค่ไหนที่จะได้เห็นเด็กๆอิ่มท้อง แววตาของเธอฉายแสงแห่งความบริสุทธิ์ออกมาจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสีดำที่กำลังพยายามกลืนกินสีขาว

เมื่อไปถึงมูลนิธิ ภาพที่เห็นคือเด็กๆตัวเล็กตัวน้อยพากันวิ่งกรูกันเข้ามาต้อนรับ เจ้าขารีบกระโดดลงจากรถแล้วเข้าไปสวมกอดเด็กๆอย่างไม่ถือตัว เธอนั่งลงบนพื้นปูนทลาย นั่งตักข้าวแจกขนมให้เด็กๆด้วยรอยยิ้มที่มาจากใจจริง

ผมยืนกอดอกพิงเสามองดูภาพนั้นพลางหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูขึ้นมาเปิดแชทกลุ่ม เสียงแจ้งเตือนสั่นรัวในมือ

กลุ่ม: H-Squad (4)

Phayu: เป็นไงวะไอ้คุณชายรัญ? ตอนนี้อยู่มูลนิธิเด็กกำพร้าเหรอวะ ฮ่าๆๆๆ กูอยากเห็นภาพมึงอุ้มเด็กชิบหาย

Khin: เออ มึงอย่าไปเผลอทำหน้ายักษ์ใส่เด็กนะเว้ย เดี๋ยวเด็กแม่งร้องไห้โฮ แผนแตกพอดียัยน้องเจ้าขาจับได้ขี้เกียจแก้ตัวนะมึง

Hiran: [ส่งรูปภาพ: ภาพเจ้าขากำลังป้อนข้าวเด็กพร้อมรอยยิ้ม]

Hiran: พวกมึงดูนี่ เหยื่อกูโง่ชิบหาย นั่งซับเหงื่อให้เด็กอยู่นั่นแหละ หารู้ไม่ว่าเงินที่กูเอามาฟาดจ้างแม่แม่งทำข้าวกล่อง ก็คือเงินที่กูจะใช้ซื้อตัวน้องมันนั่นแหละ ตอนนี้แม่งมองกูเป็นเทวดามาโปรดละ กูพูดอะไรแม่งก็เชื่อหมด

Nannam: รัญ... กูถามจริง มึงถ่ายรูปน้องเค้าตอนเผลอแบบนี้ มึงคิดอะไรอยู่ป่ะวะ แววตาน้องเค้าโคตรซื่อสัตย์เลยนะมึง ถ้าวันหนึ่งเค้ารู้ความจริง กูว่ามึงนั่นแหละที่จะนอนไม่หลับ

Hiran: มึงเพ้อเจ้อละน่านน้ำ กูไม่มีวันรู้สึกเหี้ยอะไรกับเบี้ยในเกมหรอก กูแค่ถ่ายเก็บไว้ดูผลงานความสำเร็จของกูเท่านั้นแหละ พอกูเหยียบหัวใจแม่งจมดินเสร็จ กูก็จะลบรูปพวกนี้ทิ้งเหมือนขยะ

ผมกดปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วยัดมันลงกระเป๋ากางเกง สายตากลับไปโฟกัสที่ร่างเล็กอีกครั้ง จังหวะนั้นเอง เจ้าขาหันมาสบตาผมพอดี เธอยิ้มกว้างระบายความสุขออกมาพลางกวักมือเรียกผม

"พี่หิรัญคะ! มาช่วยเจ้าขาแจกขนมตรงนี้หน่อยเร็ว เด็กๆอยากขอบคุณพี่หิรัญใจดีค่ะ" ผมสูดหายใจเข้าลึกๆปรับสีหน้าให้กลายเป็นรุ่นพี่วิศวะผู้อ่อนโยนทันที 

"ครับๆ กำลังไปครับ" ผมเดินเข้าไปนั่งข้างๆเธอ บนพื้นปูนที่ค่อนข้างสกปรกซึ่งปกติคนอย่างผมไม่มีวันนั่งเด็ดขาด ผมยื่นห่อขนมส่งให้เด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง เด็กคนนั้นยกมือไหว้แล้วส่งยิ้มฟันหลอมาให้ 

"ขอบคุณครับพี่ชายใจดี"

"ไม่เป็นไรครับ กินให้อร่อยนะ" ผมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางเหลือบมองเจ้าขาที่กำลังมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง... สายตาที่เปลี่ยนจากความไว้ใจ กลายเป็นความศรัทธาในตัวผู้ชายคนนี้

"พี่หิรัญรู้ไหมคะ... วันนี้เจ้าขามีความสุขที่สุดเลย" เธอกระซิบเสียงเบาขณะที่มือยังคงหยิบกล่องข้าวส่งให้เด็กๆ 

"ตอนแรกเจ้าขานึกว่าพวกพี่รวยๆจะมองไม่เห็นพวกเรา หรือคิดว่าความสุขของพวกเรามันไร้สาระ... แต่พี่หิรัญทำให้เจ้าขารู้ว่า คนรวยที่ดีและเข้าใจคนอื่นยังมีอยู่จริง"

คำพูดของเธอเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางอกของผม หัวใจที่เคยด้านชาขยับไหวอย่างรุนแรงจนผมต้องลอบกลืนน้ำลาย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ผมสะกดมันไว้เริ่มประท้วงอยู่ลึกๆ

เข้าใจงั้นเหรอ? ซาบซึ้งงั้นเหรอ? ผมคิดในใจด้วยความสับสน ถ้าเธอรู้ว่าทั้งหมดนี้กูทำเพื่อต้องการลากมึงและพี่ชายมึงลงนรก มึงยังจะพูดคำนี้ออกมาได้ไหมเจ้าขา

กิจกรรมสิ้นสุดลงในช่วงบ่ายแก่ๆ ผมขับรถมาส่งเจ้าขาที่หน้าปากซอยบ้านของเธอตามความต้องการของเธอ เพราะเธอเกรงใจไม่อยากให้รถหรูของผมต้องเข้าไปลุยทางขรุขระในซอยอีก

"ขอบคุณสำหรับวันนี้มากๆเลยนะคะพี่หิรัญ ทั้งเรื่องข้าวกล่อง ทั้งเรื่องที่พาไปทำบุญ... คุณแม่ฝากบอกว่าถ้าวันหลังพี่หิรัญอยากทานแกงส้มอีก แวะไปที่บ้านได้ตลอดเลยนะคะ" เธอบอกพลางปลดเข็มขัดนิรภัย

"ด้วยความยินดีครับ... เพื่อเจ้าขา พี่ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว" ผมพูดประโยคเดิมๆที่ใช้หยอดเธอเป็นประจำ แต่คราวนี้ เจ้าขาไม่ได้แค่หน้าแดงและหลบสายตาเหมือนทุกครั้ง เธอหันมามองหน้าผมตรงๆ ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววแน่วแน่และจริงจัง

 "พี่หิรัญคะ... เจ้าขาไม่รู้ว่าทำไมพี่ถึงดีกับเจ้าขาขนาดนี้ แต่เจ้าขาอยากบอกว่า... เจ้าขาเชื่อใจพี่หิรัญนะคะ เชื่อใจมากๆเลย"

พูดจบ เธอก็ส่งรอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาให้ผม ก่อนจะรีบเปิดประตูรถและวิ่งเข้าซอยไปอย่างรวดเร็ว

ผมสั่นสะท้านไปทั้งร่าง นั่งนิ่งค้างอยู่บนเบาะคนขับเป็นเวลานับนาที มือที่จับพวงมาลัยสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ คำว่า 'เชื่อใจ' ของเธอ มันเหมือนลิ่มแหลมๆที่ตอกตรึงหัวใจผมไว้กับความรู้สึกผิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมรีบเปิดโทรศัพท์มือถือ กดเข้าแชทกลุ่มแล้วพิมพ์ข้อความลงไปทันทีเพื่อกู้คืนความมั่นใจของตัวเอง

Hiran: เกมแม่งดำเนินไปตามแผนเป๊ะๆ ตอนนี้ยัยเด็กนั่นบอกว่าเชื่อใจกูสุดชีวิตล่ะ หึ... เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลยไอ้ทัพ

ผมพิมพ์คำเหล่านั้นลงไป ทั้งที่ในส่วนลึกของหัวใจ... กลับมีความกลัวแปลกๆก่อตัวขึ้นมา

กูไม่ได้ใจอ่อน... กูไม่มีวันใจอ่อนให้กับน้องสาวของคนที่ทำให้น้องกูร้องไห้เด็ดขาด! ผมบอกตัวเองเสียงดังในใจ ก่อนจะเหยียบคันเร่งพารถทะยานออกไปจากซอยนั้นด้วยความเร็วสูง ทิ้งรอยยิ้มและคำว่าเชื่อใจของเธอไว้เบื้องหลัง

โดยที่ผมไม่รู้เลยว่า... หมากตัวที่ผมกำลังเดินอยู่นี้ มันเริ่มจะควบคุมยากขึ้นทุกทีแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป